พ่อโจ๋ต่อยผู้หญิง รับลูกชายใจร้อนแต่แก้ได้ ขนาดตนจับแม่กดน้ำ ยังเปลี่ยนเป็นคนดี (คลิป)

จากกรณี คนขับรถแท็กซี่ ได้ร้องเรียนทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.เวลาประมาณ 01.00 น. ขณะขับรถไปรับลูกสาว บริเวณพุทธมณฑลสาย 1 เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ขับมาชนท้าย คู่กรณีจึงโทรศัพท์ตามเพื่อนประมาณ 20 คน มาที่จุดเกิดเหตุ และทำร้ายลูกสาว อายุ 18 ปี ก่อนเข้ามาทุบรถแท็ก ซี่งทางคนก่อเหตุได้ระบุว่า ไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่าหมัดไปโดนได้อย่างไรนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว นายธนากร ภิรมย์ และนายณัฐวุฒิ  รำพึงกิจ

ล่าสุด วันนี้ (20 ธ.ค.60) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเสาธง ได้เข้าจับกุม นายธนากร ภิรมย์ อายุ 23 ปี และนายณัฐวุฒิ รำพึงกิจ อายุ 20 ปี ได้พร้อมกับเพื่อนๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้ แจ้งข้อหา 2 ข้อหา คือ “ร่วมกันทำร้ายร่างกาย” ส่วนนายธนากร ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ “ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์” เพราะไปทุบรถแท็กซี่

ขณะเดียวกัน “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34  ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.45 น.ได้เชิญ นายกฤตภาส รอดหลัก คนขับแท็กซี่ พร้อมด้วยลูกสาว คือ น.ส.พานทอง และ น.ส.กชกร และนายสมชาย ทรัพย์ธำรงค์ อาสากู้ภัย มาร่วมชี้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

นายกฤตภาส รอดหลัก คนขับแท็กซี่ กล่าวยืนยันว่า ไม่ได้ลอยหน้า ลอยตา ตามที่กลุ่มวัยรุ่นบอก เห็นมาเป็นกลุ่ม ตนก็พอรู้ได้ว่าน่าจะไม่ปกติ ก็ตั้งสติ ไม่ได้ตอบโต้อะไร ตอนที่ชุลมุนตนก็กางแขนปกป้องลูกสาวทั้ง 2 คน ช่วงนั้นลูกสาวและตนก็โดนรุมต่อย จนลูกสาวได้รับบาดเจ็บ ไม่ขอเจรจายอมความ  เพราะไม่มั่นใจว่า หากยอมความ แล้วพฤติกรรมของวัยรุ่นที่ก่อเหตุทำร้ายตนและลูก จะเปลี่ยนแปลง  เพราะเป็นการกระทำที่รุนแรงมาก ครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องก็เห็นด้วยที่จะให้เดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้กับผู้อื่นอีก

ด้าน น.ส.พานทอง และ น.ส.กชกร ยอมรับว่า รู้สึกกลัวมาก ยืนยันไม่ได้ต่อว่าวัยรุ่นกลุ่มที่มาทำร้ายก่อน ถ้าขณะนั้นไม่มีกู้ภัยเข้ามาช่วย พวกตนคงไม่รอด ถึงรอดแต่ก็เจ็บหนักอย่างแน่นอน

ด้าน นายสมชาย ทรัพย์ธำรงค์ อาสากู้ภัยที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เล่าว่า ทางกู้ภัยได้ไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าทางกลุ่มวัยรุ่นที่ขับรถจักรยานยนต์สามารถที่จะลุกเดินได้ ทุกอย่างดูปกติ  แต่หลังจากนั้นลุ่มวัยรุ่นที่ตามมาภายหลัง เห็นเพื่อน นอนสลบ เข้าใจว่าเพื่อนที่รถชนนั้น อาการสาหัส ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น

นายสมชาย ยืนยันได้ว่าทางฝั่งครอบครัวของแท็กซี่ไม่ได้เริ่มก่อนและไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด มีเพียงแต่ทางกลุ่มวัยรุ่นที่พยายามจะโวยวายและเข้าทำร้าย ช่วงนั้นค่อนข้างชุลมุน เพราะมีกลุ่มวัยรุ่นได้เดินทางมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆรวมกว่าหลายสิบคน

ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของนายณัฐวุฒิ รำพึงจิต หรือ น้องแฟร้ง อายุ 20 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนขับแท็กซี่และชกหน้าลูกสาวของคนขับแท็กซี่ ย่านบางแวก ได้พบกับนายสมคิด (นามสมมติ) อายุ 49 ปี พ่อของน้องแฟร้ง เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ น้องแฟร้ง เล่าให้ตนฟังว่า เพื่อนถูกรถชน ตนจึงได้ถามไปว่า แล้วจะทำอย่างไร ขณะนั้นตนเห็นว่าลูกแสดงอาการเครียดแทนเพื่อน เพราะรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนขับไปชน เป็นรถของรุ่นพี่คนหนึ่งที่ชื่อว่า “อ้วน” ลูกชายเกรงใจรุ่นพี่คนนี้มาก เพราะรุ่นพี่คนดังกล่าวเป็นคนที่ฐานะดีและลูกชายนับถือ ประกอบกับลูกชายเป็นห่วงเพื่อนที่เจ็บ

ตอนนั้น นายสมคิด ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องวัยรุ่นที่จัดการกันเองได้ ซึ่งตนเพิ่งมาทราบข่าวเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ผ่านทางโลกสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีคนมาเปิดให้ตนดูว่าเป็นลูกเรา หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปหาลูกแถววัดชัยฉิมพลี จึงได้เห็นว่าลูกนั่งอยู่กับ นายธนากร ภิรมย์ หรือ “ดำ” ที่เป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมากว่า 10 ปี

