ตร.โต้ทืบโจ๋คาโรงพักถูกใส่ร้าย แค้นโดนโทษหนัก – เหยื่อตีมึนอ้างเจอ 2 ศพ ปัดลั่นไก (คลิป)

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับลูกชาย เนื่องจากถูกตำรวจซ้อมบังคับให้รับสารภาพคดียิงคนตายที่วัดเกาะ ทั้งๆ ที่ลูกชายไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำ แต่สุดท้ายลูกโดนตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าฯ

ข้อความที่ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก

ล่าสุด วันนี้ (4 พ.ค. 61) นายพงศธร พุ่มราตรี หรือ “เอ็ม” ผู้ต้องหา ที่ถูกดำเนินคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและข้อหาพกพาอาวุธปืน พาทีมข่าวดูจุดที่เกิดเหตุ พร้อมเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. เวลาประมาณ 23.00 น. ตนได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาคนเดียวภายในซอยกำนัน ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนระเบียบศึกษา ตอนนั้นตนก็นั่งอยู่บริเวณร้านขายของชำเพื่อมานั่งเล่นกับเพื่อน ต่อมาตนเดินไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อน พอกลับมาก็เจอกับคนที่ชื่อ นายซิ่ง ที่เป็นคนย่านสายไหม แต่ไม่ได้สนิทสนม ได้มานั่งภายในร้านซึ่งตนได้กลิ่นสุราจากตัวเขา นายซิ่งนั่งเพียงประมาณ 20 นาที ก็ขอตัวกลับบ้าน ขณะนั้นตนถามว่าจะกลับอย่างไร นายซิ่งบอกว่าเอารถยนต์มา ตนจึงถามว่า “เมาไหม เดี๋ยวไปโบกรถให้” เพราะซอยดังกล่าวไม่สามารถกลับรถได้เนื่องจากเป็นซอยแคบ ตนจึงอาสาไปโบกรถให้  เนื่องจากกลัวว่าจะขับรถไปชนข้าวของชาวบ้านได้รับความเสียหาย

นายพงศธร พุ่มราตรี หรือ “เอ็ม” ผู้ต้องหา ให้สัมภาษณ์

จากนั้นนายซิ่ง ได้ขับรถออกจากซอยด้วยวิธีการถอยรถ โดยตนยืนโบกรถให้ แต่ได้ขับรถไปชนกับกระถางต้นไม้ ประกอบกับนายซิ่งถอยรถไม่ตรงทางตนจึงอาสาขับรถให้ ตอนนั้นนายซิ่งลงจากรถมาคล้ายกับจะมาขอบคุณตน แต่ขณะที่ตนถอยรถอยู่นั้นนายซิ่งไม่ได้เดินตามรถมาด้วย กลับเดินสวนขึ้นไป หลังจากนั้นยอมรับว่าตนไม่ได้สังเกตนายซิ่ง เพราะต้องใช้สมาธิในการถอยรถ เนื่องจากในวันเกิดเหตุฝนตก และไฟดับ โดยช่วงที่กำลังก้มไปมองที่คันเกียร์เพื่อจะจอดรถ แล้วเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นนายซิ่งยิงผู้เสียชีวิตแล้ว ตอนนั้นตนจึงรีบคุมสติ แล้วรอสถานการณ์สงบจึงค่อยลงจากรถ เพราะรู้สึกตกใจ

นายพงศธร พูดคุยให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว

นายพงศธร บอกว่า ตอนนั้นตนได้ถามนายซิ่งว่า เกิดอะไรขึ้นแต่เขาไม่ตอบ ยอมรับว่าไม่กล้าเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ เพราะกลัวจะมีความผิด แต่ตนได้ยินเพื่อนของผู้เสียชีวิตมาถามว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อจะหันไปหานายซิ่ง ปรากฏว่าไม่เจอตัวแล้ว แต่ตนบริสุทธิ์ใจ รอจนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่เกิดเหตุซึ่งตนก็เล่าเรื่องราวให้ฟัง และเจ้าหน้าที่ก็เชิญให้ตนไปสอบปากคำ โดยตนเดินทางไปคนเดียว

