พ่อช็อกลูกฉกปืนยิง “อุ้ม” ขอโทษฝ่ายหญิง วุ่นงานศพคงไม่ได้ขมา – เผยวงจรปิดตัวใหม่ดักฆ่า (คลิป)

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 61 น.ส.ณัจฉรีญา ทาประจิตร หรือ อุ้ม อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ถูกนายภัคพงษ์ จิตตารมย์ อายุ 24 ปี อดีคนรักก่อเหตุยิงภายใน ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก่อนที่นายภัคพงษ์จะใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองบาดเจ็บสาหัส ต่อหน้าต่อหน้าเพื่อนนักศึกษาสาวของน้องอุ้มที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยสาเหตุมาจากฝ่ายชายมาตามง้อขอคืนดี แต่ถูกปฏิเสธ จึงลงมือ โดยชายคนสนิทของน้องอุ้มและเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเคยข่มขู่ผู้เสียชีวิต และทำร้ายร่างกายขณะที่ยังคบหากัน ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่าน: ชายคนสนิท “อุ้ม” แฉแฟนเก่าสุดโหด ชกตาแตก พกปืนติดตัว ลั่นตายคู่ถ้าปันใจ) โดยหลังจากนั้น ผู้ก่อเหตุได้เสียชีวิตไปในคืนวันเดียวกัน

อุ้ม ผู้ตาย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องเกรดเฉลี่ย 4.00

นอกจากนี้ โลกออนไลน์ได้กล่าวถึงข้อความจากเฟซบุ๊กที่ผู้ตายเคยโพสต์ไว้ เช่น โพสต์ที่ระบุว่าผู้ตายเรียนได้เกรด 4.00 นอกจากนี้ผู้ตายเคยโพสต์ข้อความเมื่อ 21 ม.ค. 61 ระบุว่าตัวเองเลิกกับแล้วและจบดี ต่อมา 26 ก.พ. 61 โพสต์ข้อความในลักษณะบอกใครบางคนว่าต่างคนต่างอยู่ อย่าเจอกันอีกเลย ซึ่งมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ผู้ตายอาจหมายถึงนายพีหรือไม่

วันนี้ (5 มิ.ย. 61) ที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม เวลาประมาณ 13.00 น. ญาติของนายภัคพงษ์ จิตตารมย์ หรือ พี เดินทางมารับศพที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาล โดยนางติ๋ม (นามสมมติ) แม่ของนายพี เปิดเผยว่า ตนทราบเพียงว่านายพีและน้องอุ้มคบหากันมาราว 7 ปี ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย จนฝ่ายหญิงมาเรียนระดับปริญญาตรี แต่นายพียังไม่เคยพาน้องอุ้มมาเจอกับครอบครัว อีกทั้งลูกชายไม่เคยเล่าให้ฟัง ดังนั้นจึงไม่ทราบเรื่องราวของฝ่ายหญิงมากนัก และไม่ทราบว่ามีปัญหาระหว่างกันด้วย

นางติ๋ม (นามสมมติ) แม่ของนายพี

สำหรับข่าวที่ออกมาว่าลูกชายมีมือที่สามนั้น แม่ของนายพียืนยันว่า ลูกชายไม่เคยมีพฤติกรรมในลักษณะเจ้าชู้ โดยนิสัยส่วนตัวเป็นคนร่าเริง ไม่เคยไปเที่ยวตามสถานบันเทิง เวลาจะสังสรรค์กับเพื่อนก็จะนัดกันที่บ้านมากกว่า ซึ่งตนดูแล้วลูกชายไม่น่าจะมีเรื่องเครียดใดๆ แต่มักจะไม่เล่าปัญหาส่วนตัวให้ใครฟัง ที่ผ่านมาลูกชายตนก็ไม่ใช่เด็กเกเร ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ไม่เคยพาสาวอื่นเข้าบ้าน ส่วนตัวก็คิดว่าลูกชายเรียนจบก็น่าจะแต่งงานกับน้องอุ้ม แต่มาก่อเหตุเช่นนี้ก่อน ตนก็ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุใด ส่วนตัวไม่คาดคิดว่าลูกจะไปก่อเหตุ เพราะขนาดเพื่อนๆ ของนายพีก็ยังไม่คิดว่าเขาจะทำเช่นนี้ พอทราบว่าลูกนำปืนไปยิงอดีตแฟน ตนเองก็รู้สึกเสียใจ เพราะหากรู้ว่าลูกจะทำ ก็คงห้ามไปแล้ว

