ราชทัณฑ์ประหารนักโทษคนแรกในรอบ 9 ปี – เกิดผลชี้ ‘ปฎิญญาสากล’ ถูกยกเลิกอัตโนมัติ!!

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รายงาน ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้เปิดเผยเอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับหนึ่งของกรมราชทัณฑ์ โดยมีเนื้อหาระบุถึงการลงโทษ ‘ประหารชีวิต’ นักโทษในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.55 เหตุเกิดที่จังหวัดตรัง โดยได้มีการทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ซึ่งได้ดำเนินการเมื่อเวลา 15.00–18.00 น. โดยกรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาล

ทั้งนี้การการบังคับโทษประหารชีวิตดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย นับเป็นผู้ต้องขังรายที่ 7 นับแต่มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ซึ่งเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตายเป็นการฉีดสารพิษ

ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ถึงปัจจุบันมีการบังคับโทษประหารชีวิตมาแล้ว จำนวน 325 ราย โดยแยกเป็น 1.การใช้อาวุธปืนยิงจำนวน 319 ราย (ยิงรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.46) 2.การฉีดยาสารพิษ จำนวน 6 ราย (ฉีดสารพิษครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46 และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ส.ค.52) กระทั่งรายล่าสุดในรอบ 9 ปี

นอกจากนี้ ทนายเกิดผล แก้วเกิด ยังอธิบายถึงผลที่ตามมาจากการลงโทษประหารชีวิตนักโทษในครั้งนี้ ว่ามีผลต่อปฎิญญาสากล ว่าด้วย สิทธิมนุษยชน ที่รัฐบาลไทยเคยลงนามไว้เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 และจะครบรอบ 10 ปีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 ที่หากไทยไม่มีการลงโทษประหารชีวิต ก็ถือว่าไทยได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปโดยปริยาย แต่จากการลงโทษในครั้งนี้ทำให้ข้อตกลงในปฎิญญาสากล ที่ให้ยกเลิกโทษประหาร หากไม่มีการประหารภายใน 10 ปี ต้องตกไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งหมายความ ไทยยังคงมีการบังคับใช้โทษประหาร ตลอดไป จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นไปโดยอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติของไทยเอง

keyboard_arrow_up