ร่างทรงเปิดตำหนักโชว์ รวยเพราะทำงาน เคืองพระติ ย้อนยังมีศีลอยู่ไหม? (คลิป)

วันนี้ (3 มิ.ย. 61) พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์นักคิด วัดสร้อยทอง เปิดเผยถึงกรณีโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับร่างทรง

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์นักคิด วัดสร้อยทอง

โดยข้อความที่โพสต์ว่า “ถือบาตรไปขอข้าวเขากิน มันก็ยังดีกว่า จงใจหลอกลวงคนอื่นว่าตัวเองเป็นพระพิฆเนศ แล้วไปยืนรำขวานบนหนูที่ดามเหล็กไว้นะ เรื่องแค่นี้โยมอ้วน ทำไมยังไม่เข้าใจ โยมอ้วนทำไมกักขฬะล่ะ” พระมหาไพรวัลย์ ชี้แจงว่า เพราะหลังจบรายการต่างคนต่างคิด บอย คลองหนึ่งได้พูดพาดพิงถึงพระสงฆ์อย่างไม่มีเหตุผล ทำให้พระสงฆ์เสื่อมเสีย และได้รับผลกระทบ เช่น เรื่องพระบิณฑบาตเหมือนเดินขอข้าวกิน

โดยเรื่องนี้พระมหาไพรวัลย์ ชี้แจงด้วยว่า พระบิณฑบาตด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เอ่ยปากขอ โดยญาติโยมมาทำบุญใส่บาตร พวกเขาเหล่านั้นทำด้วยความสมัครใจ ต่างจากร่างทรงที่มีการอวดอ้างตัวว่าเป็นผู้วิเศษ

ส่วนโพสต์ที่ระบุข้อความว่า “พระพิฆเนศก็ช่างจะไม่เลือกคนที่จะมาประทับเลย” กับโพสต์ที่ระบุว่า “พระพิฆเนศด่า “ไอ้ห่-” ได้ด้วย สงสัย กสทช. อนุญาตแล้ว” พระมหาไพรวัลย์ บอกว่า โพสต์นี้ตั้งใจตอบโต้บอยโดยตรง เนื่องจากมีโยมเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า เคยไปดูบอยประทับทรงพระพิฆเนศ แล้วบอยพูดคำว่า “ไอ้ห่-” โยมที่ได้ยินจึงหมดศรัทธา คิดว่าพอลงทรงแล้วร่างทรงพระพิฆเนศไม่น่าจะพูดคำหยาบ ไม่ควบคุมอารมณ์

 

ส่วนเรื่องที่โพสต์ภาพเบอร์โทร. สายด่วนสุขภาพจิตลงในเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีงานวิจัยบอกว่าร่างทรงบางคนมีอาการทางจิต

อย่างไรก็ตาม ที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ไม่ได้โพสต์เยอะแยะมากมายอะไร แค่โพสต์เพื่อต้องการให้สังคมมองมุมกว้าง ว่ามีปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นจริงๆ อยากให้ทุกคนเห็นหลายๆ กรณีตัวอย่าง ขณะเดียวกัน พระมหาไพรวัลย์ยังบอกอีกว่า ที่บอกว่าร่างทรงเป็นพวกมิจฉาชีพ บอยจะมาหาว่าพูดปดผิดศีลข้อ 4 ได้อย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีร่างทรง ที่ทำพฤติกรรมแบบนี้ให้เห็น เช่น ร่างทรงปู่เสือที่ไปฉกทรัพย์วิ่งราวทอง ร่างทรงที่เคยบอกให้ญาติโยมทุบบ้านทิ้ง เพื่อหาต้นตะเคียนจนได้รับความเดือดร้อน คนพวกนี้จะไม่ใช่มิจฉาชีพได้อย่างไร ซึ่งความเป็นจริง มีร่างทรงมิจฉาชีพอยู่ในสังคมจริงๆ

บอย คลองหนึ่ง ร่างทรงพระพิฆเนศ เจ้าของตำหนักเทวาลัยบรมครู

ด้านบอย คลองหนึ่ง ร่างทรงพระพิฆเนศ เจ้าของตำหนักเทวาลัยบรมครู นำทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ไปพบกับร่างทรงสำนักอื่นๆ โดยในระหว่างเดินทางได้มีการกล่าวถึงพระมหาไพรวัลย์ พร้อมเปิดให้ทีมข่าวดูโพสต์เฟซบุ๊กของพระมหาไพรวัลย์ ที่มีการกล่าวถึงตน การที่พระมหาไพรวัลย์กล่าวหาว่าร่างทรงเป็นมิจฉาชีพ ทำเช่นนี้ผิดศีลข้อ 4 หรือไม่ เนื่องจากเป็นการพูดปด พูดให้ผู้อื่นเดือนร้อน

นายบอย กล่าวต่อว่า เวลาตนเข้าทรงตนไม่เคยเรียกค่าครู ตนทำพิธีให้ก่อน จากนั้นลูกศิษย์จึงจะให้ตามศรัทธา ตนไม่เคยมาบังคับว่าจะต้องให้เงินตน แบบนี้เรียกว่ามิจฉาชีพได้หรือไม่ เพราะตนไม่เคยไปเดินขอข้าวใครกิน เมื่อถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างทรงไหนจริงหรือปลอม นายบอยตอบว่าดูไม่ได้หรอก แต่ร่างทรงที่ดีคือร่างทรงที่ช่วยเหลือคน อยู่ในศีลธรรม และลูกศิษย์ที่มาหาประสบความสำเร็จ ทั้งยังตัดพ้อว่าอยากให้นำเสนอที่ร่างทรงไปทำบุญออกอากาศบ้าง

