สุดโหด! หินทุบหัว มีดแทงรุ่นน้องในมหา’ลัย ไม่ถูกจับ ยังมาเรียนชิวๆ (คลิป)

จากกรณีเฟซบุ๊กของ ”แหม่มโพธิ์ดํา” โพสต์ข้อความว่า พฤติกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง ย่านบางเขน สุดโหดไม่พอใจใช้มีดแทง แถมยังใช้อิฐทุบหัว และที่ผ่านมาผู้เสียหายได้เข้าร้องผ่านหน่วยงานและสถานศึกษากว่า 7 เดือนแล้ว แต่คนก่อเหตุยังมาเรียนตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เฟซบุ๊ก ”แหม่มโพธิ์ดํา” โพสต์ข้อความ

วันนี้ ทีมข่าวได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านบางเขน โดยได้เดินทางไปพบกับ นายปิ่น (นามสมมติ) นักศึกษาที่ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสในวันที่เกิดเหตุ นายปิ่น ได้พาทีมข่าวเดินสำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นบริเวณด้านหลังอาคาร 15 ที่มีถนนตัดผ่านเป็นซอยตัน ที่มีโต๊ะสำหรับนั่งพักผ่อนตลอดแนวถนน มีไฟแสงสว่าง และมีกล้องวงจรปิดอยู่บริเวณนี้จำนวน 1 ตัว

นายปิ่น หนึ่งในบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

นายปิ่น เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าวคือบริเวณหน้าตึก 15 นายปิ่น เล่าว่าได้ยินฝ่ายตรงข้ามตะโกนด่า และแจกของลับ ตนจึงเดินเข้าไปสอบถามว่า ตะโกนด่าตนทำไม ก่อนที่จะมีการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย และได้แยกย้ายกันไป

จากนั้น ประมาณ 5 นาที ฝั่งผู้ก่อเหตุก็ได้ปาก้อนหินมาตรงที่ตนและรุ่นน้องปี 1 ยืนอยู่ ก่อนที่จะพาพรรคพวกเข้ามารุมทำร้ายตน ตนจึงได้พารุ่นน้องปี 1 หลบ เนื่องจากกลัวว่าจะโดนลูกหลง จากนั้นตนได้ถอยหลังแต่สะดุดเข้ากับขอบปูนที่กั้นถนนจนล้มลง

นักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บ จำลองเหตุการณ์ในวันที่เกิดเหตุให้ผู้สื่อข่าวดู

จากนั้น ตนโดนทุบที่หัวด้วยก้อนหิน ทำให้หมดสติแล้วล้มลงกับพื้น แต่ไม่ทราบว่า ตัวเองถูกแทงตอนไหน จากนั้น ก็มีคนนำตัวส่งโรงพยาบาล และต้องเย็บถึง 12 เข็ม จนถึงขณะนี้ คนที่ก่อเหตุยังไม่ได้รับการลงโทษหรือถูกเรียกเข้าพบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

นายปิ่น เล่าต่อว่า ตนถูกแทงที่บริเวณสะโพกซ้าย และถูกก้อนหินทุบเข้าที่หัว จนเกิดเป็นแผลใหญ่บริเวณกลางหัวหนึ่งแผลและด้านหลังอีกหนึ่งแผล ตนเข้าไปเพื่อปกป้องเพื่อนและรุ่นน้อง พร้อมกับห้ามไม่ให้มีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น แต่ตนสะดุดล้ม จึงเป็นเหตุที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาทำร้าย

นายวราวุธ ยอดจันทร์ รองคณะบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะอุตสาหกรรม

นายวราวุธ ยอดจันทร์ รองคณะบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุคณาจารย์และอาจารย์ประจำสาขา ได้รีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที จากนั้น ได้คุยกับทางผู้ปกครองเพื่อแสดงตัวรับผิดชอบเรื่องค่ารักษาพยาบาล ต่อมาภายหลัง ทราบว่าทางผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ และเข้าแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหา ทำร้ายร่างกาย แต่เรื่องนี้ถือเป็นกรณีส่วนตัว ของนักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ห้ามดำเนินคดีใดๆ

ทางมหาวิทยาลัย ยังได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น โดยมีอาจารย์ประจำสาขา 2 สาขา คือ สาขาไฟฟ้า และการผลิต รวมทั้งมีอาจารย์จากส่วนกลางของมหาวิทยาลัย เข้ามาร่วมสอบข้อเท็จจริง แต่ผลการสอบข้อเท็จจริงก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อเหตุก่อน เพราะจากคลิปพยานหลักฐาน ไม่สามารถระบุได้ ดังนั้นจึงต้องเรียกให้ทั้ง 2 ฝ่าย มาให้ข้อมูล แต่ผลที่ได้คือ ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนเริ่มก่อน และอ้างว่าตนเป็นฝ่ายถูก

ผศ.ประกาศิต โสไกร คณบดีคณะอุตสาหกรรม

ผศ.ประกาศิต โสไกร คณบดีคณะอุตสาหกรรม ได้พูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหว่า เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นไม่บ่อย จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีมีกิจกรรมใหญ่ๆ เช่น กิจกรรมรับน้องใหม่เท่านั้น เพราะวันรับน้องจะมีนักศึกษาจากหลายสาขา จนเกิดการยั่วยุกัน

