ยายฮึดสู้ขอลากคอ “เจ๊ ส.” แก๊งดอกโหดเข้าคุก ให้พวกคนรวยรู้รสความทุกข์(คลิป)

จากเรื่องราวของ “เจ๊ ส.” นายทุนโหด ในจ.นครพนม ที่มีเหยื่อออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของนายทุนอย่างต่อเนื่อง จากการไล่ยึดที่ดินของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกกังวลต่อเรื่องราวดังกล่าว หลังจากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการ ชาวบ้านจึงเดินหน้าเอาผิดกับ “เจ๊ ส.” ให้ได้ โดย นางสาริกา คนฉลาด วัย 69 ปี ชาวจังหวัดนครพนม เป็นคนที่เดินหน้าสู้จนได้รับชัยชนะ แล้วฟ้องกลับนายทุนโหด จนศาลชั้นต้นพิพากษาสั่งจำคุก “เจ๊ ส.”เป็นเวลา 2 ปีเรื่องอยู่ในระหว่างอุทธรณ์พิจารณา ซึ่งจะนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้

สาริกา คนฉลาด เหยื่อแก๊งเงินกู้โหด

ในวันนี้ (15 พฤษภาคม 2560) เวลา 18.50 น. นางสาริกา คนฉลาด เหยื่อแก๊งเงินกู้โหด ได้ออกมามาเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผ่านรายการ ต่างคนต่างคิด ว่า ได้มีนายหน้าจัดหางานมาชักชวนลูกเขยกับลูกสาวของตนให้ไปทำงานที่ประเทศเกาหลี แต่ต้องเสียค่านายหน้าจึงได้นำโฉนดที่ดิน จำนวน 3 แปลงไปจำนอง โดยราคาที่ดินทั้ง3แปลงรวมกันเป็นเงิน 580,000 บาท แต่เมื่อจดจำนองเสร็จก็ได้รับเงินเพียง 520,000 บาท ถูกหักดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 บาทที่เหลือเป็นค่าดำเนินการจดจำนองและค่านายหน้ารวมเบ็ดเสร็จเป็นเงิน 6 หมื่นบาท เมื่อถึงกำหนดก่อนรับเงินนายทุนได้ให้เซ็นสัญญาค้ำประกันเงินกู้ เป็นจำนวนเงินอีก 870,000 บาท โดยนายทุนอ้างว่าทำกันไว้เฉยๆ ไม่เป็นอะไร หากไม่ยอมเซ็นก็จะไม่ได้เงิน จึงต้องเซ็นไป

สาริกา เหยื่อแก๊งเงินกู้ ได้นำโฉนดที่ดิน จำนวน 3 แปลงไปจำนอง

ต่อมาลูกสาวกับลูกเขยของตนถูกส่งกลับจากประเทศเกาหลี จึงไปกู้เงินกับกองทุน หมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน (อชก.) และได้รับการอนุมัติจึงนำเงินไปขอปลดหนี้กับนายทุน แต่ นายทุนกลับใช้เล่ห์เพทุบาย นำเอายอดเงินในสัญญาที่ทำเพิ่มทีหลังมาบวกเพิ่ม รวมเป็นเงินประมาณ หนึ่งล้านสี่แสนบาท ซึ่งตนขอชำระเท่าที่ได้กู้มาจริงแต่นายทุนก็ไม่ยอม หลังจากนั้นนายทุนก็ให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนม บังคับจำนอง เป็นจำนวนเงิน 1,238,125 ตนก็ได้ต่อสู้คดีมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงศาลฎีกาพิพากษาให้ตนชำระหนี้เพียงแค่ 520,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับไปจริงและได้ชำระเรียบร้อยแล้ว