สำหรับเรื่องตำหนักปิด นายบอยแย้งว่าตนไม่เคยปิดตำหนักหนีใคร แต่ตำหนักตนเป็นห้องแอร์เลยต้องปิดประตูกระจกไว้ แอร์จะได้ไม่ออก

ตำหนักร่างทรงศิวะนารายณ์อวตาร

ที่ตำหนักร่างทรงศิวะนารายณ์อวตาร โดยนายอรรถวิโรจน ประสานอภิพงศ์ เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพหลักเป็นพนักงานบริษัท แต่เริ่มทรงเจ้ามา 10 ปีแล้ว เวลาที่เทพมาประทับร่างก็จะมีอาการสั่นหรืออาเจียน เหตุผลที่เทพมาลงทรงเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งหลายครั้งลูกศิษย์เข้ามาหาก็สามารถบอกได้เลยว่าคนนี้ไปเจออะไรมา ที่รู้ได้เพราะมาจากพรพิเศษที่ท่านมอบให้ แต่หากบางคนมีเจ้ากรรมนายเวรเยอะ ตนต้องจุดธูปก่อนเพื่อขอให้เจ้ากรรมนายเวรเปิดทางให้ โดยแต่ละครั้งที่มีการมาปรึกษาตน ตนคิดเงินกำนล หรือเงินค่าครู ครั้งละ 12 บาท สำหรับใส่ในขัน หลังจากนั้นก็จะนำเงิน 12 บาทนี้ไปทำบุญ

อรรถวิโรจน ประสานอภิพงศ์ ร่างทรงศิวะนารายณ์อวตาร

สำหรับเหตุผลที่ทำให้มีร่างทรงอยู่เยอะ เป็นเพราะว่าเทพ 1 องค์มีหลายปาง เช่น พระศิวะมี 108 ปาง และแต่ละปางก็ยังแบ่งย่อยออกได้อีก หากมาเต็มองค์ ตนที่เป็นกายหยาบจะรับไม่ไหว ซึ่งเมื่อมาประทับองค์ท่านก็จะบอกร่างทรงว่าเรามีหน้าที่อะไรและต้องทำอะไร เมื่อถามว่าหลังจากมาออกรายการต่างคนต่างคิด ได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ นายอรรถวิโรจนตอบว่า ตนไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะคนที่ไม่เชื่อตนก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ทั้งนี้ตนไม่ขอทรงให้ดู เพราะตนทราบดีว่ากระแสต่อต้านร่างทรงมีเยอะ หากตนทรงไปคนที่ไม่เชื่อก็หาว่างมงาย

ตำหนักร่างทรงแม่ย่าศรีปทุมมา

จากนั้น ที่ตำหนักร่างทรงแม่ย่าศรีปทุมมา โดยนางณัฐภร เสริมศรี กล่าวว่า ตนเริ่มทรงเจ้ามาประมาณ 5-6 ปี แต่ตนทรงไม่บ่อย เดือนละไม่กี่ครั้ง เนื่องจากตนมีงานหลักคือเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้าง สำหรับตนจะให้ลงทรงเลยทำไม่ได้ เพราะจะต้องจุดธูปและกล่าวคาถาเชิญแม่ย่ามาประทับร่าง ซึ่งเวลาลงจะแตกต่างกันไปตามปาง หากเป็นปางเด็กก็จะมีผิวพรรณสดใสขึ้น หากเป็นปางแก่ก็จะพูดช้าเนิบ

ณัฐภร เสริมศรี ร่างทรงแม่ย่าศรีปทุมมา

นางณัฐภร เปิดเผยอีกว่า ลูกศิษย์ที่มาหาเองจากการบอกต่อ ๆ กันของลูกศิษย์ ตนไม่เคยไปป่าวประกาศให้มา โดยเมื่อมาหาก็จะนำพานครู ประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน บุหรี่ และเงินกำนลอีก 99 บาท ซึ่งตนก็มักจะแนะนำให้ประพฤติปฏิบัติดี ไม่เบียดเบียนใคร ส่วนเงิน 99 บาทนั้นตนก็นำไปทำบุญ หรือหากคนที่มาหามีเรื่องเดือดร้อนต้องใช้เงิน ตนก็จะลาครูและนำเงินนั้นคืนให้

สำหรับเรื่องที่มีคนว่าร่างทรงเป็นมิจฉาชีพ ตนว่าร่างทรงก็มีทั้งดีและไม่ดี คนที่จะไปหาก็ต้องใช้วิจารณญาณ ถ้าไปแล้วดีก็ไปต่อ ถ้าไปแล้วไม่ดีก็ไม่ต้องไป แต่ร่างทรงที่ตนรู้จักล้วนเป็นร่างทรงที่ดี เพราะมักจะพากันไปทำบุญ สร้างวัด สร้างโบสถ์ ให้โรงทาน หรือเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า ทั้งนี้ หากตนทรงเจ้าแล้วออกสื่อ ก็จะมีคนที่ไม่เชื่อและมาต่อว่า ตน ดังนั้นจึงขอไม่ทรงเพราะกลัวมีผลกระทบกับธุรกิจ

keyboard_arrow_up