ทนายบ้าบิ่น เชื่อคลิปเสียงยันได้ ไร้ขบวนการ-วรยุทธ ดึงสติ ษิทรา ใครกันใช้วิชามาร (คลิป)

ความคือบหน้าเกี่ยวกับกรณีลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล กับครูปรีชา ใคร่ครวญ หลังจากที่เมื่อว่านนี้ (3 พ.ค. 61) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายความประชาชนฯ และเป็นทนายความของ ร.ต.ท.จรูญ ทำแผ่นซีดีคลิปเสียงที่ไปขอคัดสำเนามาจากศาลจังหวัดกาญจนบุรี หายในตลาดพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายความประชาชนฯ ให้สัมภาษณ์

โดยวันนี้ (4 พ.ค. 61) ทนายษิทรา เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ล่าสุดยังไม่ได้รับการติดต่อมาว่ามีใครเก็บแผ่นซีดีดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม ทนายษิทราบอกว่า ตนเองทำสำเนาหลักฐานคลิปเสียงเอาไว้ทั้งหมด 5 แผ่น ซึ่งหายไป 1 แผ่น ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร เพราะหายเพียงแค่แผ่นเดียว ทนายษิทราฝากถึงคนที่เก็บได้ว่า อย่านำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อ เพราะจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

สำหรับกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม อ้างว่ามีคลิปเด็ด และจะไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กในวันอาทิตย์นี้ ทนายษิทรายอมรับว่า ยังไม่ทราบว่าคือคลิปอะไร แต่หวังว่าคงจะไม่ใช่หลักฐานสำคัญทางคดี ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงถามรายละเอียดเรื่องคดีหวย 30 ล้าน ทนายษิทราบอกว่า ช่วงนี้งดให้ข่าวหวยไปก่อน เนื่งจากผู้ใหญ่เตือนมา จึงไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องหวยเพิ่มเติมได้

นายวรยุทธ บุญวงษ์ใส ทนายความในคดีอาญาของครูปรีชา ให้สัมภาษณ์

ด้านนายวรยุทธ บุญวงษ์ใส ทนายความในคดีอาญาของครูปรีชา มองว่า หากคลิปเสียงนั้นมีบทสนทนากับเจ๊บ้าบิ่น เจ๊เกียว เจ๊พัช แม่ค้าขายลอตเตอรี่ หรือสนทนากับนายแผนก็ไม่มีผลอะไรกับคดี เพราะเป็นพฤติการณ์หลังเกิดเหตุ ถ้ามีการตัดต่ออาจจะโน้มน้าวใจชาวบ้านได้ แต่ไม่มีผลในการสืบพยานในศาล เพราะเป็นพยานวัตถุ ไม่ใช่พยานบุคคล

สำหรับเรื่องที่ทนายษิทรานำมาโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า เป็นเล่ห์เหลี่ยมของคนโลภ มีการใช้วิชามาร มีการใช้จิตวิทยา ให้ผู้อื่นคล้อยตาม ทนายวรยุทธมองว่า ทนายษิทราเหมือนว่าตัวเอง ซึ่งตนเคยพูดเตือนแล้วว่า ให้ตั้งสติดีๆ ครูปรีชา ไม่มีวิชามาร ถูกจับถูกเรียก ก็ไปพบเจ้าหน้าที่ รวมถึงตนก็ไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และไปหาข้อมูลกับลุงจรูญ เหมือนที่ทนายษิทราทำกับครูปรีชาแต่อย่างใด

ด้านนายอัจฉริยะ ที่โพสต์ว่ามีคลิปเด็ดจะเปิดในเฟซบุ๊ก เรื่องนี้ตนเองไม่กังวล และหากข้อมูลนั้น มาจากแผ่นซีดีของทนายษิทราที่หายไป ก็จะเป็นการละเมิดอำนาจศาล แต่เชื่อว่าคงเป็นไปไม่ได้ถ้านายอัจฉริยะจะทำแบบนี้ เพราะเป็นการท้าทายอำนาจศาล

นายสุชพงศ์ บุญเสริม ทนายความของเจ๊พัชและเจ๊บ้าบิ่น ให้สัมภาษณ์

ด้านนายสุชพงศ์ บุญเสริม ทนายความของเจ๊พัชและเจ๊บ้าบิ่น เปิดเผยถึงกรณีซีดีคลิปเสียงครูปรีชา ที่ทนาย    ษิทราทำหายไปว่า ส่วนตัวมองว่าในทางคดีไม่น่ามีผลกระทบ เพราะฝ่ายของครูปรีชาเป็นผู้เรียกร้องจาก ปอท.เพื่อเอามาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ฉะนั้นตรงนี้ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจว่า สิ่งที่เขาพูดคุยกันไม่มีอะไรที่แสดงถึงการเป็นขบวนการ หรือแสดงถึงการเป็นฝ่ายที่จะตกหวยหรือคดโกง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะเรียกหลักฐานส่วนนั้นมาเพื่ออะไร

