ครูเคท อึ้งกวดวิชาเข้า ป.1 จ่ายแสน แนะแจ้งจับตีเด็ก แม่เด็กเก่งผิดหวังใช้ชื่อลูกหากิน (คลิป)

กำลังเป็นเรื่องที่มีการแชร์ และวิจารณ์เป็นอย่างมากในสังคมออนไลน์ หลังเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มีผู้ปกครองเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เสียเงินส่งลูกไปเรียนโรงเรียนกวดวิชา ที่สถาบันแห่งหนึ่ง ต้องเสียเงินเป็นแสน โดยระบุว่า สถาบันนี้มักจะใช้ความรุนแรงในการควบคุมพฤติกรรมเด็ก จนหลายครั้งกลายเป็นการทำร้ายร่างกายเด็กจนเกิดรอยช้ำทั่วตัว เพราะคนที่ดูแลเด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้

ล่าสุด วันนี้ (18 ธ.ค.)  “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34  ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.45 น.ได้เชิญ คุณบุ๋ม (นามสมมติ) ผู้ปกครองของเด็กรายหนึ่ง ที่เคยเรียนที่สถาบันกวดวิชาแห่งนี้ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปี 2559 ขณะนั้นลูกตนเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 เตรียมสอบเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนสาธิต ในปีการศึกษา 2560 ขณะนั้น ตนเห็นว่าสถาบันดังกล่าวมีการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก จึงได้พาลูกไปงาน Open House ของทางสถาบัน พร้อมกับสมัครค่าคอร์สเรียนรายปี ในราคา 92,000 บาท

คุณบุ๋ม บอกอีกว่า ที่ผ่านมาลูกของตน ไม่ได้โดนทำร้ายร่างกาย แต่ลูกเห็นเพื่อนคนอื่นถูกทำโทษ และถูกตีหลายคน บางคนโดนให้ยืนกางแขน หน้าห้องเป็นเวลาหลายชั่วโมง ทำให้ช่วงแรงลูกตนไม่อยากไปเรียน ถึงขั้นร้องไห้เมื่อจะพาไปเรียน

ตนจึงใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมว่าการทำโทษไม่เกี่ยวกับลูก ประกอบกับช่วงนั้นผู้ปกครองแจ้งครูด้วยว่า ลูกถูกทำโทษ ครูจึงตีเด็กน้อยลง พร้อมกับให้เหตุผลว่า เด็กไม่นิ่ง และต้องการปรับพฤติกรรมในการเตรียมตัวสอบเข้า

เมื่อลูกตนสอบติดที่โรงเรียนสาธิต ในปีการศึกษา 2560 ด้วยคะแนนสอบ 36 เต็ม 40 คะแนน ทำให้ครูของสถาบันติดต่อมาว่า จะขอนำรูปและชื่อไปโฆษณาลงโปสเตอร์ ตนก็อนุญาต แต่สิ่งที่สถาบันทำคือ นำชื่อลูกตนไปแอบอ้างกับผู้ปกครองท่านอื่นว่า จะต้องลงคอร์สการฟังจะได้สอบติดแบบลูกของตน

คุณบุ๋ม อธิบายว่า คอร์สการฟังเป็นคอร์สย่อย เป็นการสอนฟังนิทาน ปัญหาเชาว์ และคณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมสมาธิในการสอบเข้าโรงเรียนสาธิต ค่าคอร์สมีราคาตั้งแต่ 5,000 – 10,000 บาทเป็นต้นไป แต่คอร์สเรียนรายปี 2560 ราคาถูกเพิ่มขึ้นเป็นคอร์สละ 160,000 บาท ราคานี้รวมค่าคอร์สรายปี และคอร์สย่อยทุกคอร์ส ได้แก่ คอร์สการฟัง คอร์สรูปภาพ และคอร์สแก้บัค ปีที่ผ่านมา ราคาที่ลูกเรียนอยู่ที่คอร์สละ 92,000 บาท สาเหตุที่ราคาสูงขึ้นเป็นเพราะทางสถาบันอ้างว่า ลูกของตนเรียนครบทุกคอร์สจึงสอบติด

ขณะนั้น ผู้ปกครองทุกคนเชื่อว่าหากลงคอร์สดังกล่าว ลูกของพวกเขาจะสอบติดเหมือนลูกตน จึงสมัครเรียน หลังจากนั้น ทางสถาบันใช้ชื่อลูกตนเพื่อโฆษณาขายคอร์สเรียนอื่นอีก ตนจึงมีความรู้สึกว่า ทางสถาบันแอบอ้างชื่อเพื่อขายคอร์สให้กับผู้ปกครองท่านอื่น โดยที่ลูกของผู้ปกครองท่านอื่น ต้องเสียเงินจำนวนหลายบาท แต่ลูกไม่ได้คะแนนดีขึ้น อาจส่งผลให้ ตนถูกเข้าใจว่า มีส่วนได้ส่วนเสียกับทางสถาบัน