ทั้งนี้ ครอบครัวยังไม่ได้ติดต่อไปหาครอบครัวของฝ่ายหญิง แต่ตนก็อยากฝากขอโทษ และรู้สึกเสียใจแทนด้วย ส่วนจะไปร่วมงานศพอีกฝ่ายหรือไม่ ตนยังไม่ทราบรายละเอียดการจัดงาน และคิดว่าคงไม่สะดวกเดินทางไป

นางติ๋มยังกล่าวต่อว่า เมื่อเช้านี้ก็ได้เข้าไปให้ปากคำที่โรงพักแล้ว โดยตนก็ให้ข้อมูลไปว่าตนเองไม่ทราบว่าลูกเดินทางไปจ.นครปฐม เพราะคิดว่าลูกไปทำงานที่โรงงาน มาทราบภายหลังก็ตอนที่ตำรวจโทรศัพท์ไปแจ้ง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวคาดว่าจะตั้งบำเพ็ญกุศลศพของนายภัคพงษ์ไว้ที่วัดสำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง

นายอนุสรณ์ โต้สาลี รุ่นพี่คนสนิทของนายพี

ขณะที่ นายอนุสรณ์ โต้สาลี รุ่นพี่คนสนิทของนายพี เล่าว่า นายพีเป็นคนนิสัยดี แต่ไม่ค่อยพูด เป็นคนตั้งใจเรียน เรียนค่อนข้างเก่ง และเป็นคนขยันตั้งใจทำงาน อีกทั้งยังเคยบวชมาถึง 2 ปี จึงไม่มีนิสัยเป็นคนใจร้อน แต่เป็นคนที่รักใครรักจริง

ส่วนน้องอุ้มอดีตแฟนสาวผู้ตาย ตนเองก็เคยเห็นหน้า เพราะเป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน เพื่อนๆ จึงทราบว่าเขาคบหากัน พอทราบว่านายพีไปยิงน้องอุ้ม ตนก็พูดไม่ออกเช่นกัน ส่วนครอบครัวของนายพี หลังทราบเรื่องก็ยังควบคุมสติได้ จึงรีบเดินทางมารับศพที่ จ.นครปฐม

อย่างไรก็ตาม นายพียังเคยมีประวัติทำงานอาสากู้ภัยมาด้วยกันกับตน ส่วนเรื่องอาวุธปืน ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าเขาเคยมีอาวุธปืน และไม่เคยเห็นเขาไปยิงปืนที่ไหน ส่วนก่อนหน้านี้เคยทำร้ายร่างกายน้องอุ้มจริงหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบและเรื่องที่นายพีจะเดินทางมาก่อเหตุที่ จ.นครปฐม ก็ไม่มีใครทราบ เพราะเขาไม่ได้บอกใครไว้ล่วงหน้า

นายปราโมช จิตตารมย์ พ่อของนายพี

ด้าน นายปราโมช จิตตารมย์ พ่อของนายพี เปิดเผยว่า ตนไม่เคยเห็นลูกชายมีนิสัยใจคอทำร้ายใครแบบนี้ เพราะลูกเป็นคนเงียบๆ เวลาไปไหนกับเพื่อน ตนยังไม่ทราบเลย และไม่เคยเห็นว่าลูกชายจะพกพาอาวุธปืนไปไหนมาไหน ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุยอมรับว่าเป็นปืนของตน จดทะเบียนถูกต้องและเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าเพื่อป้องกันตัว และไม่รู้ว่าลูกชายเอาออกไปตอนไหน มารู้อีกทีก็ก่อเหตุแล้ว

