แม่ค้าสะอื้นไร้ที่ทำกิน ลูกจะติดยา – ป้ามือขวาน ขู่ฟันผิดผู้ว่าฯ ปล่อยผุดตลาด ถ้ายื่นอุทธรณ์ (คลิป)

หลังจากที่วันนี้ (16 พ.ค.61) ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาให้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สั่งเจ้าของ 5 แห่งรอบบ้าน ป้าทุบรถ รื้อถอนอาคารตลาดทั้งหมดภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด พร้อมดูแลไม่ให้มีการวางแผงลอย เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ รวมถึงให้กทม. ชดใช้เยียวยาผู้ฟ้อง 4 ราย รายละ 368,400 บาท พร้อมดอกเบี้ย

น.ส.บุญศรี และน.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ พร้อมด้วยทนายอนันต์ชัย ร่วมพูดคุยในรายการ

ล่าสุด รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ น.ส.บุญศรี และน.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ เจ้าของบ้าน พร้อมด้วยนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ร่วมพูดคุยในรายการ

โดยน.ส.บุญศรี ยอมรับว่า ก่อนเข้าฟังคำพิพากษา ตัวเองก็รู้สึกลุ้นอยู่เหมือนกัน แต่ตัวเองก็สู้เพื่อสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งคำพิพากษาวันนี้บอกชัดเจนแล้วว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เพื่ออยู่อาศัย ไม่มีการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมซึ่งหมายความว่า ต้องเพิกถอนใบอนุญาตเพื่อการพาณิชย์ที่มีอยู่เดิมทั้งหมด และต้องรื้อถอนโครงสร้างตลาดที่อยู่ในพื้นที่พิพาท ภายใน 60 วัน

น.ส.บุญศรี แสงหยกตระการ เจ้าของบ้าน

ส่วนเรื่องที่ กทม. ระบุว่า อาจจะมีการอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด โดยอยู่ระหว่างปรึกษาทนายความ ซึ่งทนายอนันต์ชัย บอกว่า กทม. สามารถนำหลักฐานเดิมไปอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งหากมีหลักฐานใหม่ก็สามารถเพิ่มเติมไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม คดีในลักษณะนี้เคยมีแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไว้อยู่แล้วว่า ที่ดินแปลงใดก็ตาม ที่มีการขออนุญาตจัดสรร ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือ พ.ร.บ.จัดสรร พ.ศ.2543 ซึ่งหากกำหนดผังพื้นที่ไว้อย่างไรแล้ว ก็ต้องควบคุมให้เป็นไปตามนั้น โดย กทม. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เป็นคณะกรรมการจัดสรร จึงย่อมรู้อยู่ก่อนแล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถตั้งตลาดได้ แม้ไม่มีการออกใบอนุญาตให้ตั้งตลาด แต่ก็เลี่ยงบาลีโดยออกใบอนุญาตเพื่อการพาณิชย์ให้เอกชน ดังนั้น หลังจากนี้ แม้ตลาดทั้ง 5 แห่ง มีใบอนุญาตเชิงพาณิชย์ ก็ต้องถูกเพิกถอนด้วยเช่นกัน

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ

ด้าน น.ส.บุญศรี อยากถามกลับไปที่ กทม. ว่าเป็นผู้เดือดร้อนในคำสั่งของศาลหรือไม่ จึงคิดจะอุทธรณ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายตนเป็นผู้ที่ถูก กทม. ทำให้เดือดร้อนเป็นเวลายาวนาน กทม. จึงควรต้องเยียวยาพวกตน ด้วยซ้ำไป

