‘ครูอัตราจ้าง’ หอบหลักฐานร้องเอาผิด ‘ครูบุรีรัมย์’ หลอกเรียกรับเงิน อ้างช่วยสอบบรรจุได้

1 ใน 5 ครูอัตราจ้างที่ตกเป็นเหยื่อถูกข้าราชการครู ร.ร.ดังแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ หลอกเรียกเงินรายละ 1 แสนบาท  อ้างว่าจะช่วยให้สอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วยที่จ.นครราชสีมา เข้าแจ้งความเอาผิด หลังถูกหลอกเรียกรับเงินแต่ไม่ได้รับการสอบบรรจุจริง พร้อมจี้ต้นสังกัดสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด

นายปัญญา (นามสมมติ) ครูอัตราจ้างโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ พร้อมภรรยา ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางต้นสังกัดสอบเอาผิดวินัยร้ายแรง นายสิทธิชัย (ขอสงวนนามสกุล) ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.ชุมแสง อ.สตึก หลังครูคนดังกล่าวมีพฤติกรรมหลอกเรียกรับเงินครูอัตราจ้าง จำนวน 5 คนๆ ละ 200,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุเป็นพนักงานราชการ หรือครูผู้ช่วย ในสังกัด สพป.เขต 4 จังหวัดนครราชสีมาได้

ซึ่งจะต้องจ่ายเงินก่อนล่วงหน้าคนละ 100,000 บาท เป็นค่าดำเนินการหรือวิ่งเต้น หากได้รับการบรรจุก็ให้จ่ายเพิ่มอีกคนละ 100,000 บาทด้วยความที่เห็นว่าเป็นข้าราชการครู ทำให้ครูอัตราจ้างทั้ง 5 คนไว้ใจและหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้กับครูคนดังกล่าวไปคนละ 100,000 บาท ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว และยังหลอกอีกว่าจะมีการเปิดสอบช่วงเดือน ม.ค.2561 แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมานานกว่า 6 เดือน กลับไม่ได้รับการสอบบรรจุจริงตามที่ครูคนดังกล่าวอ้าง เมื่อสอบถามก็พยามบ่ายเบี่ยง และพอทวงถามเงินคืนก็ขอเลื่อนและอ้างโน้นอ้างนี้ เชื่อว่าน่าจะถูกหลอกจึงได้พากันนำหลักฐานทั้งสลิปการโอนเงินเข้าบัญชีครู เอกสารที่ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงิน และสัญญากำหนดวันคืนเงินเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฏหมายกับครูคนดังกล่าว

นายปัญญา บอกว่า ตนเป็นครูอัตราจ้างอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้เงินเดือนๆ ละ 6,000 บาท เมื่อมีคนมาสอบถามว่าอยากบรรจุเป็นพนักงานราชการหรือครูผู้ช่วยสังกัด สปพ.เขต 4 จ.นครราชสีมาหรือไม่ ส่วนตัวก็เห็นว่าน่าจะมีความมั่นคงและมีเงินเดือนที่สูงขึ้น จึงสนใจ กระทั่งมีคนมาติดต่อให้รู้จักกับนายสิทธิชัย ซึ่งอ้างว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้สอบบรรจุได้ แต่ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการหรือวิ่งเต้น 200,000 บาท จนรู้ว่าถูกหลอก และไม่ได้เงินคืนตามที่ตกลงกัน สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและครอบครัว เพราะเงินที่นำมาจ่ายเป็นเงินที่เก็บสะสมจากการทำงาน จึงได้พากันเข้าแจ้งความให้เอาผิดตามกฎหมาย และอยากให้ต้นสังกัดสอบเอาผิดวินัยร้ายแรงกับครูคนดังกล่าวด้วย เพื่อจะได้ไม่ไปหลอกลวงสร้างความเดือดร้อนคนอื่นต้องสูญเสียเงินซ้ำอีก

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้ออกหมายเรียกครูคนที่ถูกกล่าวหามาสอบปากคำแล้ว โดยยอมรับว่าได้เรียกรับเงินจากผู้เสียหายจริง ตำรวจจึงให้ทั้งสองฝ่ายไกล่เกลี่ยกันถึง 2 ครั้ง ซึ่งครูก็รับปากจะคืนเงินให้ผู้เสียหาย แต่เมื่อครบกำหนดกลับไม่มีการคืนเงิน จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยแจ้งข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น” ขณะนี้อยู่ระหว่างฝากขัง และรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนส่งอัยการ

keyboard_arrow_up