2 โชเฟอร์ – กระเป๋ารถเมล์ รับผิดกระทืบผู้หญิง ยันไม่รู้ ลั่นรีบขับไปตาย แค่ประชด (คลิป)

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เหตุการณ์ทะเลาะวิวาท บริเวณถนนหน้าแยกโรงกรองน้ำ เขตพญาไท เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์รถเมล์สาย 12 วิ่งระหว่างห้วยขวาง – เศรษฐการ ขับรถจี้ท้ายรถจักรยานยนต์ จนมีปากมีเสียงกันอย่างรุนแรง จากนั้นคนขับรถเมล์และกระเป๋ารถเมล์ ได้ลงมาทำร้ายคู่กรณีสาว 2 คน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของรถเมล์กันเป็นจำนวนมาก

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงที่มีการทะเลาะวิวาท

วันนี้ (14 มิ.ย.61) นายอำพล อภัยรัตน์ นายท่ารถมินิบัส สาย 12 เปิดเผยว่า ส่วนตัวไม่ค่อยได้พูดคุยกับคนขับรถเมล์ แต่จะสนิทมักคุ้นกับกระเป๋ารถเมล์มากกว่า ชายทั้งสองคนที่อยู่ในคลิปเหตุการณ์เป็นพี่น้องกัน คนขับรถชื่อ นายเอ (นามสมมติ) เป็นพี่ ส่วนกระเป๋ารถเมล์ ชื่อ นายบี (นามสมมติ) เป็นน้อง ก่อนที่จะเกิดเรื่อง ตนมีโอกาสพูดคุยกับ นายบี กระเป๋ารถเมล์ ซึ่งอุปนิสัยของนายบี จะเป็นคนพูดคุยสนุก เฮฮา แต่ยอมรับว่าทั้งคู่เป็นคนอารมณ์ร้อน

นายอำพล อภัยรัตน์ นายท่ารถมินิบัส สาย 12

นอกจากนี้ นายอำพล บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับรถเมล์ สาย 12 แม้ตัวเองจะทราบว่าพี่น้องทั้ง 2 คนเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่ตนทำอะไรไม่ได้ เนื่องจาก ตนเป็นเพียงนายท่ารถและการตักเตือนต้องอยู่ที่เจ้าของโครงการที่ให้รถมาขับ

หลังจากเกิดเรื่องดังกล่าว คนขับและกระเป๋ารถเมล์ ได้หนีกลับไปต่างจังหวัดตั้งแต่วันเกิดเหตุ และตนไม่ได้เจอและไม่ได้ติดต่อกับทั้ง 2 คน ส่วนตัวคิดว่า การกระทำผิดของทั้ง 2 คนในครั้งนี้ ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจขององค์การขนส่งมวลชนว่าจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อในครั้งหน้าหรือไม่

นายโชคชัย อ่ำสะอาด พนักงานขับรถสาย 12

ด้าน นายโชคชัย อ่ำสะอาด พนักงานขับรถสาย 12 เพื่อนร่วมงานกับผู้ที่ก่อเหตุทะเลาะกับหญิงสาวกลางถนน เปิดเผยว่า เท่าที่ตนรู้จักนายเอและนายบี ทั้งคู่เป็นคนอารมณ์ร้อนในขณะทำงาน ซึ่งจะเป็นในช่วงเวลาที่รถติด หรือเวลาที่ขับรถแล้วได้เงินไม่มากก็จะพาล หงุดหงิด แต่หลังเกิดเหตุทั้ง 2 คนไม่ได้เข้ามาปรึกษาพวกเพื่อนและไม่ได้กลับมาทำงานอีกซึ่งทราบว่าได้เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดแล้ว

ทั้งนี้ นายโชคชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของวงการมินิบัสเสื่อมเสียอย่างมาก เมื่อวาน (13 มิ.ย.61) มีเจ้าหน้าที่ได้มาขอดูใบอนุญาตขับรถ พร้อมกับขอดูบัตรพนักงานเก็บค่าโดยสาร เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องทำให้ขนส่งจับตามอง