นายพงศธร แสดงท่าตอนยกมือขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง

ต่อมาเวลาประมาณ 04.00 น. เมื่อไปถึงที่สถานีตำรวจสายไหม ตนนั่งรออยู่ประมาณ 10 นาที ตำรวจได้พาตนไปห้องสืบสวน ในห้องก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศ พ.ต.อ. และ พ.ต.ท. นั่งอยู่หลายนาย ซึ่งตำรวจยศ พ.ต.ท. ได้บอกว่า “มึงจะรับไหมว่ามึงเป็นคนทำ” ก่อนที่จะมีการทำร้ายร่างกายด้วยการตบที่ใบหน้าด้านซ้าย จนล้มลงไปนอนที่พื้น แล้วกระทืบตนที่ท้ายทอย ส่วนแขนตนที่ได้รับบาดเจ็บเกิดจากการยกมือมือขึ้นป้องกันตัว จากนั้นได้นำรองเท้าแตะมาตีที่ศีรษะ ก่อนจะให้ตนลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ แต่ตอนนั้นตนเห็นว่าเริ่มไม่ปลอดภัย จึงขอกลับบ้านแต่ทางเจ้าหน้าที่ได้พาไปที่หน้าห้องขัง พร้อมกับแจ้งข้อหาตนว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและข้อหาพกพาอาวุธปืน” ก่อนที่จะนำตนไปที่ศาลอาญารัชดา

นายพงศธร นำผู้สื่อข่าวไปดูที่เกิดเหตุ

ก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่ามีรถจักรยานยนต์ปาดหน้าจนเป็นเหตุให้มีการยิงกันนั้น ส่วนตัวคิดว่าในซอยแคบแบบนี้ การขับรถปาดหน้ากันไม่น่าเกิดขึ้นได้ โดยนางพงศธรยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และไม่เคยพกพาอาวุธปืน อีกทั้งไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน ตอนนี้ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ก็ยอมรับว่ารู้สึกแย่และขอยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้ลงมก่อเหตุ และอยากออกมาขอความเป็นธรรม

นายพงศธร โชว์แขนให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย

นอกจากนี้ ยังพบว่าที่บริเวณต้นแขนซ้ายของนายพงศธร มีการพันผ้าไว้ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย และที่ข้อเท้าด้านซ้าย มีการติดกำไลข้อเท้า EM (เครื่องควบคุมตัวอิเล็กทรอนิกส์ เป็นลักษณะของกำไลติดข้อเท้า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ใช้เครื่องมือดังกล่าวแล้ว บุคคลนั้นจะต้องติดไว้ที่ข้อเท้าของตนตลอดเวลา) ซึ่งนายพงศธร ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้เงินประกันตัว 130,000 บาท

แม่ของนายพงศธร ผู้ต้องหา ให้สัมภาษณ์

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวได้พูดคุยกับแม่ของนายพงศธร ผู้ต้องหา เปิดเผยว่า ช่วงบ่ายของวันเกิดเหตุ ตนคิดที่จะไปทำบุญ ตอนนั้นคิดจะโทรศัพท์ไปหาลูกแต่ลูกกลับไม่รับสาย ต่อมาลูกได้โทรศัพท์กลับมาหาตนอีกครั้งเวลาประมาณ 16.00 น. โดยลูกพูดได้พูดกับตนคำเเรกว่า “ผมไม่ผิด ผมถูกตำรวจจับกุม” จากนั้นตนได้เดินทางไปหาลูกชายที่สถานีตำรวจสอบ เพื่อถามรายละเอียดจากลูกจึงทราบว่าไม่ใช่ฝีมือลูกตนอย่างแน่นอน

แม่ของนายพงศธร ยืนยันว่า ลูกตนเป็นคนอุปนิสัยร่าเริง ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ซึ่งจากโทษที่ลูกตนได้รับสูงสุดคือประหารชีวิต และเมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาลูกตนเช่นนี้ ในฐานะคนเป็นแม่ก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะลูกตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้ติดต่อมา ตนไม่อยากพูดถึงเรื่องคดี คงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย

 