สาริกา ยัน ต้องเอาคนผิดเข้าคุก

หลังจากนั้นตนจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองนครพนม ตนจึงจ้างทนายฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนครพนมเอง โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2559 ให้นายทุนและลูกน้องที่เป็นพยานเท็จให้ ต้องโทษติดคุก 2  นางสาริกา ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่าช่วงระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นี้ทางกลุ่มนายทุนได้ส่งคนมาขอให้ตนยุติคดี โดยจะยอมจ่ายเงินชดเชยให้ 3 ล้านบาท แต่ถูกตนปฏิเสธไปโดยเห็นว่าคนยากคนจนถูกนายทุนรายนี้เอารัดเอาเปรียบมามากแล้ว พร้อมบอกให้ลูกหนี้ที่เหลือ จะเอาคนรวยติดคุกให้ได้ อยากรู้ว่าคนรวยติดคุกมันจะลำบากไหม อย่าไปยอมเขานะ ถ้าสู้เราจะชนะ ถ้าเราไม่สู้เราจะเสียของ เสียทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องสู้ รวมตัวกันสู้ คนรวยทำผิดต้องติดคุก

บุญอุ้ม วงส์ยา เหยื่อแก๊งเงินกู้

นาง บุญอุ้ม วงศ์ยา เหยื่อแก๊งเงินกู้ ที่นำโฉนดที่ดินไปจำนองให้กับนายทุนเพื่อช่วยเหลือน้องเขยที่ป่วย และถูกนายทุนหลอก แต่โชคดีที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาไกล่เกลี่ย พร้อมได้ทุนกองทุนยุติธรรมต่อสู้คดีที่ศาล จ.นครพนม ฟ้องนายทุน ที่บังคับจำนองเป็นเงินต้น 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 76,537 บาท รวม 196, 537 บาท ต่อมาศาลพิพากษาให้ตนชำระหนี้เพียง 48,600บาท ตามที่ได้รับไปจริงๆ จึงไปหยิบยืมเงินจากญาติพี่ไปไถ่ถอนทีดินกลับมาได้ในที่สุด แม้ไปที่ศูนย์ดำรงธรรมแต่กลับไม่มีความคืบหน้า และอยากให้คนที่เป็นหนี้ลุกขึ้นมาสู้เพื่ออิสรภาพ อยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่ต้องไปกลัวเขา พร้อมถามกลับว่าทำไมเขาไม่ดูแล ทำไมเขามาขูดเลือดขูดเนื้อเรา ถ้าไม่มีศีลธรรม เขาก็ไม่ใช่คน

วิทยา มีดี ตัวแทนเหยื่อแก๊งเงินกู้โหด ได้เล่าเรื่องราวของพัด เหยื่อแก๊งเงินกู้

ด้าน วิทยา มีดี ตัวแทนเหยื่อแก๊งเงินกู้โหด เล่าว่า นายพัด จันทะพินิจ อายุ 79 ปี ชาวจ.นครพนม เป็นเหยื่ออีกรายหนึ่งเพราะนายพัดมีแนวคิดที่จะทำโรงสีข้าวขนาดเล็กไว้ที่บ้านเพื่อเอาไว้สีข้าวให้กับตัวเอง จึงไปขอกู้เงินจำนวน 6 หมื่นบาทกับ “เจ๊ ส.” โดยได้นำโฉนดที่ดินไปจดจำนองไว้เป็นประกัน ซึ่งนายทุนมีข้อแม้ว่าจะต้องทำสัญญาจดจำนองกับสำนักงานที่ดิน เป็นจำนวนเงิน 1.2 แสนบาท โดยนายทุนก็เอาเงินมามอบให้ตนเพียง 48,600 บาท ขาดไป 11,400 บาท โดยอ้างว่าได้หักไว้เป็นค่าดอกเบี้ย ตนจึงนำเงินไปชำระหนี้เพื่อขอไถ่ถอนที่ดินคืน แต่ไปหาครั้งใดก็จะเจอคำพูดบ่ายเบี่ยงเสมอ นายทุนกลับบอกว่าตนผิดสัญญาพร้อมกับยึดที่ดิน  กระทั่งทางจังหวัดนครพนมเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย มีลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากนายทุนรายนี้ในขณะนั้นประมาณ 15 ราย แต่ได้รับการไกล่เกลี่ยเพียงรายเดียวเท่านั้น

สมหมาย วงมะแสน ทนายความ

สมหมาย วงมะแสน ทนายความ บอกว่า “เจ๊ ส.” นายทุนนั้นมีความผิดฐานพรบ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560  โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเป็นกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และหากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า โดยศาลอุทธรณ์จะนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ เวลา 09.00 นาฬิกา

 

keyboard_arrow_up