นางวัลลีย์ บุญมัธยะ เจ้าของอู่รถมินิบัสสาย 12

นอกจากนี้ นางวัลลีย์ บุญมัธยะ เจ้าของอู่รถมินิบัสสาย 12 เล่าให้ฟังว่า นายเอ คนขับรถเมล์สาย 12 เป็นคนเรียบง่าย ไม่มีพิษภัยอะไร  แล้วเมื่อตนเห็นคลิปเหตุการณ์ก็ยอมรับว่าตกใจ และไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นนายเอ เพราะนายเอ ไม่ได้มีอุปนิสัยเช่นนั้น จึงไม่เข้าใจเช่นกันว่าเพราะสาเหตุใดจึงทำพฤติกรรมเช่นนั้นลงไป แต่คาดว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่ไม่ได้นึกถึงผลเสียที่จะตามมา

วันที่เกิดเหตุ นายเอได้กลับมาบอกตนว่า จะขอกลับบ้านไปทำธุระ ตนก็อนุญาต เนื่องจากไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ถ้าตนทราบว่า นายเอ ได้ไปก่อเหตุทะเลาะวิวาท คงจะไม่ปล่อยให้กลับบ้านไป

ส่วนโทษที่ทั้งสองคนจะได้รับ นางวัลลีย์ เห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจึงจะยังไม่ลงโทษอะไร แต่หากมีครั้งต่อไปคงให้ยุติการขับรถ เพราะตนมองว่าอาชีพบริการต้องเป็นคนที่ใจเย็น แต่ตนพร้อมจะให้โอกาสแก้ตัว หากทั้งคู่สำนึกผิดและพร้อมที่จะกลับตัว ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ตนยังกังวลว่า จะมีผลกระทบต่อวงการรถมินิบัส จึงอยากให้คนเข้าใจว่าไม่ได้มีทุกคันที่ใจร้อน และไม่อยากให้เหมารวม

รถเมล์สาย 12 วิ่งระหว่างห้วยขวาง – เศรษฐการ

ด้าน น.ส.ปิยะนัน นิธิกุล ผู้เสียหาย ที่ถูกคนขับและกระเป๋ารถเมล์ทำร้ายร่างกาย วันเกิดเหตุ ตนและแฟนกำลังขับรถกลับบ้าน มีรถเมล์สาย 12 คันแรกขับเบียดรถมอเตอร์ไซค์ของตนจนเกือบชน หลังจากนั้นเมื่อติดไฟแดง ตนเลยตะโกนไปถามว่า พี่ขับรถยังไง ไม่ได้มองเลยใช่ไหม จะชนอยู่แล้ว ไม่มีการขอโทษเลย” จากนั้นพอไฟเขียว ตนก็ขับออกมาแล้วเจอรถเมล์สาย 12 อีกคันหนึ่งขับจี้ตูด บีบแตรไล่และเร่งเครื่อง เมื่อรถติดไฟแดง ตนเลยหันไปถาม ว่า จะขับรถจี้ตูดทำไม จะรีบไปไหน” คนขับก็ตอบกลับมาว่า “จะรีบไปตายมั้ง” ด้วยความโมโห ตนจึงตอบกลับไปว่า งั้นพี่ก็รีบไปตายสิคะ หลังจากนั้น คนขับรถเมล์และกระเป๋ารถเมล์ก็เปิดประตูฝั่งคนขับลงมาถีบรถของตน และทำร้ายร่างกายตามคลิปที่ออกไป ขณะนี้ตนเข้าแจ้งความกับ สน.พญาไทแล้ว แต่ยังไม่คืบหน้า