ทั้งที่ขณะนั้น ลูกของตนไม่ได้เรียนที่สถาบันแห่งนี้ที่เดียว แต่เรียนหลายที่และตนคอยกวดขันลูกเสมอ ทำให้ลูกสอบติดในปีที่แล้ว

นอกจากนี้ คุณบุ๋ม เล่าว่า ที่ตาเขียวช้ำ ครูบอกว่าไม้บรรทัดไปสะกิดเปลือกตาน้อง จากการที่ลูกโดนตีที่มือ  เป็นการลงโทษ เพื่อปรับพฤติกรรม ซึ่งจุดเด่นของโรงเรียนนี้คือ การปรับพฤติกรรม เพื่อให้เด็กมีความพร้อมในการสอบเข้าเรียนโรงเรียนสาธิต ซึ่งการปรับพฤติกรรมมีหลายวิธี ตนไม่เข้าใจว่าทำในถึงใช้วิธีนี้กับลูกเรา เพราะมันเกินกว่าเหตุจริงๆ ที่ผ่านมาหมดเงินไป 200,000 บาท รวมทั้งคอร์สต่างๆที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ที่ให้ลูกเข้าเรียนเพราะเห็นว่า มีเด็กทื่เรียนอยู่ในโรงเรียนนี้สอบเข้าสาธิได้ จึงยอมจ่ายเงินเพื่อลูกได้เข้าโรงเรียนสาธิต

คุณวุธ (นามสมมติ)  บอกว่า เสียเงินไป  140,000 บาท เพื่อให้ลูกไปเรียนโรงเรียนกวดวิชาแห่งนี้  หวังว่าให้สอบติดโรงเรียนสาธิตชื่อดัง เพราะคิดว่า ผลระยะยาวคุมค่า จะต่อยอดไปตั้งแต่ระดับประถม ระดับมัธยม ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย

ที่ผ่านมาก็มีการเรียนเรื่องเชาว์ โจทย์ปัญหา เป็นต้วหลักในการเข้าไปสอบ ลูก 5 ขวบก็ถูกตีเหมือนกัน แต่ไม่แรงเท่าคุณบุ๋ม ถูกตีที่ฝามือ ออกมาจากห้องก็มีอาการซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน  จึงตัดสินใจลาออก เพราะลูกไม่รู้สึกอยากเรียน คะแนนก็ไม่ดีขึ้นจึงออก โดยที่ยังเรียนไม่จบคอร์ส เงินที่จ่ายไป ก็ไม่ได้คืนทั้งๆ ที่เรียนไม่จบคอร์ส

คุณกิ๊ก บอกว่า ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนกวดวิชา และสอบเข้าสาธิตได้ แต่ลูกก็ไม่ได้เรียนที่เดียว โรงเรียนหลัก และที่บ้านก็มีส่วนพัฒนาลูก สถาบันอื่นก็ดูแลลูกเราเหมือนกัน  ซึ่งการเรียนที่นั่นก็มีคอร์สเล็กๆ งอกขึ้นมา จากที่จ่ายไป 92,000 บาท ก็เป็น 160,000 บาท ซึ่งโรงเรียนได้ ขออนุญาต นำเคสของ ลูกไปโปรโมท แต่ไม่คิดว่าจะนำไปโปรโมทเหมือน เอาไปเป็นการตลาด ถ่ายคลิป ขึ้นโปรเตอร์ โชว์ แล้วยังเชิญชวนว่า ถ้าอยากจะเก่งต้องเรียนอย่างลูกเรา ซึ่งเริ่มผิดทาง โดยการนำไปโฆษณามากเกินไป

ส่วนทางด้าน ดร.เนตรปรียา (มุสิกไชย) ชุมไชโย หรือ ครูเคท เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาครูเคท มาให้คำแนะนำกับผู้ปกครอง โดยบอกว่า โรงเรียน หรือครู ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษเด็กด้วยการเฆียน ตี เช่นนี้ และ ค่าเรียนที่นี้ก็แพงมากเป็น 100 เท่าเมื่อเทียบกับของโรงเรียนตน การที่จะให้ลูกเป็นคนเก่ง ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนโรงเรียนกวดวิชาก็มี คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนก็ไม่ได้ เข้าเรียนโรงเรียนดัง ทุกคนมีโอกาศประสบความสำเร็จได้หมด อยากไปเจาะจงว่าต้องเรียนโรงเรียนดังๆ เท่านั้น การเตรียมตัวลูก คือ พ่อเแม่ควรเลี้ยงลูกให้เป็นคนช่างสังเกต การตีไม่ได้ทำให้ลูกฉลาดขึ้นแต่อย่างไร ถ้าอยาจะให้ลูกสอบได้ควรฝึกด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช้ให้เด็กเรียนแต่วิชาการ

keyboard_arrow_up