ต้องให้มันตาย! พ่อเณรปลื้มแค้นลูกถูกฆ่าโบกปูนชี้ประหารเชื่อโหดจนเกินอภัย (คลิป)

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ได้จับกุมตัว พระภิกษุ 1 รูป สามเณร 2 รูป และฆราวาส 2 คน หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับการหายตัวไปนานกว่า 5 เดือน ของสามเณรปลื้ม จนสุดท้ายรับสารภาพว่า ลงมือฆ่า สามเณรปลื้ม เนื่องจากทะเลาะกันเรื่องเงินภายในวัดที่หายไป หลังจากนั้นได้ฝังศพใต้ต้นตะเคียนภายในวัด ต่อมาได้เทพื้นคอนกรีต พร้อมวางพระพุทธรูปไว้เพื่ออำพราง โดยทั้งหมดยังบวชเป็นพระอยู่ในวัดดังกล่าว (อ่าน: ตร.คุมตัวทีมฆ่า “สามเณรปลื้ม” ก่อนขุดศพพบโบกปูนหุ้มร่างอีกชั้น)

พ่อของสามเณรปลื้ม ให้สัมภาษณ์ในรายการต่างคนต่างคิด

ล่าสุด 2 มิถุนายน 2560 เวลา 18.50 น.ชวน เอกเกียรติกุล พ่อของสามเณรปลื้ม เล่าเรื่องราวสามเณรปลื่ม ผ่านรายการต่างคนต่างคิดว่า  ตนอยากให้ลูกได้บวชเรียนในผ้าเหลือง หลังบวชก็ติดต่อกันตลอดผ่านทางโทรศัพท์ แต่จู่ๆ ลูกชายก็หายไปกว่า 5 เดือน ตอนนั้นที่บ้านก็เริ่มสงสัยว่าหายไปไหน แต่ติดต่อได้ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีก จนสุดท้ายตำรวจก็มาบอกว่าลูกถูกฝังใต้ฐานพระ ตนจึงสงสัยว่าคนในวัดไม่รู้เรื่องการหายตัวไปเลยหรือ พร้อมตั้งคำถามว่านี้วัดหรือโรงฆ่าสัตว์ และไม่อยากให้คนร้ายถูกปล่อยตัวออกมา ให้ประหารชีวิตไปเลย เพราะถ้าปล่อยเอาไว้ก็อาจจะไม่ส่งผลต่อคนอื่นอีก แม้ผู้ต้องหาจะมาขอขมาก็จะไม่รับ 

ด้าน พระเทพสิริโสภณ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ยอมรับกับพล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ถึงสภาพที่ถูกใส่กุญแจขังไว้ในกุฏิ และไม่เคยรับรู้สถานะการเงินของวัด เนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้ต้องหาฆาตกรรมสามเณรปลื้มเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ทั้งยืนยันว่านางสาวปิยฉัตร อรุณสกุล และนายเด่นชัย ภูมินิยม ไม่ได้เป็นญาติกัน แต่เมื่อถามว่าเหตุใดถึงเข้ามาควบคุมวัดได้อย่างเบ็ดเสร็จ พระเทพสิริโสภณเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อคำถามนี้

เจ้าหน้าที่พูดคุยกับพระเทพสิริโสภณ

ขณะที่ศพของสามเณรปลื้ม หรือศุภโชค เอกเกียรติกุล อายุ 17 ปี ถูกนำขึ้นมาจากจุดฝังและถูกส่งต่อไปยังศูนย์นิติเวชจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อทำการชันสูตรการตายอย่างละเอียด รวมทั้งพิสูจน์ดีเอ็นเอให้มีความชัดตรงกับบิดามารดา โดยหลังจากที่ได้ทำการชันสูตรเบื้องต้นแล้วเก็บหลักฐานในจุดฝัง ซึ่งปรากฏทั้งการห่อศพ การเทคอนกรีตเสริมเหล็กทับบนศพก่อนที่จะฝัง รวมทั้งมีขวดน้ำมันก๊าดและอุปกรณ์ในการทำพิธีส่วนหนึ่งอยู่ที่ก้นหลุม สอดคล้องกับคำรับสาภาพของผู้ต้องหา

นายเด่นชัย ภูมินิยม หรืออดีตพระเด่น ผู้ต้องหา

นายเด่นชัย ภูมินิยม หรืออดีตพระเด่น ผู้ต้องหา บอกว่าไม่ได้เจตนาฆ่าสามเณรปลื้ม สาเหตุที่ทำร้ายนั้นเนื่องจากสามเณรปลื้มได้ขโมยเงินสดและทองรูปพรรณน้ำหนัก6บาทไป จึงพยายามทวงคืน แต่ไม่ได้ผลจึงทำร้ายเพื่อสั่งสอนแต่ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค8 ระบุว่าวัดวังตะวันตกมีผลประโยชน์มหาศาล กลุ่มผู้ต้องหาทั้งสามีภรรยาคือนายเด่นชัย และนางสาวปิยฉัตร ครอบงำได้ทั้งหมด แม้แต่อดีตเจ้าอาวาสถูกใส่กุญแจขังไว้ไม่สามารถทำอะไรได้ อยู่ในสภาพห่มผ้าเหลืองเพียงอย่างเดียว กรรมการวัดไม่มี นอกจากนี้อาจมีผู้ต้องหาเพิ่มในคดีนี้อีกรวมเกือบ 10 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขุด จัดหาปูน ผสมปูน ช่วยกันปิดบังอำพรางซ่อนเร้นศพ

พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค8

ส่วนแหล่งผลประโยชน์ของวัดที่กลุ่มผู้ต้องหาครอบครองจัดการอยู่นั้น มีทั้งรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ของวัดมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เงินสดที่ไหลเข้าวัดทุกวัน วันละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ทั้งจากการเก็บค่าแผงค้ารายวัน ค่าจอดรถรายวัน และอื่นๆ อีกหลายรายการ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในสถานะทางบัญชีของวัด

ส่วนนางสาวปิยฉัตรนั้น เดิมพบว่ามีอาชีพขายน้ำผลไม้ปั่นอยู่บริเวณหลังวัด และภายหลังได้มาบริหารจัดการภายในวัดซึ่งมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยขณะนี้ใช้รถยนต์ราคาแพงอยู่ถึง 3 คัน

 

 

keyboard_arrow_up