สาวใหญ่เตือนภัยแก๊งโจรหื่น อ้างเป็นตำรวจ ยัดยาบ้าลูกชายแลกมี SEX กับแม่ (คลิป)

วันที่ 5 ธันวาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานหลังได้รับการประสานจากเพจ มีด่านบอกด้วยอุบลราชธานี ให้ช่วยนำเสนอข่าวเตือนภัยสังคมกรณีมีหญิงสาววัย 16 ปี ซึ่งเป็นน้องสาวและลูกสาวของตนผู้ตกเป็นเหยื่อชาวอำเภอเขมราฐ ถูกจับเรียกค่าไถ่ โดยแลกกับการให้คนเป็นแม่ไปร่วมหลับนอนกับคนร้ายได้แจ้งข้อมูลเข้ามาทางเพจมีด่านบอกด้วยอุบลราชธานี

น.ส.มิน (นามสมมติ) ลูกสาวผู้เสียหาย

ต่อมาเมื่อเข้าสอบถามนางหน่อย อายุ 40 ปี นายพงษ์ อายุ 17 ปี และ น.ส.มิน (นามสมมติ) 3 คนแม่ลูกเล่าว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างนายพงษ์ ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านเพื่อไปหาภรรยาที่ จ.อุดรธานี โดยใช้เส้นทางถนนยุทธศาสตร์เลียบแม่น้ำโขงอำเภอเขมราฐ-จ.มุกดาหาร

เมื่อรถแล่นมาถึงบริเวณลำห้วยชู บ้านสามแยกถ้ำเสือ ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ พบชาย 3 คน ใช้รถกระบะโตโยต้าสีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน แต่งการคล้ายตำรวจ 1 คน อีก 2 คน แต่งกายด้วยชุดลายพรางแบบทหาร เรียกให้หยุดรถและขอตรวจค้นบริเวณกระเป๋าสะพายหลัง ก็บอกว่าพบยาบ้าจำนวน 10 เม็ดซุกซ่อนอยู่ พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือไปตรวจสอบ


นายพงษ์ได้บอกกับชายกลุ่มดังกล่าวว่า ยาบ้าที่พบไม่ใช่ของตนเอง เพราะไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ชายที่แต่งกายคล้ายตำรวจก็บอกให้นายพงษ์ โทรศัพท์ไปหานางหน่อย มารดา โดยขอให้นางหน่อยรับแอดเฟซบุ๊กเป็นเพื่อนกับชายคนดังกล่าว เพราะจะมีข้อเสนอในการปล่อยตัวนายพงษ์ให้เป็นอิสระ

หลังนางหน่อยรับเฟซบุ๊กชายคนดังกล่าว ก็ได้มีการพูดคุยผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก โดยชายคนนั้นแจ้งว่า เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจ.มุกดาหาร พร้อมข่มขู่จะดำเนินคดีกับนายพงษ์บุตรชาย อย่างน้อยต้องติดคุก 5-6 ปี และต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายทางคดีอีกไม่น้อยกว่า 3 แสนบาท พร้อมยอมรับว่ายาบ้าที่อ้างว่าพบจากกระเป๋าสะพานของลูกชายนั้น เป็นยาบ้าที่ลูกน้องของชายคนดังกล่าวยัดให้กับนายพงษ์เอง

แต่ถ้าไม่ต้องการให้มีเรื่องมีราวและต้องการให้ปล่อยตัวลูกชาย นางหน่อย ต้องมาร่วมหลับนอนกับชายคนนั้นเป็นการแลกเปลี่ยน ทำให้นางหน่อยสงสัยในพฤติกรรม จึงปรึกษากับครอบครัวและสอบถามไปยังสถานีตำรวจแห่งดังกล่าว มีการจับตัวนายพงษ์ไว้หรือไม่ ซึ่งทางสถานีแจ้งว่าไม่มีการจับกุมตัว นางหน่อยจึงเล่าเรื่องให้ฟังและเดินทางไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างนั้น คนร้ายก็ได้ทักเฟซบุ๊กเข้ามาสอบถามนางหน่อยอีกว่า ยินดีรับข้อเสนอของตนหรือไม่

