“โกโบริ” ยากูซ่า มีศักดิ์ศรี อดแต่ไม่ขอ เพื่อนรับชีวิตอนาถไร้ที่ซุกหัวนอน – “จุ๋มจิ๋ม” ปัดไล่พ้นบ้าน (คลิป)

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควบคุมตัว นายชิเกฮารุ ชิราอิ หรือ “ชิไร” อายุ 74 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ชายที่ถูกระบุเป็นหนึ่งในแก๊งยากูซ่า และเคยก่อเหตุฆ่าคนตายในปี 2546 และหลบหนีเข้ามาเข้ามากบดานอยู่ในประเทศไทย ในจังหวัดลพบุรี

บรรยากาศลานเล่นหมากรุก

ล่าสุด วันนี้ (12 ม.ค.) ทีมข่าวได้เดินทางไปที่ จ.ลพบุรี บริเวณลานหมากรุกไทย ศาลลูกศร และได้สัมภาษณ์ คนในพื้นที่ ที่รู้จักกับ นายชิเกฮารุ ชิราอิ หรือที่คนในวงหมากรุก แถบนั้นเรียกว่า”โกโบริ”

นายพนม มาประชา หนึ่งในกลุ่มผู้เล่นหมากรุก เปิดเผยว่า ตัวเองรู้จัก นายชิไร หรือ “โกโบริ” มากว่า 1 ปีแล้ว ช่วงแรก นายชิไร ได้มาที่ลานหมากรุก เพื่อมาดูพวกตนเล่น ต่อมาได้ร่วมเล่นด้วยกัน แล้วจะเลิกกันเวลาประมาณ 16.00 น. ตอนนั้นตนเห็น นายชิไร อยู่เสมอ แต่ไม่ทราบว่า บ้านอยู่ที่ไหน

นายพนม มาประชา หนึ่งในกลุ่มผู้เล่นหมากรุก

นายพนม เล่าต่อว่า นายชิไร พูดภาษาไทยได้เพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ใช้ภาษากายในการสื่อสาร พวกตนจับใจความเอาเอง จากนั้นประมาณ 2 เดือน พบว่า นายชิไร เริ่มมานอนอยู่ที่ลานหมากรุก ไม่ยอมกลับบ้าน ตอนนั้นตนไม่ได้สอบถามว่ามีปัญหาอะไร

ส่วนตัวสงสัยว่า นายชิไร อาจเป็นแก๊งยากูซ่ามาก่อน เพราะตนเห็นรอยสักตามร่างกาย และสังเกตจากข้อนิ้วก้อยที่หายไป แต่ไม่ได้รู้สึกกลัว เนื่องจาก นายชิไร ไม่เคยสร้างปัญหาให้ อีกทั้งยังมอง นายชิไร เป็นเพื่อน และคอยแบ่งปันสิ่งของให้กันตลอด

ศาลเจ้าลูกศร

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังเข้าไปภายใน ศาลเจ้าลูกศร ที่อยู่ใกล้เคียงกับลานหมากรุก ได้พบกับ นายกฤษฎาพร พุกหิรัญ ผู้ดูแลศาลเจ้า เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทราบมาว่า นายชิไร จะนอนใต้ต้นไม้ในลานหมากรุก กรรมการศาลเจ้า รู้สึกสงสาร จึงให้เข้ามาหลบนอนในศาล โดยมีเพียงเสื่อผืนเดียว จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป กรรมการเห็นว่าไม่เหมาะสม จึงตัดสินใจไปขออนุญาตเจ้าหน้าที่ ให้นอนในป้อมตำรวจที่ถูกปล่อยร้างไว้

นายกฤษฎาพร พุกหิรัญ ผู้ดูแลศาลเจ้า

ทั้งนี้ทบริเวณที่พักอาศัย นายชิไร จะเก็บกวาดอย่างสะอาด รวมทั้งลานรอบศาลเจ้าเสมอ และมักจะนำน้ำมาใส่ขวด แช่ตู้เย็น คอยบริการคนมาเล่นหมากรุก อีกทั้ง นายชิไร เป็นคนใช้งานง่าย ซื่อสัตย์ เวลาตนนำเงินไปซื้อของมา เงินทอน 1 บาท ก็ยังนำมาคืนทุกครั้ง

ลุงดำ คนที่คอยนำอาหารจากวัดมาให้กับนายชิไร

ขณะที่ ลุงดำ คนที่คอยนำอาหารจากวัดมาให้กับนายชิไร เปิดเผยว่า ช่วงเช้าตนจะไปช่วยงานที่วัด เมื่อพระฉันอาหารเสร็จ ตนจะนำอาหารไปแบ่งกับชาวบ้าน และ นายชิไร อยู่เสมอ ตนสังเกตว่า นายชิไร จะไม่ทานอาหารรสเผ็ด