พ.ต.ท.ประพจน์ อนุศิริ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม ให้สัมภาษณ์

ด้าน พ.ต.ท.ประพจน์ อนุศิริ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำร้ายผู้ต้องหาคนดังกล่าว เปิดเผยกับว่า ในเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการสอบปากคำผู้ต้องหา ซึ่งภายในห้องสอบสวนมี พ.ต.อ.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผกก.สน.สายไหม, พ.ต.ท.ธนู สุขเสริม รอง ผกก.(สอบสวน) สน.สายไหม, ตน และตำรวจอีก 1 นาย อยู่ภายในห้องสอบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายพงศธร มาสอบปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ

พ.ต.ท.ประพจน์ กล่าวว่า ระหว่างการสอบสวน ตนต้องเข้าออกระหว่างห้องสอบสวนกับอีกห้องเพื่อไปดูภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งภายหลังจากที่ตนได้ดูกล้องวงจรปิดแล้ว ได้เข้ามาบอกกับผู้ต้องหาว่าในที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิด กล้องหน้ารถ มีพยานหลักฐานชัดเจนทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่ีงตนได้บอกกับผู็ต้องหาว่าให้นำเรื่องจริงมาพูด

พ.ต.ท.ประพจน์ พูดคุย ให้ข้อมูลผู้สื่อข่าว

ระหว่างที่สอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและไม่รับสารภาพ ซึ่งตนไม่มีความจำเป็นต้องบ้งคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพ และไม่ได้เอารองเท้าตบหน้าหรือทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาตามที่ได้มีการกล่าวอ้าง และยืนยันว่าไม่มีตำรวจนายใดได้กระทำการในลักษณะดังกล่าว เพราะระหว่างที่เจ้าหน้าที่สอบปากคำผู้ต้องหา พ.ต.อ.ทนงศิลป์ผกก.สน.สายไหม ได้อยู่ในห้องสอบสวนด้วย คงไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายใดกล้าที่จะทำเรื่องดังกล่าว

ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก นั้น ตนได้เห็นแล้วและถือว่าเป็นสิทธิ์ของอีกฝ่าย ที่จะมีการดำเนินการเช่นนั้น แต่ต้องทำในขอบเขตเพื่อไม่ให้กระทบบุคคลอื่น ส่วนตัวมองว่าการที่ออกมานำเสนอข้อมูลของผู้ต้องหาเพื่อต้องการทำลายน้ำหนักของพยานหลักฐาน เพื่อหาวิธีเอาตัวรอด เนื่องจากโทษในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

และส่วนตัวจะดำเนินการในส่วนที่เป็นการปกป้องชื่อเสียงของตัวเองด้วยเช่นกัน โดยขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะฟ้องกลับในส่วนที่ตนได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหนักแน่น และไม่ย่อท้อต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ตนถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอยู่ในขณะนี้

นายไพศาล ใสจุล เจ้าของร้านขายของชำ ให้สัมภาษณ์

ต่อมาทีมข่าวได้พูดคุยกับนายไพศาล ใสจุล หรือ ชาย เจ้าของร้านขายของชำ เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุนายพงศธร ได้มานั่งดื่มเหล้าที่ร้านตน ซึ่งปกตินายพงศธรจะมาดื่มเป็นประจำ และในวันเกิดเหตุนายพงศธรไม่ได้เมา ซึ่งตนไม่ได้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ แต่ได้ยินเสียงลูกกระสุนปืนดังขึ้นหลายนัด

นายไพศาล บอกอีกว่า ปกตินายพงศธรเป็นคนนิสัยดี พูดจาดี ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ส่วนตัวมองว่าเหตุดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง ทั้งนี้ตนอยากตั้งข้อสังเกตว่า คนร้ายที่ไหนจะอยู่จนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ แต่นายพงศธร กลับอยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลา ส่วนภาพกล้องวงจรปิดบริเวณกลางซอย ที่น่าจะเก็บภาพได้นั้นก็มาเสีย และส่วนตัวเชื่อว่านายพงศธรเป็นผู้บริสุทธิ์

keyboard_arrow_up