อีกทั้ง มีการเคลื่อนย้ายเด็กออกนอกสถานที่ จึงเกิดการดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกัน ดังนั้นทางคณะฯได้มีการแก้ไขในหลายส่วนพร้อมกัน โดยทางกายภาพ ได้ใช้ระบบรักษาความปลอดภัย เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเสี่ยง และซุ้มต่างๆ ที่นักศึกษาพักผ่อน จุดอ่านหนังสือ จุดอับลับสายตา

ภาพจากกล้องวงจรปิด ในวันที่เกิดเหตุ

ส่วนทางด้านวินัย ก็จะขอความอนุเคราะห์จากทาง รปภ.ช่วยตรวจตราตามจุดเหล่านั้น พร้อมทั้งจับตาเป็นพิเศษกรณีบุคคลที่คาดว่า น่าจะเป็นกลุ่มก่อเหตุหรือทะเลาะวิวาท

ส่วนกรณี นักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ต่างสาขา ระหว่างไฟฟ้า กับ การผลิต มีเหตุทะเลาะวิวาทกัน คณะบดี บอกว่า เรื่องนี้ทางคณะได้แก้ปัญหาโดยจัดกิจกรรมสายสัมพันธ์ จัดให้มีกิจกรรมอาสา ลงพื้นที่บริการชุมชน ทำตัวให้เป็นประโยชน์และยังนำนักศึกษาที่มีปัญหากระทบกระทั่งกัน มาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อลดความขัดแย้ง และมีคณะอาจารย์คอยจับตาดูเป็นกรณีพิเศษ

นายปิ่น ผู้บาดเจ็บ พาผู้สื่อข่าวเดินสำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุ

ทั้งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาทะเลาะกัน เกิดจากกลุ่มรุ่นพี่ที่เรียนไม่จบ หรืออยู่ระหว่างพักการเรียน กลับเข้ามาสร้างความวุ่นวาย โดยเป็นต้นเหตุให้รุ่นน้องของแต่ละสาขาทะเลาะกันเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยากในการจัดการ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่สามารถจัดการคนเข้าออกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่สามารถให้ รปภ.เป็นผู้สังเกตการณ์

และเชื่อว่ากรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากกลุ่มรุ่นพี่ที่เรียนไม่จบ เข้ามาสร้างสถานการณ์ ยั่วยุปลุกปั่นให้รุ่นน้องทั้งสองสาขาวิชา ทะเลาะกันเองจนเกิดเรื่องบานปลายเกิดขึ้น

จากนั้น ทีมข่าวได้ประสานไปยังกลุ่มนักศึกษาคู่กรณี ที่ก่อเหตุในวันดังกล่าว ซึ่งได้นัดหมายกับผู้สื่อข่าวว่าจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อถึงเวลานักศึกษากลุ่มดังกล่าวกลับไม่เดินทางมาตามที่นัดได้นัดหมาย

พ.ต.ต.สราวุฒิ บุตรดี สารวัตรสอบสวน สน.บางเขน

ส่วนความคืบหน้าทางคดี  พ.ต.ต.สราวุฒิ บุตรดี สารวัตรสอบสวน สน.บางเขน กล่าวว่า เบื้องต้น วันนี้ได้เชิญตัวของผู้เสียหาย เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว

พร้อมทั้งจะเรียกกลุ่มนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่ามาสอบปากคำ ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหา กรณีทำร้ายร่างกาย และเมื่อตำรวจได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะได้ติดต่อไปยังครอบครัวและตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาเข้ามาให้บอกคำต่อไป

เบื้องต้นได้รับแจ้งว่า ตอนนี้ยังไม่สะดวกมาให้ปากคำ แต่จะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ในวันที่ 14 ก.พ. โดยจะนำตัวของนักศึกษาที่ก่อเหตุมามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย แล้วทางตำรวจก็จะส่งหนังสือไปยังมหาวิทยาลัย เพื่อให้ส่งนักศึกษาที่มีรายชื่อดังกล่าว เข้ามาพบกับพนักงานสอบสวนต่อไป

นายกั้ง ผู้บาดเจ็บ

ด้าน นายกั้ง (นามสมมติ) ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ ตนเป็นผู้ที่คอยห้ามไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะมีทั้งคนที่ฟังและหยุด แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ฟัง และชกต่อยกันต่อ

หลังจากนั้น ตนก็ยังเจอหน้าทางคู่กรณีบ่อยครั้ง เนื่องจากเรียนในสถานบันและคณะเดียวกัน ตนก็ทำหน้าปกติ เพราะส่วนตัวไม่ได้รู้จักกัน และตนก็ไม่ได้โกรธหรือเครียดแค้นอะไร อาจจะเป็นเพราะเรื่องเกิดมานานมากแล้ว และตนไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก หากตนเป็นนายปิ่น เพื่อนที่ถูกแทงตนก็คงจะโกรธ แต่ที่สำคัญแล้วเรื่องทั้งหมด ไม่ได้เกิดจากปัญหาส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของสาขาและรุ่นพี่ที่จบไปแล้วมากกว่า

ส่วนทางด้านอาจารย์ที่ปรึกษาของคู่กรณีก็ยังไม่ได้มีการพูดคุย มีแต่การคุยกับอาจารย์ที่รู้จักและสนิทที่เข้ามาถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไรเท่านั้น

หลังจากนี้ ตนก็ยอมรับว่า รู้สึกกังวลว่าจะเกิดเรื่องอีก หากมีการมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา แต่ตนก็ไม่ได้หาเรื่องใครก่อนอยู่แล้ว และตนคิดว่ายังสามารถที่จะเข้าเรียนจนจบการศึกษาได้ตามปกติ