ที่ผ่านมา นายชิไร ไม่เคยขอข้าวใครกิน มีแต่ตนนำมาแบ่งปันให้เท่านั้น นายชิไร เป็นคนน่ารัก ขยันทำงาน จะมีคนที่มาเล่นหมากรุกให้เงินไว้ใช้ และซื้อข้าวกิน หลังจากทราบข่าวว่า นายชิไร ถูกจับ ตนตกใจเพระท่าทางของ นายชิไร ไม่ได้ดูมีพิษมีภัยอะไร

นอกจากนี้ ทีมข่าวได้เดินสำรวจพื้นที่ลานหมากรุกที่ นายชิไร เคยอาศัยอยู่ พบว่า ขณะนี้ไม่มีใครกวาดลานหมากรุกเหมือนเช่นเคย ภายในป้อมตำรวจที่ นายชิไร เคยนอนถูกปิดล็อก และมีคนจรแถบนั้นเข้าไปพักอาศัยแทน ส่วนทรัพย์สินภายในห้อง เป็นของผู้อยู่ใหม่แล้ว

ร้านขายของชำที่นายชิไร มาซื้อของ

ทีมข่าวยังได้สอบถามร้านขายของชำ ใกล้กับพื้นที่ลานหมากรุก ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า นายชิไร จะมาซื้อของร้านตนเป็นประจำ เพราะคนเล่นหมากรุกวานให้มาซื้อ อีกทั้งช่วงเช้าประมาณ 03.00 น. นายชิไร จะตื่นมากวาดลานจนสะอาด จนสามารถพูดได้ว่า พื้นที่จุดนี้ สะอาดได้เพราะนายชิไร

นางอริศรา อรานุเวชภัณฑ์ หรือ “ป้าจุ๋มจิ๋ม”

ส่วน นางอริศรา อรานุเวชภัณฑ์ หรือ “ป้าจุ๋มจิ๋ม” อดีตภรรยาของ นายชิไร เปิดเผยว่า ที่มีข่าวออกไปว่า ตนไล่นายชิไร ไปอยู่ที่อื่น ไม่เป็นความจริง เพราะนายชิไร ออกไปหางานทำเอง ส่วนตัวจะไปไล่ได้อย่างไร ที่ตนให้พักอาศัยมาทำงาน เนื่องจาก นายชิไร เคยช่วยเหลือตน โดยไม่มีเหตุผลอะไรที่ตนจะไปไล่ ส่วนตัวคิดว่า ลูกชายอาจจะเข้าใจผิดที่ให้ข้อมูลไป

นางอริศรา ระบุว่า นายชิไร มาอยู่เมืองไทยกว่า 10 ปี ได้พักอยู่ใน จ.ลพบุรี ไม่ได้ออกพื้นที่ไปไหน หลายปีก่อนนายชิไร มาอยู่ที่หอพักตน ขณะนั้นตนไม่ได้อยู่ที่หอพัก แต่ให้ลูกชายเป็นคนดูแล ซึ่งตนได้ให้ นายชิไร มาทำความสะอาด และให้ค่าจ้าง พอตนกลับมาพบว่า นายชิไร ได้ย้ายออกไปแล้ว และยืนยันว่า ตนไม่ได้ไล่ นายชิไร ออกจากบ้าน

นายชิเกฮารุ ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนกรณีที่ นายชิไร ได้รับจากคนญี่ปุ่นเดือนละ 10,000 บาท ตนไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่เคยเห็นแก๊งยากูซ่า หรือคนมีรอยสักมาหาแต่อย่างใด มีเพียงเพื่อนที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น แวะเวียนมาหาบ้างเท่านั้น

เมื่อทีมข่าวถามถึงกรณีการสวมบัตรประชาชน นางอริศรา ปฏิเสธไม่ตอบคำถาม เนื่องจากเรื่องมันจบไปแล้ว และลุกขึ้นเดินหนีทีมข่าว ออกไปทันที อ้างว่ามีธุระ

นายธนากร ใจสุขสกุลดี หรือ “ไกด์แฟนต้า” ล่ามภาษาญี่ปุ่น-มัคคุเทศก์ญี่ปุ่น

ส่วนที่ นายธนากร ใจสุขสกุลดี หรือ “ไกด์แฟนต้า” ล่ามภาษาญี่ปุ่น-มัคคุเทศก์ญี่ปุ่น อาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 9 ปี ผู้ที่ออกมาโพสต์ข้อความว่า นายชิเกฮารุ ชิเรอิ สมาชิกแก๊งยากูซ่า ที่ถูกตำรวจไทยจับตัวได้ที่จังหวัดลพบุรีนั้น ไม่ได้เป็นหัวหน้าแก๊ง ได้กล่าวถึงกรณีข่าวการจับกุม นายชิไร ได้ที่ประเทศไทยโดยระบุว่า เป็นหัวหน้าแก๊ง “ยามากูจิ” ความจริงแล้วเรื่องนี้สื่อญี่ปุ่น ได้นำเสนอข่าวตามปกติ เพราะว่าที่ประเทศญี่ปุ่น ข่าวเกี่ยวกับยากูซ่ามีการเสนอข่าวเกือบทุกวัน