ซึ่งหากซีดีหายไป เชื่อว่าในทางคดีไม่ได้มีผบกระทบโดยตรง แต่มองว่าในขบวนการยุติธรรม ฝ่ายไหนที่คัดลอกไปจากศาลต้องคำนึงว่า ข้อแรกหลังจากการคัดลอกไปแล้ว คุณได้รับอนุญาตให้คัดลอกซ้ำหรือไม่ และโดยมรรยาทหรือวิธีการ การได้หลักฐานแต่ละอย่างมาจะต้องมีความระมัดระวัง เพราะฉะนั้นความบกพร่องตรงนี้ต้องดูว่าเป็นความจงใจหรือหายจริงหรือไม่

ซึ่งจากที่ตนฟังดูแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เสื่อมความน่าเชื่อถือของประชาชน คือการที่ซีดีหายเหมือนกับว่ามีการลอกเลียนแบบกันในลักษณะที่เหมือนกับหวยหาย เพราะหายขณะใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ซึ่งตนมองว่าน่าสงสง แต่อาจจะหายจริงก็เป็นได้ อีกทั้งไม่ว่าใครจะไปคัดลอกจากศาลมาก็ต้องมีความระมัดระวังควรเก็บให้ดี และเมื่อคัดลอกมาก็ควรเอาไปทำให้เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของศาล ไม่ใช่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน

ตนทราบมาว่าครูปรีชา ได้ไปแจ้งต่อทนายสุพัฒน์ ซึ่งเป็นทนายความคดีแพ่งของตน ถึงกรณีที่ทนายษิทราได้โพสต์ภาพลงในเฟสบุ๊ก ซึ่งปรากฎเบอร์โทรศัพท์ของผู้ที่ครูปรีชาโทรหา จึงเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อคนที่ครูติดต่อ จึงให้ทนายสุพัฒน์ ยื่นคำร้องต่อศาลว่าละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ และศาลก็มีคำสั่งให้นัดพร้อม คือให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกันว่าเหตุใดจึงมีการนำไปโพสต์ลงในเฟสบุ๊ก เพราะการที่จะได้หลักฐานมาแล้วนำไปใช้อีกทางหนึ่งซึ่งผิดวัตถุประสงค์ และไม่เหมาะสม ส่วนจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่นั้น คงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา

นายสุชพงศ์ พูดคุย ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว

ส่วนตัวคิดว่า หากมีคลิปเสียงหลุดออกไป เจ๊บ้าบิ่นหรือเจ๊พัชไม่น่าจะมีความกังวล เพราะเจ้าหน้าที่กองปราบมาสอบและขอคลิปเสียงดังกล่าวไปตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับตอนที่ บช.ภ.7 กำลังทำงาน ซึ่งทั้งครูปรีชา, เจ๊พัช, เจ๊บ้าบิ่น ยินดีที่จะให้ไป ส่วยตัวเชื่อว่าไม่น่าจะมีคลิปที่ทำให้เสียหาย หรือแสดงถึงการเป็นขบวนการตกหวยแต่อย่างใด ส่วนเสียงที่หายไปหากเป็นข้อความทั้งหมดก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากหายไปแล้วตัดบางส่วนออก และมีการเผยแพร่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตนมองว่าอาจจะเป็นการตั้งใจทำให้ทั้ง 3 คน ได้รับความเสียหาย

ทนายสุชพงศ์ ระบุว่า วันนี้ตนได้ไปพบกับครูปรีชาเพื่อสอบข้อเท็จจริง และทบทวนข้อเท็จจริงว่ายังถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะแก้ไขอย่างไร เพราะหลักการทำงานของตนคือการหาข้อเท็จจริงให้ชัดเจน หากไม่มีการกระทำความผิดก็พ้นจากข้อกล่าวหา แต่หากมีการกระทำความผิดไม่ว่าจะชัดเจนหรือไม่ก็จะมีความผิดในตัว ส่วนคดีอาญาที่เจ๊พัชและเจ๊บ้าบิ่นไปโดยมีหน้าที่เป็นพยาน บทบาทของทั้งสองคนคือขายสลากหรือไม่ ส่วนขายเมื่อไหร่อย่างไรเป็นรายละเอียดที่จะต้องไปเบิกความตามความเป็นจริง ที่ผ่านมาเจ๊ทั้งสองคน เล่าให้ตนฟังกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม จึงไม่ต้อง เตรียมตัวอะไรมาก

