ศาลฎีกาฯ ออกหมายจับ ‘ทักษิณ’ เบี้ยวฟังคดีทีพีไอ

วันนี้ (22 มิ.ย. 61) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมือง นัดพิจารณาคดีครั้งแรกคดีกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  กรณีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน

ทั้งนี้จำเลยทั้งหมดไม่เดินทางไปศาล ศาลถือเป็นการปฏิเสธตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงออกหมายจับ และร่นระยะเวลาติดตามตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหลือ 1 เดือน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมือง นัดพิจารณาคดีครั้งแรกคดี นายทักษิณ ชินวัตร ให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน

โดยคดีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยนำมายื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว

โดยในวันนี้ทนายความและจำเลยไม่ไปศาล และไม่มีการแจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีจึงให้ออกหมายจับ และร่นระยะเวลาการติดตามตัวจากเดิมที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตรา 28 วรรคสอง กำหนดไว้ 3 เดือน ก่อนที่จะให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีโดยไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยเป็น 1 เดือน ตามกฎหมายฉบับเดียวกันมาตรา 19 วรรค 1 ที่กำหนดว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.นี้ หรือในกฎหมายอื่นที่บทบัญญัติแห่งพ.ร.ปนี้นำมาใช้บังคับ หรือในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาหรือตามที่ศาลกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความมีคำขอ ศาลอาจย่นหรือขยายเวลาได้ตามความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยในการแต่งตั้งทนายความ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีแล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากจำเลยถูกออกหมายจับในหลายคดี โดยให้ ป.ป.ช.ซึ่งเปนโจทก์ในคดีนี้ติดตามตัวจำเลยมาศาลต่อไป

อย่างไรก็ตามการที่จำเลยไม่มาศาลถือเป็นการปฏิเสธตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

องค์คณะยังได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ วันที่ 7 สิงหาคม 2561 และไต่สวนในวันที่ 10 สิงหาคม 2561 และ นัดสุดท้าย วันที่ 21 สิงหาคม 2561 ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นบัญชีระบุพยานกำหนดแนวทางไต่สวนก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน 14 วัน โดยให้ส่งหมายแจ้ง หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมายต่อไป

keyboard_arrow_up