มือระเบิดแมนเชสเตอร์เพิ่งบินไปเยอรมัน 4 วันก่อนก่อเหตุ / พบหลักฐานพ่อมือระเบิดหนุนอัลกออิดะห์

ซัลมาน อเบดี (ภาพจาก independent.co.uk)

 

เดลีเมล์ สื่อดังของอังกฤษรายงาน ซัลมาน อเบดี  มือระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามกีฬาแมนเชสเตอร์ อารีนา ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องสาวชาวอเมริกัน อาเรียนา กรันเด   ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพเมื่อวันจันทร์ (22 พ.ค.) มีประวัติเพิ่งเดินทางไปพบปะกับเครือข่ายก่อการร้ายอิสลามิสต์ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟของเยอรมนี เพียง 4  วันก่อนกลับมาก่อเหตุโจมตีที่เมืองแมนเชสเตอร์    ขณะที่หน่วยข่าวกรองอังกฤษตรวจสอบพบข้อมูลว่า บิดาของซัลมาน เคยมีประวัติเป็นผู้สนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ของโอซามา บินลาเดน มาก่อน

 

รายงานข่าวล่าสุดซึ่งอ้างผลการสืบสวนของกรมตำรวจเกรทเทอร์ แมนเชสเตอร์ และหน่วยข่าวกรองอังกฤษระบุว่า ซัลมาน อเบดี  มือระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามกีฬาแมนเชสเตอร์ อารีนา ซึ่งเป็นชาวอังกฤษเชื้อสายลิเบีย   เพิ่งเดินทางไปพบแนวร่วมที่เมืองดุสเซลดอร์ฟของเยอรมนีเมื่อช่วงวันที่ 18-19 พฤษภาคมที่ผ่านมา  ก่อนจะกลับมายังอังกฤษเพื่อก่อเหตุสะเทือนขวัญในวันที่ 22 พฤษภาคม

 

ขณะเดียวกัน ผลการสืบสวนยังพบข้อมูลว่า  บิดาของเขา คือ รามาดาน (รอมฎอน) อเบดี รวมถึงน้องชายของเขา คือ ฮาเชม อเบดี ซึ่งล่าสุดถูกจับกุมตัวได้ที่ประเทศลิเบีย    ต่างล้วนมีประวัติเคยสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่มซึ่งรวมถึงเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ของโอซามา บินลาเดนมาก่อน

 

ด้านคำแถลงของกรมตำรวจเกรทเทอร์ แมนเชสเตอร์ ระบุว่า ขณะนี้สามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 9 ราย ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายของซัลมาน อเบดี ที่สนามกีฬาแมนเชสเตอร์ อารีนา โดยที่ 1 ใน 9 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกรวบตัวมาสอบสวน มีชื่อของ อิสมาอิล อเบดี  พี่ชายของซัลมาน รวมอยู่ด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงเธเรซา เมย์ อาจยื่นจดหมายประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังพบหลักฐานว่า  ข้อมูลลับเกี่ยวกับการสืบสวนเหตุโจมตีที่เมืองแมนเชสเตอร์ ที่อังกฤษแชร์ให้กับทางการสหรัฐฯ  เกิดรั่วไหลไปถึงสื่อดังอย่างหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์กไทม์ส” ที่นำข้อมูลลับเหล่านี้ไปตีพิมพ์ ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสืบสวนและรูปคดี    จนล่าสุดรัฐบาลอังกฤษประกาศยุติการแชร์ข้อมูลข่าวกรองกับสหรัฐฯในคดีนี้แล้ว

 

 

 

คลิปวิดีโอ ขอบคุณ  BBC News

https://www.youtube.com/watch?v=fhtHUL_FX0I

 

 

 

keyboard_arrow_up