ศิษย์โต้คนด่า “พุทธะอิสระ” ฟ้าสางยังนอน ยันเรียก “เข้าฌาน” ลั่นพ้นคุก ยังห่มจีวรได้ (คลิป)

หลังจากที่ วันนี้ ( 28 พ.ค. 61) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตำรวจกองปราบฯ เข้าควบคุมตัวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ อดีตพระพุทธอิสระ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุโดยนายกฯ ระบุว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้ขอโทษไปแล้ว จึงขอเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะเจ้าหน้าที่พยายามทำหน้าที่แต่อาจจะมากเกินไป แต่มีมาตรการลงโทษตามพระราชบัญญัติวินัยทหารและตำรวจอยู่แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ขณะที่บรรยากาศที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีลูกศิษย์ ญาติโยมและพระสงฆ์เดินทางเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระ โดยสมณะเพาะพุทธ จนฺทเสฏฺโฐ หรือที่รู้จักกันในนาม “ท่านจันทร์” แห่งสำนักสงฆ์สันติอโศกนายมหัศจักร โสดี ทีมทนายความของอดีตพระพุทธะอิสระ ก็ได้เดินทางเข้าเยี่ยมด้วยเช่นกัน

ลูกศิษย์ ญาติโยมและพระสงฆ์เดินทางเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระ

ล่าสุด “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้นิมนต์สมณะเพาะพุทธ จนฺทเสฏฺโฐ หรือ ท่านจันทร์ สำนักสงฆ์สันติอโศก พร้อมเชิญนายมหัศจักร โสดี ทีมทนายความของอดีตพระพุทธะอิสระ, เดชา กิตติวิทยานันท์  ทนายความ และรศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ อาจารย์ประจำโครงการปริญญาโท สาขาพุทธศาสนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยในประเด็นดังกล่าว

โดยท่านจันทร์ กล่าวว่า วันนี้ไปเยี่ยมพระพุทธะอิสระ ไม่ได้ไปเพื่อให้กำลังใจ แต่ไปรับกำลังใจมากกว่า อาตมามีกำลังใจน้อยกว่าท่าน ก็ยังไม่ได้รู้สึกจิตตกจากเหตุการณ์นี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงสภาพจิตใจท่าน เพราะท่านมีมากกว่า ซึ่งอาตมามองว่า พระพุทธะอิสระยังไม่ได้สึกจากความเป็นพระ เพราะถ้าจะขาดจากความเป็นพระต้องมีจิตทุรพล, เปล่งวาจาสึก หรือปาราชิกเท่านั้น อีกทั้งแม้ว่าจะโดนคดีทางโลก แต่คดีก็ยังไม่มีข้อยุติ ท่านเพียงแค่เอาจีวรออก เปลี่ยนเป็นชุดอื่น หากยังไม่ได้เปล่งวาจาสึก ก็ยังเป็นพระอยู่

สมณะเพาะพุทธ จนฺทเสฏฺโฐ หรือ ท่านจันทร์ สำนักสงฆ์สันติอโศก

ส่วนลักษณะการปฏิบัติการจับกุมนั้น หากเจ้าหน้าที่ได้ประเมินสถานการณ์ในมุมลบ คือเชื่อว่าท่านต้องมีการ์ดพร้อมอาวุธรายล้อม ตามบริบทการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อก่อนหน้านี้ การบุกจับกุมในวันดังกล่าวก็ไม่ได้ถือว่าเกินไป ส่วนผู้ที่ไม่ชอบท่านแล้วรู้สึกสะใจที่ท่านถูกกระทำเช่นนั้น ความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรให้เกิดขึ้นไม่ว่ากับใครก็ตาม