ทนายอนันต์ชัย สรุปใจความของคำพิพากษาในวันนี้ว่า หลังจากกทม. เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว ขั้นตอนต่อมาต้องรื้อถอนโครงสร้างของตลาดภายใน 60 วัน นับแต่วันคดีถึงที่สุด หมายความว่าถ้ากทม. ไม่อุทธรณ์ต่อ ก็ถือว่าคดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังได้ห้ามตั้งแผงลอย หรือเปิดท้ายรถกระบะขายของบนถนนหรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหากมีบ้านหลังใดอนุญาตให้ผู้ค้าใช้พื้นที่ เจ้าหน้าที่ย่อมมีความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 และศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้ากวดขันไม่ให้มีผู้ก่อความรำคาญ เช่นการจอดรถขวางหน้าบ้าน พร้อมทั้งกำหนดให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้อง 4 คน คนละ 368,400 บาท ซึ่งน.ส.บุญศรียอมรับว่า ไม่คุ้มกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง นานกว่า 10 ปี

ผู้ร่วมรายการกล่าวถึงกรณี ผู้ว่าฯ กทม. มีแนวคิดจะยื่นอุทธรณ์

คำตัดสินของศาลปกครองยังบอกว่า เจ้าหน้าใช้ดุลยพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์การจัดสรรที่ดิน อีกทั้งการบังคบใช้กฎหมายเป็นไปอย่างล่าช้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทนายอนันต์ชัย บอกว่า การออกใบอนุญาตพาณิชย์ ถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเมื่อมีการสร้างขึ้นมาแล้ว คนที่เข้ามารับตำแหน่งต่อเห็นแล้วว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน

ซึ่งน.ส.บุญศรีบอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้รู้กฎหมาย แต่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับประชาชนเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 10 ปี “วันนี้ท่านมีศักดิ์ศรีหรือไม่ที่จะมาอุทธรณ์สิ่งเหล่านี้ ท่านไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหาย ท่านจะมาอุทธรณ์อย่างไร วันนี้ถ้าท่านยังมีความคิดที่จะอุทธรณ์ ป้าก็ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้อีก ท่านอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ต้องขจัดทุกข์ให้ประชาชน ไม่ใช่ขึ้นมาต่อสู้กับประชาชนอีก

น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ เจ้าของบ้าน

ด้าน น.ส.รัตนฉัตร บอกว่า ตอนนี้ตนยังไม่คิดถอนป้ายหน้าบ้านที่มีอยู่เดิม แต่จะเพิ่มเติมป้ายคำพิพากษาวันนี้ให้ประชาชนได้เห็น เพราะตนไม่เคยเชื่อใจ กทม. ซึ่งหากกทม. ยังปล่อยตลาดไว้ ก็ถือว่าเป็นการประจานสิ่งที่ตัวเองทำไม่ถูกต้องกับประชาชน ถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือการเอาพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนไปทำมาหากิน และไม่มีการเยียวยาผู้เดือดร้อน

ทั้งนี้ คดีที่เจ้าของรถที่ถูกทุบได้แจ้งความอาญาเอาไว้ ซึ่งป้าได้ไปแจ้งความกลับไปแล้วด้วย ทนายอนัต์ชัยกล่าวว่า ตนจะเอาคำพิพากษาในวันนี้ไปผูกกับคดีนี้ด้วย เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่า ป้าขาดสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ เนื่องมาจากความเครียดสะสมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จึงเกิดได้เกิดการบันดาลโทสะ

ทนายอนันต์ชัย กล่าวถึงกรณีเจ้าของรถฟ้องร้องป้าทุบรถ

ส่วนถ้ากทม. จะอ้างว่าการอุทธรณ์นั้นเพื่อป้องกันราชการเสียผลประโยชน์ ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่าฝ่ายตนก็จะทำให้คดีนี้เป็นตัวอย่างของประเทศ คือจะฟ้องศาลอาญาทุจริต กรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ถ้ากทม. ไม่อุทธรณ์ ฝ่ายตนก็จะไม่ฟ้อง ซึ่งการที่เปิดทางเลือกให้แบบนี้ น.ส.บุญศรีบอกว่า ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานไปกระทำแบบนี้กับผู้อื่นอีก ส่วนแม่ค้าที่เดือดร้อนเพราะถูกปิดตลาด ต้องย้อนกลับไปถามผู้ที่ปล่อยให้เปิดตลาดมาตั้งแต่แรกว่า สร้างวัฏจักรตลาดในพื้นที่อยู่อาศัยแบบนี้ได้อย่างไร

