“ไทด์ เอกพันธ์” ลั่น “คิตตี้” อย่าปั่นหัว “กิตติ ดัสกร”(คลิป)

เป็นเรื่องอีกครั้งเมื่อ “กิตติ ดัสกร” คิดหวนกลับมาอยู่กินกับอดีตภรรยา “คิตตี้” ที่มีลูกด้วยกัน 4 คน อีกทั้งยังปิดบัญชีเงินฝาก ที่คนบริจาคให้ จำนวนกว่า 2 แสนบาท ทั้งๆ ที่ “ไทด์ เอกพันธ์” ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือ เคยเตือนแล้วว่า ภรรยาโกงเงินไปใช้ส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นคนปล่อยให้อาการป่วยของ “กิตติ ดัสกร” ทรุดหนัก อย่างที่เคยเป็นข่าว

นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ (ไทด์) นักแสดง และ หัวหน้าทีมกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

โดย “ไทด์” ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และกล่าวว่า ตนก็เคารพการตัดสินใจของ “กิตติ ดัสกร” เพราะเข้าใจว่ามีลูกด้วยกัน ก็ยากที่จะตัดขาดได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้พี่ปื๊ดดูแลตัวเอง และถ้าหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ตนก็พร้อมช่วยเหลือ

เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอากิตติหน่อยครับ “หลังจากที่เราทำการช่วยเหลือ ประมาณ 4 เดือนที่ผ่านมา ก็คิดว่าจะจบลงด้วยดี เราจ้างคนให้ดูแลมาตลอด จ่ายเงินเดือนตลอดทุกเดือน เรื่องอาหาร คือพี่สาวพี่กิตติ เขาจะคอยดูแล จนกระทั่ง พี่ดำ ประธานหมู่บ้านโทรมาปรึกษาว่า คุณภรรยาเขา จะเอาคุณกิตติไปอยู่ที่หัวหินด้วย ตอนเราช่วยเหลือกันนั้น พี่กิตติบอกว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับภรรยาคนนี้แล้ว จะตัดขาด แล้วอยู่ๆ ทำไมพี่ปื้ดกลับคำ พี่ดำเลยโทรมาปรึกษาว่า จะเอายังไง เรื่องเงินที่บริจาค ต้องให้เขารับผิดชอบ เรา คุณอมตะ คุณดำ พี่ปื้ด เปิดบัญชีไว้ สำหรับประชาชนโอนเงินให้เขา เพื่อรักษาตัว เป็นแสนครับ ภรรยาเขาจะเอาไปแล้วปิดบัญชี ผมก็คิดว่าแปลกๆ”

เขาพูดออกมาจากปากตัวเองหรือว่ายังไงว่าเขาจะกลับไปอยู่กับภรรยาคนนี้ หรือภรรยาโทรมาหาพี่ดำเอง เขาบอกว่า พี่กิตติเป็นคนโทรมาอยากไปอยู่ ถ้าตัดสินใจ ที่จะอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัว ถ้างั้นก็โอเค ผมก็บอกพี่ดำปิดบัญชีไปเลย โอนเงินทุกบาทให้เค้าไปเลย แล้วเราไม่ต้องยุ่ง เรื่องก็จบ พี่ดำก็ทำตามผม เรียบร้อย สองวันจากนั้นพี่ปื้ดโทรมาบอกว่า ให้เตือนอมตะ ว่าอย่ามาก้าวก่ายกับภรรยาเขา คือเกินหน้าที่ ล้ำหน้าเกินไป ผมก็ถามเรื่องอะไร คือคุณอมตะเขามีบุญคุณกับพี่นะ เขาเจอพี่แล้ว เขาโทรให้ผมมาช่วยพี่ แล้วทำไมพี่บอกว่าเออ เหมือนอมตะ เป็นผู้ใหญ่จะทำอะไรก็แล้วแต่ เขาจะไปสั่งสอนภรรยาพี่ปื้ด สอนดีนะ เค้าคงไม่พอใจ ไปฟ้องพี่ปื้ด เค้าเลยโมโหแล้วมาเล่นงานทางนี้