นายมหัศจักร กล่าวถึงกรณีการบุกจับกุมพระพุทธะอิสระ

ด้านนายมหัศจักร เปิดเผยด้วยว่า ในวันบุกจับกุมพระพุทธะอิสระ จากภาพคลิปก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีการ์ด ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ส่วนคนงานที่อยู่ที่วัดและเคยมีประวัติต้องคดีนั้นก็เป็นคดีบุกรุก ไม่ได้ร้ายแรงหรือเกี่ยวข้องกับคดีชุมนุม ขณะที่ฝ่ายที่ไม่ชอบท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าขณะนั้นฟ้าสว่างแล้ว เจ้าหน้าที่ทุบประตูเสียงดัง แต่ทำไมพระพุทธะอิสระยังนอนอยู่ ตนซึ่งได้ทำงานอยู่กับท่านก็จะรู้ว่า พฤติกรรมการตื่นขึ้นมาเพื่อปฏิบัติธรรม หรือไม่ก็เดินตรวจวัดนั้นไม่มีใครรู้ได้ว่าจะเป็นเวลาไหน ส่วนวันนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าก่อนหน้านั้นท่านปฏิบัติธรรมกรรมฐานมาทั้งวัน และมาจำวัดในช่วงเวลานั้นก็ได้ ซึ่งผู้เข้าสมาธิในระดับลึก ๆ แล้วหลับ ขนาดเกวียน 500 เล่มผ่านไปก็ยังไม่รู้ตัวเลย

ส่วนภาพที่เห็นในวันจับกุม จะพบว่าท่านยังคงสงบนิ่ง ไม่มีความหวั่นไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะท่านมีสติและจิตได้รับการฝึกให้เข้มแข็ง ตั้งแต่วันแรกที่โดนบุกจับกุมจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยมีคำใดๆ จากปากพระพุทธะอิสระว่าจะให้ดำเนินคดีกับชุดจับกุม ซึ่งในวันที่ท่านถูกควบคุมตัวจากกองปราบฯ ไปเรือนจำ มีนักข่าวสำนักหนึ่งถามว่า ท่านอยากจะฝากบอกอะไรไหม ท่านก็ยังตอบว่า “ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาได้ทำหน้าที่ดีแล้ว ถูกต้องแล้ว”

นายเดชา กิตติวิทยานันท์  ทนายความ

ขณะที่ทนายเดชา บอกว่าตามกฎหมายแล้วจะจับอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้ตัวมา แต่ทั้งนี้ต้องดูพฤติการณ์ที่ผ่านมาและขณะปฏิบัติการจับกุมว่าเป็นอย่างไร มีการ์ด อาวุธ หรือพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ข้อหาที่โดนเป็นคดีร้ายแรง จึงอยู่ในดุลยพินิจของตำรวจ ดังนั้น เมื่อข้อหาร้ายแรงมีอัตราโทษสูง มีหลักฐานชัดเจน ประกอบกับตำรวจได้คัดค้านประกัน จึงทำให้การขอปล่อยตัวทำได้ยาก แต่ทนายสามารถมีสิทธิ์ยื่นประกันตัวได้ตลอดเวลา ยิ่งได้ติดตามข่าวว่าท่านป่วยด้วย ก็เข้าหลักเกณฑ์ยื่นขอประกันตัวได้

ส่วนคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 แต่มาเพิ่งดำเนินการยุคนี้ เพราะส่วนตัวมองว่า การจะจับกุมพระพุทธะอิสระก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าหากไม่มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงไฟเขียว

นายมหัศจักร โสดี ทีมทนายความของอดีตพระพุทธะอิสระ

นายมหัศจักร บอกว่าวันนี้พระพุทธะอิสระได้ออกจากแดนควบคุมตัวไปตรวจสุขภาพ ใช้เวลาไม่นานก็กลับเข้ามา ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ใด ๆ ส่วนตัวยอมรับว่าอยากจะใช้เรื่องปัญหาสุขภาพมาขอยื่นประกันตัว แต่ท่านยังยืนยันว่าจะไม่ประกันตัว โดยท่านเคยยื่นเรื่องให้เจ้าคณะตรวจสอบตัวท่านเอง เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม และได้พ้นข้อกล่าวหา ยืนยันว่าหลวงปู่พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ท่านจันทร์กล่าวถึงกรณีเดินทางเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระ

ขณะที่ท่านจันทร์บอกว่า วันนี้ตอนไปเยี่ยม เห็นท่านมีปัญหาสุขภาพ ต้องใช้วอร์คเกอร์ช่วยพยุงเวลาเดิน และท่านไม่ได้พูดว่าเข้าคุกแบบขำๆ ตามที่เป็นข่าว แต่ท่านบอกว่าเหมือนเป็นการมาธุดงค์แบบขำๆ คือไม่ได้มีชีวิตสะดวกสบายอยู่ในวัด ส่วนเรื่องที่บอกว่าอีกไม่กี่วันจะออกมาครองจีวรเหมือนเดิม ยืนยันว่าเป็นคำพูดของท่านเอง ซึ่งอาตมามองว่าไม่แปลก เพราะท่านยังมีความเป็นพระอยู่