น.ส.บุญศรี และน.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ เจ้าของบ้าน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากกทม. จะขอเจรจาด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องคุยแล้ว เพราะศาลได้เห็นความเดือดร้อน และมีคำสั่งออกมาแล้ว ควรจบสิ้นได้แล้ว พร้อมยกตัวอย่างว่า ในต่างประเทศ ถ้าผู้บริหารปล่อยให้มีการกระทำผิดแบบนี้ เขาจะละอายใจและลาออกไปแล้ว

บรรยากาศตลาดภายในหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่สำรวจตลาดทั้ง 5 แห่ง พบว่าตลาดทุกแห่งถูกปิดเงียบ พร้อมมีแผงเหล็กสีเขียวกั้นโดยรอบ และไม่มีผู้ค้าแต่อย่างใด ขณะที่ทีมข่าวกำลังเดินสำรวจอยู่นั้น พบพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มหนึ่ง 6-7 คน ทั้งร้าน ขายน้ำ ทุเรียน ร้านส้มตำ ที่ขยับขยายพื้นที่มาขายสินค้าจากในตลาด มาอยู่บริเวณถนนฝั่งตรงข้ามทางเข้าสวนหลวง ร.9

โดยป้าอร แม่ค้าขายส้มตำ เปิดเผยว่า ตนขายส้มตำอยู่ที่บริเวณแห่งนี้มาตั้งแต่สวนหลวงเปิดปีแรก โดยหากพูดถึงผลกระทบจากกรณีตลาดถูกรื้อ มีค่อนข้างมาก รายได้จากที่เคยขายได้ลดลง เคยมีรายได้ในวันธรรมดา 2,000 บาท ตอนนี้ก็ยังได้ไม่ถึง 1,000 บาท ตั้งแต่ตลาดปิด ตนขายได้อยู่ที่ประมาณ 500-600 บาทต่อวัน เพราะตอนนี้ไม่ค่อยมีคนมาซื้อ

ป้าอร แม่ค้าขายส้มตำ

ป้าอร เล่าอีกว่า ในเวลาช่วงเช้า ตนขายของไม่ได้ ก็จะเข็นรถเข็นส้มตำไปอยู่ข้างในซอยแทน ก่อนที่ช่วงเที่ยงจึงจะเข็นออกมาอยู่ข้างนอก เมื่อเทศกิจมาก็จะเข็นหลบเข้าไปลงในซอย ตนคิดว่า หลังจากนี้ตนก็ยังคงจะขายต่อไป เพราะทุกคนต้องทำมาหากิน ทุกคนเดือดร้อนกันหมด ผลกระทบที่ตามมาคือไม่มีที่ขาย รายได้ก็ไม่ค่อยมี แต่ยังคงมีรายจ่าย เช่น ค่าเช่าบ้าน หากรายได้ไม่มีแล้วตนจะอยู่ได้อย่างไร

หลังจากที่มีปัญหาก็ถูกสั่งไม่ให้ขาย ถามว่าขายข้างฟุตปาธผิดหรือไม่ ตนก็ว่าผิด แต่ตนก็ต้องทำกิน ทุกคนต้องดิ้นรนและทำเพื่อครอบครัว ไม่ใช่เมื่อพ่อแม่ไม่มีที่ทำกิน ลูกก็ต้องไปติดยา หรือไปขโมยของหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดี พ่อแม่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อลูก แต่ถ้าจะให้หยุดไม่ให้ขายก็เป็นไปไม่ได้

keyboard_arrow_up