แฉ! ธุรกิจขายฝันสอนเหยื่อท่องบทลวงคนมาลงทุน อึ้งให้เด็ก 17 โกหกแม่หนี้ท่วม หวังสูบเงิน (คลิป)

หลังจาก ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ออกมาเปิดโปงธุรกิจขายฝัน อวดอ้างขายผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ทำให้ผิวขาว แถมยังทำทุกทางให้คนตกเป็นเหยื่อ โดยเอาความหวังอยากรวยมาเป็นเครื่องมือล่อ จนกลายเป็นกระแสข่าวที่กำลังโด่งดังในสังคมออนไลน์นั้น ล่าสุด รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.45 น. ได้เชิญผู้เสียหาย มาเปิดใจถึงสาเหตุที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก

นางสาวเอ (นามสมมติ)

ทั้งนี้ นางสาวเอ (นามสมมติ) บอกว่า ตนเองสูญเสียเงินไปเป็นจำนวน 300,000 บาท แม้จะ ได้สินค้าครบ ได้ไอโฟน 6 เอสพลัส 1 เครื่อง รวมแล้วประมาณ 30,000 บาท และยังได้เงินกลับมาประมาณ 12,000 บาท แต่รวมแล้วก็ยังขาดทุนอยู่ดี เพราะทางบริษัทนำตัวเลขรายได้มาจูงใจ จึงหลงเชื่อร่วมทำธุรกิจด้วย

น.ส.ส้ม (นามสมมติ)

ด้าน น.ส.ส้ม (นามสมมติ) ผู้เสียหายอีกราย ที่สูญเสียเงินกว่า  300,000 บาท และได้ลาออกจากงาานประจำ เพราะเชื่อมั่นว่าธุรกิจดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับตนเองจำนวนมาก ว่า ทางบริษัทได้พูดจาโน้มน้าวด้วยการนำตัวเลขรายได้มาหลอกเช่นกัน โดยบอกว่าจะมีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท หากหารายชื่อมาให้ 20 รายชื่อ และให้ตนไปถ่ายรูปกับรถหรูเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้น่าเชื่อถือว่าได้เงินมาจากการทำธุรกิจ เพื่อชักชวนคนกลุ่มดังกล่าวเข้ามาร่วมทำธุรกิจ

น.ส.เดียร์

ขณะที่ น.ส.เดียร์ บอกว่า ตนสูญเสียเงินไป 19,000 บาท  ทางเจ้าหน้าที่บริษัทได้ทักเฟซบุ๊กไปหาเพื่อน เพื่อชักชวนให้เข้าอบรมร่วมทำธุรกิจ พร้อมกับบอกว่า ถ้าอยากได้กำไร 10,000 -20,000 บาทต่อเดือนบวกค่าคอมมิสชั่น จะต้องเป็นแอมบาสเดอร์ แต่ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทก่อนเป็นจำนวน 36,000 บาท

โดยในต้นแรกเจ้าหน้าที่ได้ พูดจา หว่านล้อม ให้นำของมีค่า เช่น นาฬิกา โน๊ตบุ๊ก ไปจำนำ และยังให้ไปโกหก หรือไปขโมยเงิน พ่อแม่ เพื่อนำเงินมาร่วมลงทุน พร้อมกันนั้นยังได้ให้ตนไปไปทักเฟซบุ๊กเป็นเพื่อนกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง เพื่อชักจูงให้เข้าร่วมอบรม และทำธุรกิจดังกล่าวไป เพื่อ ขยายเครือข่ายออกไปเป็นลูกโซ่ ตนเองก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นตามเครือข่ายนั้นๆ

นอกจากนั้น นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ยังได้ให้สัมภาษณ์ในรายการต่างคน ต่างคิด ว่า การกระทำของบริษัทดังกล่าวเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เพราะเป็นการชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนโดยไม่เน้นขายสินค้า แต่เป็นการเน้นการระดมทุนเข้าร่วมเครือข่าย เข้าข่ายผิด พรบ.ขายตรง

ส่วนภาพที่ถ่ายรูปกับรถหรูเป็นการสร้างภาพให้เห็นว่าทำธุรกิจนี้แล้วรวย เพราะหลังจากที่มีการตรวจสอบรถหรูที่มีการถ่ายรูปโชว์ ปรากฎว่า รถ BMW Z4 ป้ายดำเป็นรถของผู้หญิงคนหนึ่งจดทะเบียนกับไฟแนนซ์ ซึ่งถูกนำมาสร้างภาพให้หลงเชื่อ เพราะคนที่จะมีรถหรูได้จะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสนบาท

น.ส.สอง (นามสมมติ)

น.ส.สอง (นามสมมติ) ผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง บอกว่าตนเองทำได้ 2 วันหมดเงินไป 5,000 บาท เพราะว่าไหวตัวทัน ทางบริษัทให้ไปหาคน ตนก็ไปปรึกษาเพื่อนๆก็บอกว่าถูกหลอกแล้ว จึงหยุดทำ

น.ส.อิ่ม (นามสมมติ)

ขณะที่ น.ส.อิ่ม (นามสมมติ) ผู้เสียหาย บอกว่า สูญเสียเงินไป 27,000 บาท มีแหวนครึ่งสลึงอีก 1 วง เพราะว่า ทางบริษัทบอกว่าถ้าไม่มีเงินก็ให้ถอดแหวนวางมัดจำไว้ตำแหน่งไว้ก่อนเพื่อล็อกตำแหน่งไว้ให้ เพื่อคนอื่นเข้ามาจะได้มาเป็นเครือข่ายเรา เพื่อจะได้เปอร์เซ็นสูง เราก็บอกว่าเราไม่มีเงิน ต้องเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่ายิ่งมีลูกก็ต้องทำนะ ทนได้หรือ ลูกป่วยลูกไม่มีเงินกิน เราก็ร้องไห้ เพราะอารมณ์อ่อนไหวมากเมื่อพูดถึงลูก ก็คิดไม่ถึงว่าจะถูกหลอก

ทั้งนี้ หลังจบรายการต่างคน ต่างคิด นายสามารถ ยังได้พูดคุยกับทางผู้เสียหายอีกหนึ่งราย อายุ 17 ปี ที่ได้เปิดเผยว่า ทางบริษัทดังกล่าวเหมือนอ้างว่าให้ตนทำงานโปรโมทสินค้า แต่เมื่อได้เข้าไปฟังอบรมต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 300 บาท ต่อคน พร้อมกับจะมีการชักชวนให้ทำธุรกิจเหมือนเป็นการมัดมือชกและให้โกหกแม่ เพื่อจะให้นำเงินมาลงทุน พร้อมกับบอกว่า ถ้าลงทุน 36,000 บาท จะได้ค่าโปรโมทสินค้าสัปดาห์ 2,000-8,000 บาท และพยายามให้ตนหาเงินให้ได้ จนกระทั่งตนได้ไปให้แม่เอาทองไปจำนำ

น.ส.ส้ม ผู้เสียหายจากกรณีธุรกิจขายฝัน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังจบรายการต่างคนต่างคิด โดยเปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวมีการฝึกวิธีการพูดชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนธุรกิจกับตน โดยมีสคริปต์ให้ 2 แบบ คือ 1. แบบออฟไลน์ ลักษณะออฟไลน์ คือ จะเป็นการพูดชักชวนคนสนิท เช่นเพื่อน หรือญาติ โดยใช้ภาษาเป็นกันเองกว่า เช่น การโทรชักชวนเพื่อน พร้อมพูดว่า “ฮัลโหลมึง ตอนนี้ทำอะไรอยู่ สบายดีไหม ตอนนี้กูมาทำงานอยู่ตัวหนึ่ง รายได้ดีเลยนะโว้ย สนใจมาทำหรือเปล่า” ซึ่งถ้าหากสนใจ ขั้นตอนต่อไปจะให้อธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้า แล้วพูดโน้มน้าวว่างานทำได้ง่าย แค่ทำผ่านออนไลน์ เพียงแค่นำข้อมูลของสินค้าไปโปรโมทบนสื่อออนไลน์ ประมาณว่า

“งานของเราทำด้านโปรโมทสินค้าพวกอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ลดน้ำหนัก ผิวพรรณ แค่นำข้อมูลไปโปรโมทบนโลกออนไลน์ รายได้ก็จะมี 2 ช่องทาง ช่องทางแรกเป็นกำไรในการขาย ช่องทางที่สองเป็นค่าคอมมิสชั่น ซึ่งจะแบ่งจ่ายทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ถ้าเราโอเค เดียวพี่จะนัดไปที่ออฟฟิศ แค่เตรียมเอกสาร และค่าลงทะเบียน 300 บาท”