นางหน่อย (นามสมมติ)

นางหน่อย จึงเล่าเรื่องให้ฟังและเดินทางไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างนั้น คนร้ายก็ได้ทักเฟซบุ๊กเข้ามาสอบถามนางหน่อยอีกว่า ยินดีรับข้อเสนอของตนหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้วย จึงแสร้งให้นางหน่อย รับทำตามความต้องการ โดยจะไปเปิดห้องรออยู่ในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง และให้คนร้ายมาพบเพื่อร่วมหลับนอนกัน โดยมีการวางกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบไว้รอจับตัวคนร้าย จนเวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง ไม่เห็นคนร้ายมาพบ

นางหน่อย จึงได้สอบถามคนร้ายทางเฟซบุ๊กว่าจะมาหาหรือไม่ คนร้ายตอบกลับมาว่า มีตำรวจอยู่เต็มรีสอร์ท และได้ปล่อยตัวนายพงษ์ บุตรชายไปแล้ว พร้อมกำชับ นางหน่อย อย่าให้การใดๆกับเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นจะตามไปทำร้ายนางหน่อยและลูกสาวที่บ้านด้วย

สาเหตุที่นางหน่อยออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเกรงคนร้ายจะไปทำกับคนอื่นอีก แต่ก็ไม่ต้องการเอาเรื่องเอาราวกับคนร้ายที่ก่อเหตุ เพราะไม่ได้เสียหายอะไรมาก มีเพียงเงิน 500 บาทของลูกชายที่คนร้ายเอาไปเปิดรีสอร์ทใช้ขังลูกชายไว้เท่านั้น

นายพงษ์ ลูกชายนางหน่อย

ด้านนายพงษ์ ลูกชายนางหน่อยเล่าว่า หลังถูกกลุ่มชายดังกล่าวควบคุมตัว ก็ใช้ผ้าปิดตานำรถจักรยานยนต์ นายพงษ์ ที่ขี่มาขึ้นท้ายกระบะ และตัวนายพงษ์ไปไว้ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งคาดเป็นรีสอร์ทตั้งอยู่แถวถนนอำเภอเขมราฐ-จ.อำนาจเจริญ ระหว่างถูกคุมตัวอยู่ในห้องคนร้ายได้นำน้ำที่มีรสชาติขมมาให้ดื่ม ทำให้มีอาการมึนงงและง่วงนอน แต่ได้ยินคนร้ายพูดคุยกันบางตอนต่อว่า คนเป็นลูกพี่ทำไมต้องทำอย่างนี้ ไม่งั้นก็ได้เงินไปใช้กันแล้ว

จนไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ได้ยินคนร้ายบอกว่า จะปล่อยตัวนายพงษ์ให้หาทางกลับไปบ้านเอง โดยได้ทิ้งรถและโทรศัพท์ นายพงษ์ ไว้ให้ด้วย หลังจากนั้นก็หลับไป มารู้สึกตัวอีกทีเช้าวันต่อมา จึงขับรถออกมาจากรีสอร์ทมุ่งหน้ากลับบ้าน โดยจำไม่ได้ว่ารีสอร์ทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใด ทราบเพียงว่าตนเองขับรถมุ่งหน้ามาตามถนน จ.อำนาจเจริญ-เขมราฐ เพราะยังมีอาการมึนงงกับฤทธิ์ยาที่คนร้ายผสมน้ำให้ดื่ม แม้ขี่รถกลับมาถึงบ้านก็ยังมีอาการง่วงนอนอยู่

จึงอยากฝากบอกผู้ใช้รถผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์เขมราฐ-จ.อำนาจเจริญ หากมีคนแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุดรถในที่เปลี่ยว ไม่ควรหยุดรถ เพราะไม่รู้เป็นเจ้าหน้าที่หรือเป็นคนร้าย หากเป็นเจ้าหน้าที่จริง และต้องการจับกุมก็คงขับรถไล่ติดตามเอาเอง นายพงษ์กล่าวเตือนในที่สุด

keyboard_arrow_up