อีกอย่างที่ทำให้ผมเดือดขึ้นมาคือ บอกว่าจะแจ้งความจับพี่อมตะ ถามว่า ถึงกับขนาดนี้เลยหรอ เรื่องอะไร เขาบอกว่าของหาย ระหว่างที่เราไปช่วยเก็บของที่บ้าน นั่นอ่ะ เขาบอกของเขาหาย สร้อย เค้าซื้อมาหา เขาแจ้งความจับคุณอมตะ เขาบอกว่าอมตะไม่ต้องมายุ่งกับเขาอีกแล้ว กับภรรยาเขาอีกแล้ว ถ้ามายุ่งมากๆ จะแจ้งความว่าอมตะเป็นขโมย ผมขึ้นมาก ไม่คิดเหมือนกัน ไม่โทษพี่ปื้ดเหมือนกันนะ เพราะเค้าป่วย แต่ภรรยาเขาเนี้ย ผมว่าสมอง จิตใจทำด้วยอะไร คือเขาต้องเสี้ยมพี่ปื้ด ผมกล้าพูด จะฟ้อง จะแจ้งตำรวจมาจับผม ผมพร้อม คุณเอาส่วนไหนคิด คนเขาไปช่วยสามีคุณ ไปเอาลูกคุณออกมาจากวังวน ที่ใครเห็นก็แบบ อยู่ได้ยังไง ทั้งเด็ก ทั้งสามี แล้วคุณจะไปจับเขา บอกว่าของหาย ถามว่าเป็นอะไร สร้อยสแตนเลส ของพวกเนี้ย ทรัพย์สมบัติที่อยู่บ้านนั้น ไม่ว่าเทศกิจ หรือเทศบาลที่มากวาดล้างบ้านคุณ ให้เค้าหยิบเขายังไม่กล้าหยิบเลย แล้วคุณมาทำแบบนี้ ผมเข้าใจคุณ ผมไม่ก้าวก่ายอะไรคุณผมไม่ยุ่งกับคุณ แต่ผมแค่เสียใจแทนพี่อมตะ ที่เค้าเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งการงานของเค้า ที่เข้ามาช่วย คอยซื้อนั่นซื้อนี่ ผลสุดท้ายสิ่งทีได้กลับมา ก็อยากให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนพิจารณาเองนะครับ

ผมอยากจะบอกคุณ บิณณ์ บันลือฤทธิ์ด้วยนะครับ บัญชีที่เปิดให้หน้าเพจของคุณบิณณ์ที่เปิดไว้ ที่คนโอนมาทุกวัน หลายแสน ขอให้ยุติการช่วยเหลือ คือปิดบัญชี ทีนี้ พี่น้องประชาชนที่รู้จักกับคุณกิตติเขายังไม่รู้ว่าบัญชีปิดแล้ว เขาก็โอนมาตลอด ผมอยากให้คุณบิณณ์ปิดหน้าแฟนเพจเลยว่า ไม่ต้องโอนมาแล้ว แล้วผมจะไม่เข้าไปวุ่นวายก้าวก่ายอะไรอีกแล้ว จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพี่กิตติและภรรยาของเขาอีกแล้ว แต่ถ้าวันใดมันเกิดกลับมาซ้ำรอยเดิม ซึ่งพี่กิตติอาจจะบอบช้ำมากกว่าเดิม ตรงนั้นผมอาจจะยืนมือเข้าไปช่วยพี่กิตติคนเดียว ผมไม่ขอเข้าไปช่วยคนอื่น ผมสงสารคนที่เขาช่วย ไม่ว่าจะพี่ดำ พี่อมตะ เขาก็ไม่ได้คิดจะเอาอะไรเลย เขาสงสารเมตตาพี่ แต่ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง ไม่รู้นะ คนแบบนี้มีอยู่บนโลกใบนี้ด้วยหรอ”