นายปราโมช กล่าวต่อว่า ลูกชายไม่เคยเอาปัญหาเรื่องความรักมาเล่าให้คนในครอบครัวฟัง รวมถึงไม่เคยเล่าให้เพื่อนฟังด้วย โดยวันก่อนเกิดเหตุก็ไม่มีคนในครอบครัวทราบว่าลูกชายจะมาดักรออดีตแฟนสาว เพราะลูกออกมาทำงานปกติ ซึ่งวันนั้นลูกชายต้องเข้างานเวลา 16.00 น. และขับรถยนต์ออกมาทำงานเหมือนทุกวัน จึงไม่คิดว่าลูกจะขับรถมาถึงที่ จ.นครปฐม

ส่วนนายพีจะไปทำร้ายร่างกายฝ่ายหญิงหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ทั้งนี้ลูกชายตนเสียไปแล้วตนก็ยังทำใจไม่ได้ ส่วนจะไปร่วมงานศพอีกฝ่ายหรือไม่นั้นก็คงต้องดูก่อน เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต่างเสียใจเช่นเดียวกัน ตนยังไม่ได้ติดต่อไปทางครอบครัวของฝ่ายหญิง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความเสียใจกับอีกฝ่ายด้วย เพราะคนเรามันคิดไม่ได้ ลูกเราเป็นคนก่อเหตุไปทำเขาก่อน ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกเราจะเสียชีวิตแล้วก็ตาม

รถตู้ของหน่วยกู้ภัย มาส่งศพที่บ้าน

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 19.30 น. รถตู้ของหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยา ได้รับศพของน้องอุ้มเดินทางมาไปถึงบ้านเกิดที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยมีญาติพี่น้องมารอรับศพด้วยตนเองด้วยบรรยากาศที่เศร้าสลด ส่วนพ่อแม่ของน้องอุ้มนั้นจะเดินทางตามมาถึงทีหลัง เพราะต้องอยู่ทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของน้องอุ้มในที่เกิดเหตุกลับบ้านเกิดตามความเชื่อ

ยายของน้องอุ้มร้องไห้จนเป็นลมล้มฟุบ

โดยญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่สนิทกับน้องอุ้มต่างพากันร้องไห้ระงมด้วยความเสียใจ และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้องอุ้มเป็นเด็กนิสัยดี เป็นที่รักของทุกคน โดยนางสา มีสี อายุ 75 ปี ยายของน้องอุ้มถึงกับร้องไห้เป็นลมล้มฟุบ ตั้งแต่เห็นไฟรถตู้บรรทุกศพถอยเข้ามาในบ้าน จนชาวบ้านต้องช่วยกันดูแลปลอบใจคุณยายที่เป็นคนเลี้ยงน้องอุ้มมาตั้งแต่แบเบาะ

นอกจากนี้ ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ที่จุดเกิดเหตุที่อยู่ติดกับร้านเกมส์ ปากซอยหมู่บ้านสหพร ซึ่งที่เกิดเหตุยังคงพบร่องรอยกองเลือด

ร่องรอยเลือดในที่เกิดเหตุ

โดยนายเจริญ พรหมดี ชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุประมาณ 10 โมงเช้า ตนเองปั่นจักรยานออกมาจากซอย เห็นนายพี ผู้ก่อเหตุ กำลังนั่งชันเข่าสูบบุหรี่ข้างเสาไฟฟ้า ลักษณะเหมือนคนติดสารเสพติด หรือคนสติไม่ดี เนื่องจากมีรูปร่างผอมและไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ตนรู้สึกค่อนข้างผิดสังเกต จึงเกรงว่าเขาจะมาทำร้ายเด็กนักศึกษาผู้หญิง

เจริญ พรหมดี ชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์

ขณะนั้นตนยังไม่ทันได้สังเกตว่ามีอาวุธปืนหรือไม่ เพราะนายพีสวมใส่กางเกงสีน้ำเงินขายาว ตนก็ออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า พอกลับมาก็ยังคงเจอนายพีนั่งอยู่ที่เดิม ซึ่งจุดดังกล่าวยังพบว่ามีร่องรอยบุหรี่ที่สูบแล้วประมาณ 4-5 มวน ทิ้งไว้ หลังจากนั้นตนก็กลับเข้ามาที่บ้านช่วงประมาณ 11 โมงเช้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำพัสดุมาส่งที่บ้านตน ตนก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นถึง 2 นัด ซึ่งตนคาดว่ามีคนยิงกัน ตนจึงรีบออกไปดู