ด้านรศ.ดนัย ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่การบุกจับพระพุทธะอิสระเป็นช่วงเวลาเดียวกับการบุกวัดจับกุมพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวกับทุจริตเงินทอนวัด จึงเชื่อว่าน่าจะมีการวางแผนจับกุมไว้ก่อนแล้ว และเพื่อให้สังคมเห็นว่าตำรวจไม่ได้เลือกข้าง ส่วนขณะนี้พระพุทธะอิสระยังคงสภาพความเป็นพระหรือไม่นั้น ตนมองว่าตอนนี้เป็นการสึกตามกฎหมาย เพราะไม่ได้รับการประกันตัว แต่ไม่ได้ต้องสึกตามที่บัญญัติในพระธรรมวินัย หรือยังไม่มีคณะสงฆ์ชี้ขาด ดังนั้น เมื่อได้ประกันตัวแล้วก็ยังสามารถครองจีวรต่อได้

รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ อาจารย์ประจำโครงการปริญญาโท สาขาพุทธศาสนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทนายเดชาบอกว่า การที่ศาลได้อนุมัติหมายจับบุคคลมีชื่อเสียง ก็แสดงว่าพนักงานสอบสวนต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างแน่นหนาแล้ว แต่ยังไม่ได้หมายความว่าผิด โดยคดีการ์ดยึดอาวุธและทำร้ายหน้าที่รัฐ ในฐานะแกนนำตามกฎหมายแล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบว่าไม่มีส่วนรู้เห็นไม่ได้

โดยท่านจันทร์ หากศาลตัดสินว่าผิดจริง ก็ต้องยอมรับ แต่ในส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีจิตวิญญาณสูงกว่าอาตมา เพราะต้องยอมรับด้วยว่าเราไม่ใช่เป็นเพียงแค่พระภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นพลเมืองของบ้านเมือง เราไม่ได้อยู่แค่ในพระธรรมวินัย แต่ต้องอยู่ในกฎหมายด้วย ซึ่งครั้งนี้จะทำให้มวลชนเข้าใจว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากพระพุทธะอิสระผิดก็ชำระท่านพุทธะอิสระ ถ้าฝั่งเงินทอนวัดผิดก็ต้องชำระฝั่งเงินทอนวัด ซึ่งนำไปสู่การชำระพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์มากขึ้น แต่เชื่อว่าความแตกต่างไม่ใช่ความแตกแยก เหมือนเทียนไม่มีไส้จุดอะไรก็ไม่ติด

ซึ่ง รศ.ดนัย กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธสาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้คณะสงฆ์น่าจะตื่นรู้ได้ว่า หากรัฐสามารถเข้ามาคุ้มครองพระพุทธสาสนาได้ ก็ต้องแทรกแซงกิจการในพระพุทธศาสนาได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคณะสงฆ์ก็น่าจะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วว่าควรที่จะมีการปรับเปลี่ยนตัวเอง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนกรณีการเผยแพร่ภาพถ่ายของบุคคลใน คสช. กับพระพุทธะอิสระนั้น วันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เป็นเหตุการณ์หลังจากที่ตนเกษียณอายุราชการ โดยวัดได้เชิญอดีต ผบ.ทบ.ในขณะนั้นร่วมงานหล่อพระพุทธรูป ประกอบด้วย พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงตนเดินทางไปร่วมในฐานะพุทธศาสนิกชน และไม่ได้ไปเพียงวัดเดียว ไปวัดอื่นๆ ด้วย ซึ่งเมื่อเขานุ่งผ้าเหลืองมาเชิญ สมควรไป ไม่ได้มีข้อเสียหาย

ทั้งนี้ การดำเนินการจับกุม ทุกคนทำไปตามหน้าที่ขอให้ตรึกตรองให้ดีๆ อย่าใช้ความรู้สึกมากนัก หากดำเนินการแล้วประชาชนคิดว่ารุนแรงก็มีสิทธิที่จะคิดได้ นายกฯ และผู้เกี่ยวข้องออกมาขอโทษสังคมแล้วว่าอาจจะรุนแรงไป ขณะที่ผู้ปฏิบัติก็มีเหตุผล อยากให้สังคมได้รับฟังและพิจารณาเอาเอง

keyboard_arrow_up