คดีความตอนนี้คือ ยังไม่มีการฟ้องกันเกิดขึ้น 
“ครับ ยังไม่มีผมคิดว่าเขาน่าจะขู่มากกว่า เพราะผมบอกเขาว่า พี่จับเขา พี่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่าเขาเอาไป ผมมีถ่ายไว้หมดทุกอย่างเวลารื้อของ นักข่าวก็มา เขาก็ถ่ายไว้ ของพี่มีอะไร มีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ ซึ่งมันเป็นถังขยะมันโอ้โห ช้ำเลือดช้ำหนอง จะแจ้งความเค้าเรื่องอะไร เค้าบอกของเค้าหาย เค้าบอกสร้อยกูอะไรกู ดีๆ ทั้งนั้นเลย มีราคา มันหายไป ไอนี่ต้องเอาไป คือผมก็ว่า น่าจะขู่มากกว่า”

คุณอาบอกว่า มันมีการจัดฉากให้บ้านมันดูเก่า ด้วยฝีมือของพี่อมตะด้วยก่อนที่พี่ไทด์จะมา “ไม่ใช่เลย อมตะเดินเข้าไปถ่ายรูปทุกย่างก้าวที่เข้าไป ทุกมุม ของทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีใครไปรื้ออะไรทั้งสิ้น คือขึ้นไปบนห้องคุณกิตติแล้วส่งรูปทั้งหมดให้ผมดู ยังสวัสดีกันอยู่ผมดูหมดทุกอย่าง ตกใจ เลยต้องเข้าไปช่วย ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่มีใครจัดฉากใดๆ ทั้งสิ้น ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขาจะเอาอะไร เราช่วยเขา เขามีเงิน มีทอง รักษาตัว ภรรยาก็มาที่จะเอาเงินไปใช้อะไรผมก็ไม่ทราบ เราก็ไม่ได้หวงห้ามเงิน อยากได้โอนให้เลย จะได้ตัดสัมพันธ์ไป แต่ก็ยังย้อนมาแว้งกัด ผมรับไม่ได้จริงๆ”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียความรู้สึกมาก “มากครับ กับพี่ปื้ดผมไม่เสียความรู้สึก กับภรรยาเขาผมเสียความรู้สึกมาก เขาเคยออกรายการหนึ่ง ซึ่งเขาสาบาญอย่างดี ผมถามเขาว่า เอาเงินพี่กิตติไปใช้รึเปล่า ที่คนโอนมาให้ เขาสาบานเลยว่า ไม่เคยแตะต้องเงินของพี่ปื้ด ผมบอกว่า ถ้าผมรู้ล่ะ ถ้าผมไปตรวจสอบว่า คุณเอาเงินในธนาคารไปใช้ เรียกตำรวจจับเขาได้เลย ผมไปตรวจดู สี่วัน กดเงินไปแปดหมื่นโดยไม่บอกพี่ปื้ด ไม่มีใครรู้ แต่นี่ธนาคารบอก เพราะพี่ปื้ดโทรไปหาธนาคารเอง บอกมา โอ้โห เดือดมาก ตัดความสัมพันธ์ นั่นคือวันแรกๆ ที่เขาไปช่วยเขา ผมก็แจ้งความจริงๆ เอามาโรงพัก โอ้โห กราบแทบเท้า อย่าเอาผิดเขาเลย ต้องเอาเงินไปใช้นั่นนี่ ก็ถามเขาว่า เอาเงินของพี่ปื้ดไปทำไม ก็บอกว่าไม่ใช่เงินพี่ปื้ด เขาบอกว่า มีนายทหารคนนึง มาแอบชอบเค้า ให้โดยเสน่ห์หา แต่เขาไม่มีบัญชี เลยยืมบัญชีพี่ปื้ดรับโอนเงินเพื่อมาให้เขา คือเขาไปได้เยอะ ทางออกเขามีครบหมด”