ผู้สื่อข่าวถามถึงนายแผนพยานอีกรายว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ทนายสุชพงศ์ ระบุว่า ส่วนตัวตนไม่ได้รู้จักนายแผน เพราะตนดูแลแต่เจ๊พัชกับเจ๊บ้าบิ่นว่าขายลอตเตอรี่จริงหรือไม่ ให้การเท็จหรือไม่ รวมถึงสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ แต่กับนายแผนเป็นเรื่องราวหลังจากที่มีการซื้อขายลอตเตอรี่แล้ว

ทนายษิทรา โชว์แผ่นซีดีคลิปเสียง

อย่างไรก็ตาม ตนตั้งข้อสังเกตว่าในระหว่างการสอบสวนของกองปราบ ยังไม่ชัดเจนว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพราะเรื่องจริงยังไม่มีการแสดงให้ประชาชนรับรู้ จึงเกิดข้อกังขาว่าเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเอามาเป็นบรรทัดฐานนั้น มีข้อสรุปที่ชัดเจนแค่ไหนจึงมีการกล่าวหาว่ามีเรื่องเท็จ ทั้งนี้ หากศาลตัดสินแล้วว่าเจ๊ทั้งสองคนเบิกความเท็จ เขาก็ต้องรับผิดในสิ่งที่เขาทำ ในทางกลับกันหากเขาเบิกความถูกต้อง ก็ต้องมีคนรับผิดชอบในสิ่งที่เขาถูกกล่าวหา

สำหรับคลิปเสียง ตนอาจจะมีการไปขอครูปรีชาฟังว่า มีการพาดพิงเกี่ยวข้องกับทั้งสองเจ๊หรือไม่ แล้วมีข้อที่ได้ประโยชน์และไม่ดีอย่างไรบ้าง ซึ่งหากคลิปเสียงเป็นไปตามที่มีคนกล่าวอ้างว่ามีเสียงที่แบ่งผลประโยชน์ให้กันจริงๆ ก็ต้องดูว่าเงินที่ว่านั้นเป็นเงินจากไหน คดโกง ลักทรัพย์ หรือประทุษร้ายในทรัพย์สินของใครมา จึงมีการนำมาแบ่งกัน และหากไม่ใช่ ก็ต้องมาดูว่าเหตุใดจึงพูดคุยกันในเรื่องนี้

อีกทั้งคนที่กล่าวหาว่ามีเสียงแบ่งผลประโยชน์กัน ก็ไม่แน่ชัดว่าได้ฟังหรือยัง และตนก็ยังไม่ได้ฟังด้วยเช่นกัน และตนไม่ได้มั่นใจจากเจ๊บ้าบิ่นเพียงอย่างเดียว แต่ตนมั่นใจจากหลักที่ตนพิจารณา ซึ่งดูแล้วยังไม่มีความชัดเจนว่าพวกเขาทำกันเป็นขบวนการ

สำหรับกรณีที่ครูปรีชาพูดผิดเรื่องวันเกิดเหตุ 31 พ.ย. นั้น ตนมองว่าไม่ใช่ความผิดพลาดที่เป็นสาระสำคัญ และเวลาเบิกความในศาล สิ่งเหล่านี้ต้องกลั่นกรองว่าผิดพลาดจากอะไร เพราะบริบทและอารมณ์ในการพูดอาจทำให้เกิดผิดพลาดเล็กน้อย ทุกคนเคยพูดผิดกันทั้งนั้น พอพูดผิดก็มานั่งจับผิด สังคมไทยเป็นสังคมหูเบาหรือไม่ ทนายสุชพงศ์ กล่าว

ทนายสุชพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนรับทำคดีให้เจ๊พัชกับบ้าบิ่นเพราะมีข้อตกลงกันว่า หากทั้งสองคนจะให้สัมภาษณ์ต้องไม่ให้สัมภาษณ์โดยลำพัง ถ้าจะมีเนื้อหาในคดี ตนขอให้สัมภาษณ์เองจะได้มีความชัดเจน รวมถึงขณะนี้เรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว คนที่อยู่ในคู่ความ ตัวความ หรือพยาน ไม่ควรให้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เพราะเหมือนเป็นการขัดขวางกระบวนการทำงานของศาล โดยไม่ได้ตั้งใจแล้วจะเกิดความเสียหาย

keyboard_arrow_up