นายสมคิด (นามสมมติ) อายุ 49 ปี พ่อของแฟร้ง

ต่อมา ตนได้เดินไปบอกให้ลูกชาย และนายธนากร เข้ามอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนรู้สึกได้ว่าวินาทีนั้น ทั้งคู่มีอาการกลัว ตนคิดว่าเด็กไม่เคยทำผิดแล้วต้องมาเจอสภาพเช่นนี้ ประกอบกับกระแสสังคมที่แรง ตนคิดว่าทั้ง 2 คนอยากแก้ข่าว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

ทาง นายธนากร หรือ ดำ มีท่าทีเครียดคล้ายกับจะร้องไห้ ซึ่งตนได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น นายดำ บอกว่า ได้เข้าไปถามคนขับแท็กซี่ว่าขับรถมาอย่างไร ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ทางคนขับแท็กซี่บอกว่า จะกลับรถยูเทิร์นไปรับคนอีกฝั่งหนึ่ง พอตนได้ไปถามอีกครั้งหนึ่ง คนขับแท็กซี่กลับพูดจาวนไปมาว่า “จอดรถอยู่ดีๆ แล้วคนขับรถจักรยานยนต์ขับมาชนเอง” นายธนากร จึงโมโห ประกอบเห็นเพื่อนนอนสลบอยู่แล้วไม่มีใครช่วย แล้วทางแท็กซี่มีลักษณะไม่อยากยุ่ง ซึ่ง นายธนากร ยืนยันว่า ไม่ได้ทำร้ายผู้หญิง หรือต่อยผู้หญิง

เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้หญิงก็ด่า แล้วเขายังเดินหนี แต่ที่น้องผู้หญิงหรือลูกสาวคนขับแท็กซี่เจ็บ อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นช่วงชุลมุน เนื่องจากคนห้าม นายธนากร เยอะมาก

นายสมคิด บอกอีกว่า ตนคิดว่าอาจจะโดนลูกหลง ซึ่งตนทราบว่า เมื่อคนเราเห็นพ่อโดนต่อย คนเป็นลูกก็ต้องบังไว้ ขณะที่ต่อย มันอาจจะยั้งไม่ทัน ตนก็ยอมรับว่า ไม่ได้ดูคลิปทั้งหมด

ส่วน แฟร้ง ลูกชายตน ยืนยันว่า ต่อยหญิงสาวไป 1 ที และไม่ได้ทำอะไรมาก ตนเชื่อว่าถ้าลูกทำก็ยอมรับอยู่แล้ว และตนไม่รู้จะพูดอย่างไร เนื่องจาก ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เรื่องจริงเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ โดยที่ผ่านมา ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่รักกันมาก ยอมตายแทนกันได้ รวมถึงคนเจ็บด้วย โดยเวลาที่เพื่อนมีเรื่อง นายธนากร ก็จะไม่ยอม ขนาดที่ผ่านมา แฟร้งเคยโดนถีบรถล้ม นายธนากร ยังมาเรียกแล้วก็ออกไปทันที

โดย เมื่อนายสมคิด ได้ฟังเรื่องที่ทั้ง 2 คนได้เล่าให้ฟัง จึงพยายามบอกว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีทำร้ายร่างกาย เสียค่าปรับไม่เกิน 3,000 บาท เพราะไม่ได้ไปฆ่าเขาตาย

ทำให้ทั้งคู่ยอมไปที่สถานีตำรวจ ตนเป็นผู้พาไปเอง หลังจากนั้นตนก็กลับบ้านทันที จึงไม่ทราบว่าหลังจากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วทั้งสองคนจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ นายสมคิด ยังระบุอีกว่า ตนรู้สึกเฉยๆกับสิ่งที่ลูกเจอ เพราะคดีไม่ร้ายแรง ไม่ได้ฆ่าใครตาย โดยลูกตนผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก ไม่เช่นนั้นตนจะพาทั้งคู่เข้ามอบตัวทำไม ซึ่งอีกคนหนึ่งก็ลูก อีกคนหนึ่งก็เพื่อนสนิทลูก โดยพอเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็พูดไม่ถูก แต่หัวอกคนเป็นพ่อก็รักลูกทุกคน ก็ต้องไปเสียค่าปรับหรือรอขึ้นศาล

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่เคยมีประวัติไม่ดี ทางตำรวจก็มีการตรวจสอบแล้ว ประกอบกับหลังจากตรวจปัสสาวะและแอลกอฮอล์ไม่พบสารเสพติด ส่วนเรื่องทะเลาะตามประสาวัยรุ่นก็มีบ้าง โดยพอเรื่องเงียบๆ แฟร้ง ออกมาจากสน.บางเสาธง ตนก็จะให้ แฟร้ง อยู่แต่บ้าน ไม่ให้ออกไปไหนมาไหนสักพักใหญ่

ท้ายที่สุด นายสมคิด เข้าใจว่าวัยรุ่นใจร้อนทุกคน เพราะอดีตตนยังเคยใจร้อน “ขนาดยังเคยเอาหัวแม่กดน้ำตายเลย”  คำว่าโมโหมันยั้งไม่อยู่ ใครก็ห้ามไม่อยู่ แต่พอโตขึ้นมีครอบครัวก็เริ่มคิดได้

ขณะที่ ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของนายธนากร  หรือ “ดำ” ย่านพุทธมณฑลสาย 1 ปรากฎว่า เจอพ่อและแม่ของดำ และพี่สาวซึ่งเป็นญาติของดำ แต่ไม่มีใครออกมาพูดคุยกับทีมข่าวแต่อย่างใด พร้อมบอกเพียงว่า ยังไม่ขอพูดหรือให้รายละเอียดใดๆ

 

 

keyboard_arrow_up