ตั้งแต่วันที่พี่ปื้ดออกจากโรงพยาบาลอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ “ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ จิตใจเขาก็สดใส เพื่อนฝูงมาเยี่ยมก็สนุกสนานแต่พอ ภรรยาเข้ามา คือวงแตกกันหมดเลย พี่ดามก็ไม่เอา เขาคุยกับผมว่า ถ้ามันกลับไปอยู่กับภรรยาคนนี้อีก ทุกคนก็จะตัดความสัมพันธ์ไปเลย ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่”

แต่เค้ามีลูกด้วยกัน จะห้ามไม่ให้เค้ายุ่งเกี่ยวมันอาจจะยาก “ใช่ไง ผมถึงบอกว่าให้เขาตัดไปเลย เพราะยังไงเขาก็เป็นสามีภรรยา พ่อแม่ลูก อยากไปก็ไป แต่มันแว้งกัดเรานะ แทนที่จะรับเงินไปแล้วก็ไปดีๆ เรื่องจะได้จบ มาแว้งกัดว่าจะแจ้งความจับพวกเราว่าไปขโมยของเขาที่อยู่ในบ้าน ซึ่งประชาชนทั่วประเทศที่เห็นสภาพบ้านเขาอยากจะบอกว่า สิ่งไหนที่ต้องการของเค้าบ้าง เสื้อผ้า กางเกง กระเป๋า รองเท้าของเขาโอ้โห สภาพมันทิ้งก็คือให้คนที่เขาไม่มีที่อยู่อาศัยไม่มีเสื้อผ้าใส่อ่ะ เอาไปใส่ได้แต่พวกเราคงไม่มีใคเอา”

เรื่องคดีคือเค้าเจาะจงพี่อมตะคนเดียว พี่ไทด์ไม่เกี่ยวใช่มั้ยครับ “ผมไม่ได้ไปยุ่งกับเขานิ ไม่ได้ไปดูแลเรื่องคุณเขา ไม่ได้ว่า สะกิดภรรยาเขา ผมช่วยเสร็จ ผมรู้ว่าความเป็นอยู่เขาเป็นไง เพราะผมไปส่งด้วยตัวเอง แล้วพี่สาวเขาก็คงไม่ทิ้งน้องชายของเขาอยู่แล้ว ต้องดูแลเป็นอย่างดี แล้วก็มีเงินทุกเดือนให้ คนที่สลับมาดูแลพี่ปื้ด คือจ่ายเงินให้ตลอดก็แฮปปี้ เงินก็โอนมาในบัญชีคนที่ดูแลตลอด มันก็น่าจะมีความสุข จบด้วยดี แต่ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น”

เขาบอกว่าการที่เค้าจะกลับไปอยู่กับภรรยาคราวนี้ เพื่อลูกอย่างเดียว ไม่ได้มีความรักอะไรให้กันแล้ว “ผมถามคำนึงพี่ปื้ด ถ้าเกิดว่าไปเพื่อลูกอย่างเดียว ทำไมพี่ต้องฟังผู้หญิงคนนี้ ว่าเขาต้องพูดอะไร ให้พี่มาต่อว่าพี่อมตะ ว่าเขาต้องมาเอาเงินก้อนนึงให้เขาดูแล พี่จำไม่ได้หรอ เงินในบัญชีพี่ เกือบจะหมดเพราะใคร เขาไม่เคยบอกพี่ กดเงินออกไปเขาบอกพี่มั้ย เค้าไม่เคยบอกพี่ ณ ปัจจุบันนี้มันก็เริ่มที่จะกงกรรมกงเกวียนมันหมุนกลับมาตามรอยเดิมอยู่แล้ว ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง ก็ขอให้พี่ประสบความสำเร็จแล้วกันนะครับ กับการที่เป็นอยู่ที่ดีกับภรรยา และลูกๆ ขอให้ พี่หายเร็วๆ กลับมา เล่นละคร ให้พวกเราดูเหมือนเดิม และผมขอให้พี่อย่าเอาเรื่องอมตะ คือต่างคนต่างอยู่กันไป พี่เดือดร้อนจริงๆ ไม่รู้จะพึ่งใคร หันหน้าหาไม่เจอใคร ขอให้นึกถึงผมเท่านั้นครับพี่”