“อัยย์” อัดปมพระถูกจับสึก เชื่อจ่ออีกหมื่นรูป ห่วงวัดร้าง – “ไพบูลย์” ฉะมโน แฉพระหนีซุกภาคเหนือ (คลิป)

วันนี้ (30 พ.ค. 61) พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้นำตัว “พระธงชัย สุขญาโข” เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือ อดีตพระพรหมสิทธิ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลคดีทุจริตฟอกเงินฯ มายื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นเวลา 12 วัน เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ขณะนี้ยังเหลือพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ที่อยู่ระหว่างการหลบหนี

คุมตัวอดีตพระพรหมสิทธิยื่นคำร้องขอฝากขังศาล

โดยรายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการกิจการปฎิรูปพระพุทธศาสนา และนายอัยย์ เพชรทอง เลขาธิการพันธมิตรเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนาและวิชาธรรมกาย ร่วมพูดคุยในรายการ

รายการต่างคนต่างคิด

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การเข้ามอบตัวของพระธงชัย น่าจะเป็นผู้มีตำแหน่งที่เป็นคนพาหลบหนีและพากลับมามอบตัว เพื่อไม่ให้ตัวเองมีความผิดฐานช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลบหนี ขณะที่นายอัยย์มองว่า พระธงชัยอาจจะคิดดีแล้วว่า การมามอบตัวนั้นจะสง่างาม ส่วนที่ได้หลบหนีไปก่อนหน้านี้นั้น อาจเป็นเพราะท่านตกใจทีท่าการบุกจับ และข่าวที่ออกมาทำให้ดูน่ากลัว จึงหลบไปตั้งหลัก ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าไปหลบอยู่วัดพระธรรมกาย ตนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากตนเชื่อว่าข้างในยังมีสายลับอยู่ อีกทั้งเป็นสถานที่ที่มีคดีพัวพันเยอะอยู่แล้ว

ด้านนายไพบูลย์ บอกว่า ตัวเองเห็นต่างจากนายอัยย์ เพราะมีการหลบหนีไปก่อนเริ่มปฏิบัติการเสียด้วยซ้ำ ซึ่งน่าสังเกตว่าใครเป็นคนนำข่าวมาบอก ตนเชื่อว่าอาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่พาหนีไปก็เป็นไปได้ เชื่อว่าพระอีกรูปที่ยังหนี น่าจะไปอยู่ทางภาคเหนือ ส่วนพระธงชัยที่เพิ่งมอบตัว ก็มีความเป็นไปได้ว่า ก่อนหน้านี้หลบหนีไปอยู่วัดพระธรรมกาย เพราะมีความสนิทสนมกัน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการกิจการปฎิรูปพระพุทธศาสนา

ขณะที่นายอัยย์ บอกว่า เรื่องนี้สังคมไม่ควรดึงธรรมกายมาเกี่ยวข้อง เพราะไม่มีหลักฐาน การจับสึกโดยพระที่ถูกกล่าวหายังไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ทำให้พระน้อยลง พระใหม่ก็ไม่กล้าบวช ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ด้านนายไพบูลย์บอกว่าการจับสึกเพียง 7 รูปที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง จากพระที่มีทั้งหมดกว่า 3 แสนรูปนั้นเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลดีมากกว่า เมื่อศาลไม่ให้ประกันขั้นตอนหลังจากนั้นก็ต้องสึก อย่างเช่นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชจับพระอลัชชีสึกหลายหมื่นรูป จึงทำให้ศาสนาเจริญขึ้น

นายอัยย์ เพชรทอง เลขาธิการพันธมิตรเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนาและวิชาธรรมกาย

แต่นายอัยย์บอกว่า ยุคนั้นจับพระสึกไปเท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา เพราะคนยังศรัทธาศาสนาอย่างเข้มข้นมีคนบวชทดแทน ต่างจากยุคนี้ที่เด็กซึมซับความรู้สึกไม่ดีต่อศาสนาว่าบวชเป็นพระแล้วจะทำให้รวย โดยไม่ได้แยกแยะว่าเป็นเรื่องบุคคล ตนจึงอยากเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อพระอย่างนุ่มนวล ให้โอกาสได้มีการไต่สวนออก

ขณะที่นายไพบูลย์บอกว่า ตอนนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว มองว่าเป็นเรื่องดีที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการภายใต้บรรทัดฐานเดียวกัน และคนจะได้ตระหนักว่าพระพุทธศาสนาอยู่ที่พระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระภิกษุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนเรื่องที่นายอัยย์บอกว่าเด็กจะซึมซับว่าบวชแล้วรวย ก็เป็นเรื่องดีที่เด็กกลุ่มนั้นจะไม่มาบวช

นายอัยย์และนายไพบูลย์โต้เถียงกันในรายการ

ส่วนนายอัยย์บอกว่าตกใจมากที่นายไพบูลย์พูดเช่นนั้น เหมือนต้องการที่จะให้วัดร้าง ไม่มีคนสืบทอดพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัยประกอบด้วยแก้ว 3 ดวง เมื่อคนทำลายแก้วดวงหนึ่ง คือ พระสงฆ์ ไปเสียแล้ว วัดก็ร้าง ซึ่งตนทราบข่าวมาว่าจะมีการกวาดล้างอีกนับหมื่นวัด ห่วงว่าพระพุทธศาสนาจะล่มสลายจากการกวาดล้างครั้งนี้ ซึ่งนายไพบูลย์โต้แย้งว่าเป็นข่าวโคมลอย

นายอัยย์บอกว่า เหตุการณ์เช่นนี้หากเจอกับตัวเองขณะบวชอยู่ ตนก็ต้องขอโอกาสให้ได้ชี้แจงก่อนเช่นกัน ขอให้ศาลได้ตัดสินก่อนแล้วค่อยสึก การสึกพระเหมือนการประหารชีวิต มองว่าคนที่จะมาปฏิรูปศาสนาในตอนนี้ต้องการล้างบางพระพุทธสานา ซึ่งนายไพบูลย์บอกว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนแล้ว จะยอมให้เอาผ้ากาสาวพัสตร์ที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอยู่ในคุกแบบนั้นไม่ได้ ตนมองว่าการคิดเอาพระสงฆ์ที่มีปัญหาไปเปรียบเทียบเป็นพระรัตนตรัยนั้นอันตราย อย่าไปบังอาจทำแบบนั้น ตอนนี้ถือเป็นการชำระล้างพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้พระพุทธะอิสระโดนจับกุมในช่วงเวลาเดียวกันก็ยังไม่พูดว่าเป็นการล้างบางเลย

เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์นำตัวพระพรหมสิทธิขึ้นรถไปเรือนจำ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 18.15 น. ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นขบวนการ และไม่อยากให้จำเลยออกมายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน อีกทั้งยังเกรงว่าจะหลบหนี รวมถึงเมื่อมีหมายให้เข้ามามอบตัว แต่กลับไม่ยอมมอบตัวตามหมายเรียก

หลังจากนั้นรถของเรือนจำก็ได้ขับเข้ามารับตัวอดีตพระพรหมสิทธิ บริเวณด้านหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ก่อนที่จะขับออกมา โดยมีอดีตพระพรหมสิทธินั่งมาบนรถด้วย และได้เปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นเครื่องนุ่งห่มสีขาวแล้ว พร้อมกับนั่งหมอบลงบนรถ เพื่อไม่ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ

keyboard_arrow_up