เปิดปมฝังใจ ครอบครัวหัวร้อน เคืองตำรวจ – “ษิทรา” อบรมจนสำนึก อยากขอขมาจนท. (คลิป)

จากกรณีที่ได้มีการเผยแพร่คลิป ครอบครัวหัวร้อนด่าทอ และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง จนถูกขุดคุ้ยประวัติ ว่ามีพฤติกรรมเคยกระทำลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ที่มีการนำออกมาเผยแพร่ในโลกโซเชียล

วันนี้ ( 14 พ.ค.) นายพยอม แสงวันดี อายุ 32 ปี, น.ส.หทัยรัตน์ สมถวิล อายุ 35 ปี และลูกชาย พร้อมครอบครัวได้เดินทางมาที่สถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี เพื่อให้สัมภาษณ์ในรายการ ต่างคนต่างคิด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. โดยก่อนเข้ารายการ ครอบครัวของนายพยอม ได้มีโอกาสพบกับ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ นายพยอมจึงได้ขอคำปรึกษาจากทนายษิทรา เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยครอบครัวของนายพยอม ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ทนายษิทราฟังอีกครั้ง ซึ่งอ้างว่า ขณะเกิดเหตุ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายเช่นกัน และครอบครัวก็คิดว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำนั้นเกินกว่าเหตุ เนื่องจาก น.ส.หทัยรัตน์ กำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้คำแนะนำแก่ นายพยอม

อย่างไรก็ตาม ทนายษิทรา ได้ให้คำแนะนำกับครอบครัวนายพยอมว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำนั้น ถือว่าสามารถทำได้ เพราะตำรวจอยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ และเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ หลังจากที่ลูกชาย แสดงท่าทางเหมือนกับจะทำร้ายเจ้าหน้าที่นั้น ตำรวจก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการเข้าจับกุม ส่วนคลิปวีดีโอที่ถูกนำออกมาเผยแพร่นั้น ทนายษิทรามีความเห็นว่า พฤติกรรมของเด็กได้มีการกระทำผิดจริง จึงไม่ถือว่าตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุ

ขณะเดียวกันทนายษิทรา ได้แนะนำนายพยอมและครอบครัว ให้ลดเรื่องอารมณ์ อย่าอารมณ์ร้อน เพราะผลที่ออกมาไม่ดีต่อครอบครัว ทำอะไรอยากให้ใจเย็น ทนายษิทรายังแนะนำอีกว่า อยากให้ครอบครัวไปรับสารภาพว่า กระทำผิดจริง เพราะคลิปที่ออกเห็นชัดว่าลูกชาย จะเข้าไปชกตำรวจ

นายพยอม และ น.ส.หทัยรัตน์ เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

หลังจากสำนึกผิดด้วยการขอโทษตำรวจแล้ว ทางครอบครัวจะได้ไม่ต้องตกเป็นจำเลยสังคม ครอบครัวจะได้ไม่ต้องโดนขุดคุ้ยข้อมูลเก่าๆ และโดนโจมตีจากสังคมโซเชียลอีก ซึ่งอยากให้ครอบครัวออกมาขอโทษสังคมอย่างจริงใจ เพราะเรื่องหนักจะได้กลายเป็นเบาลง ส่วนคดีความที่นายพยอมและครอบครัวเข้าไปแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มาบตาพุดว่าทำเกินกว่าเหตุนั้น ทนายษิทราแนะนำให้ไปถอนแจ้งความ และให้ครอบครัวพาลูกชายเข้าไปขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้กระทำล่วงเกินไป

ทนายษิทรายังบอกอีกว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย เมื่อทำผิดแล้วยอมรับผิด และออกมาขอโทษสังคม แต่ไม่ใช่ว่าขอโทษแล้วเรื่องทุกอย่างจะจบลง หรือตำรวจจะไม่เอาเรื่อง ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย หากครอบครัวออกมาขอโทษและยอมรับความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว อาจจะทำให้คนไทยมองครอบครัวนายพยอมดีขึ้นบ้าง

นายพยอม แสงวันดี ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ  ให้สัมภาษณ์

หลังจากนั้น นายพยอม แสงวันดี อายุ 32 ปี ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ เปิดเผยว่า ตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้น หลังจากที่ได้คุยกับทนายษิทรา และพร้อมจะทำตามคำแนะนำ คือ ตนและครอบครัวจะไปขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องคดีความจะได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม

หลังจากคลิปเผยแพร่ออกไป หลายคนส่งข้อความมาในเฟซบุ๊กส่วนตัวจำนวนมาก อีกทั้งบริษัทที่ทำอยู่ได้สั่งพักงาน  ซึ่งตนเองเป็นหัวเรือใหญ่ต้องดูแลครอบครัว ญาติพี่น้องที่ทำงานด้วยกันอีกประมาณ 9 คน ถ้าไม่มีงานคงจะเดือดร้อน เนื่องจากขาดรายได้ จึงทำให้ตอนนี้รู้สึกเครียด นอกจากนี้ หลังเกิดเรื่องครอบครัวโดนโจมตีอย่างหนัก มีหลายคนโทรเข้ามาด่าทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จนต้องปิดมือถือหนี อย่างไรก็ตามตนอยากขอโทษสังคมและพร้อมจะปรับปรุงตัวเองเรื่องอารมณ์ โดยนายพยอม บอกอีกว่า ขอโทษสังคมที่แสดงกริยามารยาทไม่ดีต่อสาธารณะชน พรุ่งนี้จะพาลูกไปขอโทษตำรวจ ต่อไปจะควบคุมอารมณ์ให้เย็นลง จะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีกเพราะได้บทเรียนครั้งสำคัญของชีวิตแล้ว

หทัยรัตน์ สมถวิล

ขณะที่น.ส.หทัยรัตน์ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองมีความรู้สึกไม่ดีฝังใจกับตำรวจว่า เมื่อประมาณ 6-7 ปี ก่อน ตัวเองถูกตำรวจจับเนื่องจากพกปืนบีบีกัน กระสุนลูกปราย ทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำถึง 3 วัน เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา ตนก็กลับไปตรวจสอบคดีว่าจะต้องไปขึ้นศาลอีกครั้งวันไหน แต่ปรากฏว่าไม่พบคดีของตัวเองและคดีดังกล่าวก็เงียบหายไป

ขณะที่ทนายรณณรงค์ ตั้งข้อสังเกตว่า การเข้าไปอยู่ในเรือนจำถึง 3 วัน แต่กลับไม่ปรากฏข้อหานั้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่ง น.ส.หทัยรัตน์ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง โดยตนยังจำชื่อโรงพักที่เกิดเรื่องได้ แต่ไม่สามารถจำรายละเอียดต่าง ๆ ได้ จึงเป็นปมคาใจให้ตัวเองนำเอกสารตำราเรียนจากญาติที่เรียนนิติศาสตร์มาศึกษาด้วยตนเอง

keyboard_arrow_up