ขณะที่ น.ส.มายด์ (นามสมมติ) หญิงสาวในคลิป ยอมรับว่ามีปัญหากับรถเมล์สาย 12 คันแรกจริง คือรถเลข 56 ที่เบี่ยงขวาเข้ามาจนเกือบชน ตนจึงตะโกนว่า “ขับรถไม่ระวังหรอ” พอไฟเขียว คันที่มีปัญหาครั้งแรกก็ขับไป แล้วมีคันที่ 2 ขับจี้ท้าย แล้วบีบแตร เมื่อถึงไฟแดงที่ 2 ตนก็ได้ถามว่า “พี่จะรีบไปไหน” คำตอบที่ได้กลับมาคือ “จะรีบไปตายมั้ง” ณ ตอนนั้นตนก็ได้ใช้น้ำเสียงปกติ ไม่ได้โมโห หรือตะคอกใส่อะไร ในส่วนของการอ้างว่า ตนได้ชูนิ้วกลางให้ ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เพราะตนไม่ใช่คนนิสัยเช่นนั้น จังหวะที่รถเมล์บีบแตร คือ บีบแตรไล่ เมื่อรถจอดอีกรอบ ทางด้านคนขับรถเมล์จึงลงมากระโดดถีบที่แฟนของตนจนล้ม

บรรยากาศอู่รถมินิบัสสาย 12

นอกจากนี้ นายเอ (นามสมมติ) คนขับรถมินิบัส สาย 12  ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท เล่าว่า วันเกิดเหตุตนได้ขับรถออกจากอู่ตามปกติ ที่ออกมาพร้อมกัน 2 คัน คือรถเบอร์ 56 และรถของตนเบอร์ 58 ตนได้ขับตามรถเบอร์ 56 มาตลอด จากนั้น รถติดไฟแดงที่ถนนสุโขทัย เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ รถจักรยานยนต์ของผู้หญิง 2 คน ได้ขับมาพร้อมกับมีปากมีเสียงกับรถเมล์สาย 12 เบอร์ 56 ระหว่างทางมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

จากนั้นเมื่อไฟเขียวตนขับรถตามปกติ รถเบอร์ 56 ได้ขับไปแล้ว และรถผู้เสียหายได้แซงมาอยู่หน้ารถของตน ตนจึงได้บีบแตร เพื่อที่จะขอแซง แต่ทางฝั่งผู้เสียหาย หันมามองหน้าตน แต่ตนไม่ได้ถือสา จึงขับมาปกติ พอถึงจุดเกิดเหตุที่บริเวณทางรถไฟสามเสน ช่วงรถจะชิดทางซ้าย ทางฝั่งผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์มาประกบพร้อมกับเคาะข้างรถ แล้วถามใส่อารมณ์ว่า “พี่จะรีบไปไหน พี่บีบแตรใส่ทำไม” ตนจึงบอกไปว่า “บีบเพื่อขอทางจะไป” ด้วยความที่ฝั่งผู้เสียหายขึ้นเสียงมาก่อน ตนจึงมีอารมณ์โมโหแล้วพูดไปว่า “รีบไปตายมั้ง” จึงมีปากเสียงกันเกิดขึ้น

หลังจากนั้น ตนเลยลงไปทำร้ายร่างกายตามคลิปที่ปรากฏ นายเอ ยอมรับว่า เป็นคนเริ่มชกคู่กรณีก่อน โดยมีการล็อกคอและต่อยซึ่งไม่ทราบว่าฝั่งคู่กรณีเป็นผู้หญิง ในส่วนของการแจ้งความทางผู้เสียหายได้มีการไปแจ้งความแล้วเหลือแต่ตนไปรับทราบข้อกล่าวหาและตกลงเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ซึ่งตนพร้อมที่จะไปเจรจาและจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันอาทิตย์ (17 มิ.ย. 61) ส่วนจะไปพบเจ้าหน้าที่ช่วงใดตนยังไม่ได้กำหนดวัน

อย่างไรก็ตาม นายเอ รับผิดและไม่คิดจะหลบหนีอย่างแน่อน พร้อมยอมรับว่าตัวเองเป็นคนอารมณ์ร้อน ประกอบกับวันดังกล่าวตนวิ่งรถได้เงินน้อย จึงเครียด อีกทั้งเจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีกจึงทำให้เรื่องราวเป็นอย่างที่ปรากฏในคลิปภาพ แต่ตนได้มีการพูดคุยกับเจ้าของอู่รถแล้วในเรื่องของการลงโทษ ก็ได้คำตอบว่า ตนพร้อมยอมรับผิด ผิดก็ว่าไปตามผิด และพร้อมจะชี้แจงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

keyboard_arrow_up