ส่วนกรณีสื่อไทยเสนอว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นข่าวใหญ่ เพราะเป็นถึงหัวหน้าแก๊งยากูซ่า เท่าที่ติดตามจาก สำนักข่าว NHK และดูจากแฟ้มประวัติข้อมูล จากสำนักงานตำรวจญี่ปุ่น รวมถึงเช็คข้อมูลในยากูซ่า วิกิ พบว่า หัวหน้าแก๊ง ยามากูจิตัวจริง คือ ชิโนดะ เคนอิจิ ไม่ใช่นายชิไร

นายธนากร กล่าวอีกว่า นายชิไร เป็นยากูซ่าจริง แต่ไม่ใช่ระดับหัวหน้าแก๊ง ซึ่งปกติยากูซ่ามักจะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป แต่เนื่องจาก นายชิไร มีหมายจับของตำรวจญี่ปุ่น และทางตัวผู้ต้องหายอมรับ ส่วนเรื่องลายสักเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้แสดงอัตลักษณ์ ความเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ตามศัพท์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้เรียกแก๊งยากูซ่า

นายชิเกฮารุ ชิเรอิ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว

นายธนากร เปิดเผยว่า รอยสักแก๊งยากูซ่า ไม่มีกฎตายตัวว่าจะต้องสักเหมือนกันหมด รอยสักแสดงถึงความกล้าหาญและความอดทน เนื่องจากคนที่ไปสักต้องทนรับความเจ็บปวด ส่วนใหญ่จะสักทั้งลวดลายมังกร นกกระเรียน ที่สวยงาม บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ที่เป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่น หรือรูปสัตว์ แสดงออกถึงความกล้าหาญ เข้มแข็ง

สำหรับสิ่งที่ใช้กำหนดเป็นแก๊งยากูซ่า คือเข็มกลัดที่ใช้ติดหน้าอกบนเสื้อเวลาแต่งชุดเต็มยศ ส่วนสถานะตำแหน่ง ทางยากูซ่าจะรู้กันเองภายใน ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่น มีแก๊งนากูซ่าทั้งหมด 4 แก๊ง แต่ขณะนี้แตกเป็น  5 แก๊งแล้ว

นอกจากนี้ นายธนากร บอกอีกว่า แก๊ง “ยามากูจิ” ซึ่งเป็นแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เรียกชื่อเต็มว่า แก๊ง “ยามากูจิ คูมิ” นายชิไร เป็นสมาชิกของแก๊ง  “แก๊งโคโดไก” เป็นสาขาย่อยจากแก๊ง “ยามากูจิ” โดยในญี่ปุ่นมีแก๊งแบ่งแยกย่อยทั่วประเทศ และจะมีชื่อเรียกกันโดยเฉพาะตามวัฒนธรรมของแต่ละแก๊ง

นายธนากร ยังได้กล่าวอีกว่า แก๊งยากูซ่า เป็นนักธุรกิจระดับแสนล้าน ไม่ใช่นักเลง หรือโจรกระจอก เงินส่วนใหญ่ มีทั้งเงินถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย  ปัจจุบันแก๊งยากูซ่า ไม่เหมือนอดีต ไม่ใช่นักเลงหัวไม้ แต่เป็นนักธุรกิจ มีสถาบันการเงิน มีธุรกิจอยู่ในมือ โดยรัฐบาลญี่ปุ่น พยายามดึงเงินของกลุ่มนี้ที่อยู่ใต้ดิน ให้มาอยู่บนดินอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเสียภาษี ทำให้แก๊งเหล่านี้ พยายามขนถ่ายเงินออกฟอกไปลงทุนยังต่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศไทย เพราะชาวไทยรู้จักคนญี่ปุ่น เป็นอย่างดี

ส่วนข้อสักคำถามที่ว่า เหตุใดแก๊งยากูซ่าจึงมีการทำโทษด้วยการตัดนิ้ว นายธนากร ระบุว่า เป็นการลงโทษของยากูซ่าชั้นล่าง เมื่อทำความผิดต้องแสดงความสำนึกผิด ด้วยการตัดนิ้วมือ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดพลาดไปแล้ว เพราะสมัยก่อนยากูซ่าใช้มีดในการต่อสู้ หากถูกตัดข้อนิ้วก้อย จะทำให้จับมีดไม่ถนัด ความสามารถในการต่อสู้ลดลง เป็นวัฒนธรรมของแก๊งยากูซ่า

ส่วนกรณีสื่อไทย อาจจะเสนอข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับแก๊งยากูซ่าที่ตีข่าว นายชิไร กับตำแหน่งในแก๊งที่คาดเคลื่อนนั้น คุณธนากร ระบุว่า เข้าใจเรื่องการเสนอข่าว เพราะถือเป็นข่าวใหญ่ในไทย  ทางการญี่ปุ่น รวมถึงสำนักข่าวในญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้แปลกประหลาดใจ เพราะพวกแก๊งยากูซ่าระดับปฏิบัติที่การกระทำความผิด มักจะหนีไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้วเช่น ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศกัมพูชา เชื่อว่ายังมีอีกหลายรายที่หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย

keyboard_arrow_up