จุดที่นายพีนั่งสูบบุหรี่ก่อนก่อเหตุ พบก้นบุหรี่ที่ตกอยู่

เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย เข้ามาช่วยเหลือผู้หญิง ซึ่งตอนนั้นตนเห็นว่าผู้หญิงนอนสลบนิ่ง ส่วนผู้ชายมีท่าทีจะคว้าปืนเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามฝ่ายชายว่าเป็นคนยิงผู้หญิงใช่หรือไม่ เวลานั้นฝ่ายชายก็ยอมรับว่าตนยิงเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบล็อกกุญแจมือไว้

นายเจริญกล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนั้นฝ่ายชายไม่ได้แสดงอาการร้องไห้ แต่คาดว่าน่าจะเจ็บจึงพยายามเอามือปาดเลือดที่ไหลจากบริเวณศีรษะ นอกจากนี้ได้ยินเพื่อนของผู้หญิงได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมว่า ฝ่ายชายชอบพกพาอาวุธปืน และเคยพกอาวุธปืนมาหาฝ่ายหญิง อีกทั้งยังเคยใช้ความรุนแรง ซ้อมผู้หญิงจนตาเขียว เพื่อนฝ่ายหญิงก็นำภาพที่ผู้เสียชีวิตเคยโดนซ้อมไปยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ตนเองยอมรับว่าเวลานั้นค่อนข้างตกใจเช่นเดียวกัน เพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้ เคยเห็นนักศึกษาในละแวกนี้ตบตีกัน แต่ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะนำอาวุธปืนมายิง

กล้องวงจรปิดจับภาพนายพีมาดักรอ ก่อนก่อเหตุ

นอกจากนี้ กล้องวงจรปิดของร้านเกมส์ เผยให้เห็นภาพช่วงเวลาที่นายพีมาดักรอน้องอุ้มตั้งแต่เวลาประมาณ 08.30 น. โดยมีท่าทีคล้ายกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ ต่อมาช่วงเวลา 11.00 น. น้องอุ้มกับเพื่อนก็เดินออกจากมาจากซอย พอนายพีเห็นก็รีบเรียก และจากช่วงเวลาการสนทนาเพียงไม่กี่วินาที นายพีก็หยิบอาวุธปืนจากกระเป๋ากางเกงที่เหน็บไว้ขึ้นมาที่ข้างลำตัวทันที ก่อนที่จะใช้ยิงน้องอุ้มจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

โดยภายหลังจากยิงน้องอุ้ม นายพีก็ยิงเสยคางตัวเองตาม แต่นายพียังไม่สลบ ยังสามารถมีท่าทีลุกขึ้นนั่งอยู่ประมาณ 3 รอบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาควบคุมตัวไป

นางสำลี สมจิต ผู้ดูแลหอพัก

ที่หอพักแห่งหนึ่งภายในซอยสหพร ซึ่งน้องอุ้มและเพื่อนพักอาศัยอยู่ด้วยกัน โดยนางสำลี สมจิต ผู้ดูแลหอพัก เปิดเผยว่า กลุ่มน้องอุ้มและเพื่อนนั้นพักอยู่ที่ชั้น 4  ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและเพื่อนยังคงพูดคุยกันบริเวณริมหน้าต่างชั้น 4 ว่าเห็นนายพี ผู้ก่อเหตุมาดักรออยู่ที่บริเวณปากซอย เนื่องจากด้านบนชั้น 4 หากมองลงมาก็จะสามารถมองเห็นไปไกลถึงปากซอยได้ ส่วนตัวก็ไม่เข้าใจว่าหากน้องอุ้มและเพื่อนสังเกตเห็นนายพีมาดักรอแล้ว เหตุใดจึงยังออกไปที่หน้าปากซอย หรือไม่ใช้เส้นทางอื่นในการเดินออกจากซอนแทน ตนจึงคิดว่าน้องอุ้มและเพื่อนอาจจะคิดว่าไม่น่ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ตนได้ยินกลุ่มเพื่อนน้องอุ้มเล่าด้วยว่า นายพีขับรถกระบะมาดักรอได้ 3 วันแล้ว แต่ตนยังไม่เคยเห็นว่านายพีได้ขึ้นไปบนหอพัก โดยกลุ่มของน้องอุ้มและเพื่อนมาพักอยู่ในหอนี้ประมาณ 3-4 ห้อง ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดระยองเพื่อมาเรียนฝึกงาน 3 เดือน ก็จะเรียนจบ ทั้งนี้ น้องอุ้มและเพื่อนเพิ่งย้ายมาเข้าพักได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก โพสต์ขายปืน

ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ ได้มีการโพสต์ขายอาวุธปืนตามเพจเฟซบุ๊ก รวมถึงมีการอัดคลิปวิดีโอรีวิวลงในยูทูป ซึ่งในคลิปนี้เจ้าของโพสต์ได้ทดลองยิงปืนปากกา โดยใช้ลูกกระสุนขนาด .22 หันปากกระบอกปืนออกไปทาง บ่อน้ำและแนวป่า โดยไม่มีบ้านคน ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง แต่เมื่อโทรศัพท์ติดต่อไป กลับไม่สามารถติดต่อคนโพสต์ได้

ภาพจากคลิป รีวิวและทดลองยิงปืนปากกา

ขณะเดียวกัน มีเพจเฟซบุ๊กประกาศขายปืนเถื่อนชนิดต่างๆ เช่นกัน ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี จึงทดลองโทรไปถามรายละเอียด อาวุธปืนลูกโม่ ยี่ห้อ สมิทแอนด์เวสสัน ขนาด .38 ตามที่ประกาศขาย เมื่อโทร. ไปสอบถาม ปลายสายบอกว่าขายปืนกระบอกดังกล่าวในราคา ประมาณ 26,000 บาท มีลูกกระสุนให้ลองประมาณ 3 ลูก โดยคนขายอยู่แถบภาคอีสาน แต่ส่งของได้ทุกที่ หาปืนให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปืนขนาด .22 หรือ .38

สำหรับเรื่องสั่งของรับรองว่า หากโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว จะส่งของทางพัสดุเท่านั้น พร้อมยืนยันอีกว่า ส่งปืนให้ถึงมือ ไม่มีการโกงแน่นอน แต่หากไม่เชื่อใจกัน พ่อค้าแนะนำให้สั่งของราคาถูก อย่างเช่นลูกกระสุนก่อนก็ได้ โดยบอกว่า กระสุนขนาด .22 ขายกล่องละ ประมาณ 700 บาท โดย 1 กล่องมีลูกกระสุน 50 นัด ซึ่งเมื่อคำนวนแล้ว ราคาเฉลี่ย 14 บาทต่อลูก ส่วนลูกปืนขนาด .38 ขายกล่องละ 1,800 บาท ใน 1 กล่องมี 50 นัด เฉลี่ยราคาลูกละ 36 บาท

ขณะเดียวกันพ่อค้ายังบอกอีกว่า ตนสามารถดัดแปลงปืนบีบีกันมาเป็นปืนจริงได้ ราคาจะถูกกว่าปืนจริงประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่แนะนำให้ใช้ปืนปากกา เพราะการยิงหวังผลได้ไม่แน่นอน พ่อค้าปืนเถื่อนยอมรับว่า ช่วงนี้ปืนค่อนข้างหายาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตรวจตราอย่างเข้มงวด แต่ก็จะของก็เข้ามาเรื่อยๆ

ความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ระบุว่า มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดทำ มี ซื้อ ใช้ สั่ง หรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทำเบียนท้องที่ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท

มาตรา 8 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ใดพกอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน ตามสมควรแก่พฤติการณ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 34 ห้ามมิให้จำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนแก่ผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ซื้อหรือมีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี ปรับตั้งแต่ 1,000-20,000 บาท

พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์

ด้านพันตำรวจโทหญิง แพทย์หญิงอัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือ หมอแอร์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ในสังคมไทยจะมีข่าวเรื่องความรักที่ลงเอยด้วยการยิงคู่รักของตัวเองเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพจิตของคนปัจจุบันที่ขาดการฝึกฝนของจิตใจ และอาจเกิดด้วยภาวะความเครียดที่แต่ละบุคคลมีอยู่ในตัว

หมอแอร์ บอกว่า ถ้าหากแต่ละคนได้ถูกฝึกฝนในเรื่องของสภาพจิตใจทุกคนก็จะเข้มแข็งและรู้จักสิ่งที่ถูกหรือผิด และจะรู้จัดการควบคุมอารมณ์เมื่อมีความผิดหวังเข้ามาในชีวิตแล้วจะประคับประคองชีวิตให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตที่เจอในชีวิตไปได้อย่างสวยงาม โดยในสังคมปัจจุบันความรักณ ขณะนี้เป็นรักที่ “รักเร็ว รักมาก เลิกเร็ว” แล้วเมื่อผิดหวังจากความรักก็จะมีพฤติกรรมที่โมโหอย่างรุนแรง โดยความรุนแรงจะแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบคือ ความรุนแรงทางวาจา, ความรุนแรงทางความคิด และความรุนแรงทางการกระทำ ซึ่งต้องดูว่าแต่ละบุคคคลหากเกิดภาวะความรุนแรงขึ้นจะมีวิธีการแสดงออกมามากน้อยเพียงใด แต่ถ้ามีการลงมือทำร้ายกันเมื่อไรคงเกิดจากที่มีความเข้าใจผิดกันเกิดขึ้นในความรักครั้งนั้น

สำหรับเรื่องความรัก หมอแอร์ คิดว่า อยากให้แต่ละบุคคลมองว่า ถ้าคู่รักของตัวเองคิดที่จะแยกทางก็ควรที่จะปล่อยให้เขาไปเจอบุคคลอื่นได้ ซึ่งนั้นถึงจะเรียกว่า “ความรักที่แท้จริง” แต่ถ้าเกิดอีกฝ่ายจะไปมีแฟนใหม่ แล้วเกิดอยากจะฆ่าคนรักของตนเอง พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ใช่ความรัก เพราะเรียกว่าความผิดหวังที่นำมาซึ่งความโกรธ การกระทำเช่นนี้เกิดได้ต่อเมื่อรักมากแล้วผิดหวังมากก็จะนำไปสู่ความโกรธจนมาถึงพฤติกรรมความรุนแรงที่มาสู่การฆ่านั้นเอง

กล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะนายพี ดักรอ น.ส.อุ้ม อดีตแฟนสาว เพื่อก่อเหตุ

สำหรับความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม จึงอยากให้คู่รักทุกคู่ถ้าหากจะคบหากันต้องพากันไปสู่ในทางที่ดีไม่ใช่พากันตกต่ำและเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้ไปสู่จุดจบในความรักที่ไม่ดีนั้น ตอนคบหาก็ควรพูดจาสร้างกฎกติกาว่า ถ้าเกิดมีปัญหาหรือไม่เข้าใจกันเมื่อใด จะมีการเว้นระยะห่างของกันและกันเพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาท แล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างเย็นลงก็หันหน้าเข้ามาพูดคุย แต่ถ้าถึงจุดจบของความรักแล้วต้องแยกทางกันก็ควรที่จะบอกเลิกอย่างนิ่มนวลแล้วให้เวลากับอีกฝ่ายในการทำใจ

อย่างไรก็ตาม หมอแอร์แนะนำด้วยว่า หากบุคคลใดมีปัญหาเรื่องความรักแล้วต้องการคำปรึกษาก็สามารถมาพบจิตแพทย์เพื่อช่วยเหลือจะได้ไม่ต้องนั่งคิดหาทางออกเพียงคนเดียว

keyboard_arrow_up