หนุ่มขโมยบิ๊กไบค์เปิดใจ แค้นเสียเปรียบเซ้งร้าน งงโดนข้อหา ขอตั้งหลักก่อนมอบตัว (คลิป)

จากกรณี หนุ่มแอบเข้ามาขโมยรถบิ๊กไบค์ ซึ่งเป็นรถของตัวเองที่ขายให้กับคนอื่นไปแล้ว แต่กลับอยากได้คืน โดยภาพจากกล้องวงจรปิด สามารถจับภาพวินาทีที่ขับรถออกไปได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้ ชายรายดังกล่าวได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้แลกรถกับการเซ้งต่อร้านอาหารจากผู้เสียหาย แต่ปรากฎว่าร้านได้หมดสัญญา จึงรู้สึกเหมือนถูกหลอก จนต้องขโมยรถของตัวเองกลับมา นอกจากนี้ ผู้เสียหายเคยเปิดใจกับทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ว่า ผู้ต้องหาเป็นคนอยากได้ร้านอาหาร และเสนอแลกกับรถบิ๊กไบค์เอง โดยทราบเงื่อนไขทุกอย่าง และเป็นฝ่ายที่ไม่ยอมไปต่อสัญญากับเจ้าของที่เอง

ล่าสุด วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 นายวรวุฒิ ไกรมะณี ผู้ขโมยรถบิ๊กไบค์ เปิดเผยว่า เรื่องร้านอาหารทาง นายสมชาย สินนา ผู้เสียหาย เป็นคนเสนอมาเอง ว่าอยากให้ตนเข้าไปทำกิจการ โดยเป็นร้านเช่าเซ้ง หากตนไม่มีเงิน ให้นำรถจักรยานยนต์มาแลก ตอนแรกตนอยากจะเซ้งด้วยเงินสด และพยายามนำรถบิ๊กไบค์ไปขาย เพื่อจะได้มีเงินติดตัว แต่เมื่อไปบอกขาย พบว่า มีการประเมินราคาแค่ 80,000 บาท

นายวรวุฒิ ไกรมะณี ผู้ขโมยรถบิ๊กไบค์

หลังจากนั้น ก็ได้คุยกับนายสมชายอีกครั้ง ซึ่งนายสมชายก็พยายามพูดหว่านล้อม ให้ตนยอม โดยอ้างว่า หากตนเข้ามาทำจะต้องรวย เพราะทำเลดี จนตกลงยอม แลกรถกับการเซ้งร้านอาหาร และมีการโอนชื่อกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ซึ่งวันที่โอนรถและทำสัญญา นายสมชายยังให้เงินตนมาตั้งตัวจำนวน 10,000 บาท
หลังจากนั้น ผ่านไปประมาณเกือบ 1 เดือน เจ้าของที่แจ้งมาว่าร้านกำลังจะหมดสัญญา ซึ่งตนตกใจมาก เพราะตอนทำสัญญา นายสมชาย ไม่ได้บอกมาก่อนว่าร้านกำลังจะหมดสัญญา จึงพยายามติดต่อให้เข้ามาพูดคุย โดยนายสมชายรับปากว่าจะคุยกับเจ้าของที่ให้ แต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้า กระทั่งเวลาผ่านไปอีกเป็นสัปดาห์ เจ้าของที่ได้แจ้งว่า ไม่สามารถต่อสัญญาได้แล้ว ให้ตนย้ายออกไปเพราะมีคนใหม่จะเข้ามา

ตนจึงโทรหานายสมชาย บอกว่าให้มาคุยกัน 3 คน กับตน และเจ้าของที่ ทางผู้เสียหายก็ไม่ยอม จึงบอกว่า หากเคลียร์ไม่ลงตัวจะขอรถคืน ซึ่งคู่กรณีบอกว่า ถ้าอยากได้คืนก็ต้องจ่ายเงินในราคาประเมินรถ 80,000-100,000 บาท
ตนอยากจบเรื่องเพราะคิดว่าไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว จึงขอเงิน 20,000 บาท เพื่อจะกลับไปทำงานต่างจังหวัด ซึ่งนายสมชายก็ได้โอนเงินมาให้

หลังจากนั้น นายวรวุฒิบอกว่า ตนยังหวังที่จะได้รถคืนมาโดยตลอด กระทั่งมีโอกาสได้มาทำธุระที่กรุงเทพฯ จึงเข้ามาขโมยรถที่บ้านนายสมชาย โดยใช้กุญแจสำรองขับออกไป ทั้งนี้ยอมรับว่าเคยโกหกนายสมชายเรื่องกุญแจสำรองหาย เพราะตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเอาไปเก็บไว้ที่ไหน
ตอนที่เข้าไปขโมยรถ ไม่ได้วางแผนแต่อย่างใด ทราบดีว่ามีกล้องวงจรปิดจับหน้าตนได้ และตั้งใจให้ผู้เสียหายเห็น เพราะไม่ได้คิดจะขโมยไปขาย แต่จะเอาไป เพื่อให้อีกฝ่ายออกมาคุยกันดีๆ คิดว่าจะคืนเงิน จำนวน 30,000 บาท ที่ผู้เสียหายให้มารวมกัน 2 ครั้ง เพื่อจะได้จบเรื่อง

กล้องวงจรปิดจับภาพได้ขณะนายวรวุฒิ กำลังขโมยรถบิ๊กไบค์

ซึ่งฝั่งผู้เสียหายก็ติดต่อมา ตนได้แจ้งไป แต่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ตนจึงเสนอว่า จะหาเงินมาให้ 50,000 บาท แต่ขอรถคืนได้หรือไม่ ฝั่งผู้เสียหายก็ยังไม่ยอม และบอกให้เอารถมาคืนดีๆ ผู้เสียหายจะไม่แจ้งความ หรือเอาเรื่องแต่อย่างใด ตนจึงนำรถมาคืนเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยโทรแจ้งและนำไปจอดไว้ที่หน้าบ้าน
ทั้งนี้ นายวรวุฒิ ยังกล่าวว่า เหตุที่อยากได้รถคืน ไม่เกี่ยวว่ารักรถมาก แต่อยากได้คืนเพราะรู้สึกเสียเปรียบเท่านั้น

ขณะที่ ทีมข่าวได้แจ้ง นายวรวุฒิ ว่า เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับตน ในข้อหาลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายวรวุฒิ บอกว่าเพิ่งทราบเรื่องและรู้สึกตกใจ โดยนายวรวุฒิ ระบุ ว่า เตรียมเข้ามอบตัวในเร็วๆนี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

 

ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ ผู้กำกับการ สน.ลาดพร้าว เปิดเผยว่า คดีดีงกล่าว ศาลได้อนุมัติหมายจับเรียบร้อยแล้ว แม้ผู้ต้องหาจะนำรถมาคืน แต่ว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว และมีหลักฐานชัดเจน อีกทั้งเป็นคดีอาญา ไม่สามารถยอมความได้  ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องเร่งดำเนินการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี ส่วนโทษจะเป็นอย่างไรนั้น อยู่ที่ดุลพินิจของศาล

ภาพจุดที่นายวรวุฒินำรถรถบิ๊กไบค์มาจอดคืน

อย่างไรก็ตาม หลังจากคืนรถแล้วทางผู้ต้องหายังไม่ได้ติดต่อขอมอบตัวแต่อย่างใด ส่วนทางผู้เสียหายก็จะต้องดำเนินการประสานเพื่อเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมต่อไป

keyboard_arrow_up