ส่วนแบบที่ 2.แบบออนไลน์ การทำลักษณะเช่นนี้คือการทำผ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม บริษัทดังกล่าวจะแนะนำให้แอดไปหาบุคคลที่ดูแล้วว่ามีลักษณะโปร์ไฟล์ดี เมื่อรับเป็นเพื่อนจะทักไปพูดคุย ทำนองที่ว่า “สวัสดีค่ะ ชื่ออะไร เราชื่อส้มนะ ตอนนี้เรามีงานอยู่ตัวหนึ่งเป็นเกี่ยวกับการโปรโมทสินค้า” จากนั้นจะส่งรูป เช่น รูปถ่ายกับรถหรู หรือรูปสินค้า เมื่ออีกฝ่ายสนใจ ก็จะขอเบอร์โทรศัพท์ เพื่อพูดคุยทางโทรศัพท์อีกครั้งโดยใช้สคริปต์เดียวกับออฟไลน์ แต่ภาษาเป็นกึ่งทางการกว่า

ทั้งสองรูปแบบ ถ้าหากใครสนใจ ตนก็จะต้องบอกให้เตรียมเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหน้าบุ๊กแบงก์ พร้อมเงินค่าลงทะเบียนไปคุยรายละเอียดการทำงานเพิ่มเติมที่บริษัท โดยหลังจากขั้นตอนนี้ ตนก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว

สำหรับการพูดโน้มน้าวให้คนเข้ามาร่วมเครือข่าย บริษัทจะมีการทดสอบก่อนนำไปปฏิบัติจริง ด้วยการให้คนโทรศัพท์ มา แล้วให้ลองพูดเชิญชวน เสร็จแล้วจะมีการแนะนำว่าจะต้องปรับการใช้คำ หรือปรับให้เข้ากับตัวบุคคลอย่างไรบ้าง

สคริปต์ที่ให้ทางผู้เสียหายท่อง

นอกจากนี้ เมื่อทางผู้เสียหาย ได้ตกลงที่จะร่วมเข้าฟังอบรมแล้ว ทางบริษัทจะนำแผ่นกระดาษมาให้ทางเหยื่อเขียนบท เพื่อนำไปท่องจำ ใช้สำหรับชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาร่วมธุรกิจดังกล่าว อาทิ “มาสมัครทำงานออนไลน์ มันไม่ง่ายจริงไหมค่ะ เพราะจะมีผู้ประสบความสำเร็จที่มียอดประมาณหลักแสนบาทมาสอน ไม่ต้องห่วงนะคะ” พร้อมกับยกตัวอย่าง พี่เอ้ อดีตแอร์โฮสเตส มีรายได้ขณะทำงานประจำ 80,000 บาท แต่เมื่อมาทำงานกับทางบริษัทตนมีรายได้สูงถึง 150,000 บาท หลังจากนั้นบุคคลที่ถูกเอ่ยชื่อได้แสดงตัวออกมา พร้อมกับพูดจาโน้มน้าวเพิ่มความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้เดินทางไปที่ดังกล่าว พบว่าบรรยากาศบริษัทดังกล่าวไม่มีกลุ่มวัยรุ่นเดินเข้า-ออกเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงรถฟอร์ดจอดอยู่ด้านหน้าบริษัทเพียงคันเดียวเท่านั้น จากการสำรวจของทีมข่าว พบว่า ด้านในมีพนักงานบางส่วนเฝ้าอาคารอยู่ แต่หลีกเลี่ยงการจอดรถหน้าตึก ทันทีที่เห็นทีมข่าวพนักงานได้เข้ามาแจ้งว่า ยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล เพียงกล่าวสั้นๆว่าจะมีการแถลงข่าวเร็วๆนี้  พร้อมกับเชิญให้ทีมข่าวกลับไปก่อนและไม่อนุญาติให้เข้าไปบันทึกภาพภายใน

ระหว่างยืนคุย ทีมข่าวได้สังเกตเห็นว่า ด้านในมีการเคลื่อนย้ายสิ่งของภายในออกไปแล้ว และที่เห็นได้ชัด คือ ไม่มีพนักงานเข้ามาทำงาน แต่อย่างใด สอดคล้องกับรายงานข่าวของทีมข่าวอมรินทร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ธ.ค.) พบว่าเวลาประมาณ 22.00 น. มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ เข้ามาขนย้ายสิ่งของภายในบริษัทดังกล่าวอย่างเร่งด่วน แต่ไม่ทราบว่าขนย้ายไปที่ใด

keyboard_arrow_up