ความหวังครั้งใหม่! ชาวบ้านดีใจ ‘วัดสวนแก้ว’ ฮึดสู้ ยื่นคำร้องขอครอบครอง ‘ที่ดินถุงกล้วยแขก’ อีกครั้ง (คลิป)

จากกรณีที่วัดสวนแก้ว เดินหน้าสู้คดี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอครอบครองปรปักษ์ ที่ดินถุงกล้วยแขกอีกครั้ง หลังศาลจังหวัดนนทบุรี เคยมีคำพิพากษาเพิกถอนกรรมสิทธิ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน

คดีนี้เริ่มเรื่องจากมีคนๆนึงไปอาศัยที่ญาติอยู่ที่ดินอยู่ติดวัด ต่อมาคนนี้ไปยื่นเรื่องฟ้องครอบครองปรปักษ์ เอาที่ดินมาเป็นของตน ต่อมาก็เอามาขายวัด ใน ปี 2547 ซึ่งทาง พระพยอมก็ซื้อได้โฉนดมา พอญาติเจ้าของที่เดิมรู้ก็ฟ้องเรียกที่คืน ในปี 2549 คนที่ขายที่ดินก็ไปเซ็นยินยอมว่าไม่ได้ปรปักษ์แล้ว เพราะรู้แก่ใจว่าเป็นของญาติ ทำให้ที่ดินกลับไปเป็นของเจ้าของเดิม โฉนดที่วัดถือเลยเป็นโมฆะ

ผ่านไป 10 ปี เมื่อ ปี 2559 ทางวัดยื่นร้องเรื่องครอบครองโดยปรปักษ์อีกครั้ง แต่ศาลชั้นต้น สรุปว่าวัดไม่ได้ครอบครองโดยปรปักษ์ เพราะเข้ามาอยู่ไม่ถึง 10 ปี

วันนี้ คุณธนัชภัค เมืองชู ผู้สื่อข่าวของเรา เดินทางไปยังวัดสวนแก้ว เพื่อสอบถามเรื่องนี้กับพระราชธรรมนิเทศ (พยอม กัลยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แต่ทราบว่าหลวงพ่อติดกิจธุระอยู่ที่ต่างจังหวัด

ทางทีมงานจึงได้ไปสำรวจที่ดินที่มีข้อพิพาท ซึ่งอยู่ติดถนนบางกรวย-ไทรน้อย ปัจจุบันมีกลุ่มคนใช้ประโยชน์อยู่ร่วมกัน ทั้งคนยากไร้ที่ทางวัดอนุญาติให้เข้ามาอยู่อาศัยในห้องพักคนงานเก่า ตั้งแต่ยังไม่เกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดิน รวมถึงยังมีร้านค้าและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่บริเวณปากซอยที่ติดกับถนนใหญ่ด้วย

ส่วนด้านในมีห้องพักคนงานอีกหลังหนึ่งเป็นบ้านพักสังกะสี ปัจจุบันไม่มีคนอาศัยใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ก่อสร้างของทางวัด

ถัดไปด้านหลังมีการปลูกสวนกล้วยไว้จำนวนหนึ่ง จากการสอบถามทราบว่าเป็นทางฝั่งของเจ้าของที่ที่มีข้อพิพาทกับวัดปลูกอยู่

นายประไพ ติ่งสะ อายุ 55 ปี เป็น 1 ใน 3 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในที่ดินผืนนี้ เล่าให้ทีมข่าวฟังว่าหลังจากที่หลวงพ่อซื้อที่ดินมา ก็เปิดโอกาสให้ผู้ยากไร้ เข้ามาอยู่อาศัยประกอบอาชีพ ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยอาศัยมานานกว่า 11 ปี ตั้งแต่ปี 2549 ก่อนที่จะเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ปัจจุบันตนประกอบอาชีพก่อสร้างและคอยช่วยหลืองานของวัด

นายประไพ ติ่งสะ ชาวบ้านที่อาศัยในที่ดิน

นายประไพเผยอีกว่า ครั้งแรกที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนกรรมสิทธิ์ของวัด ตนรู้สึกเสียใจมากเหมือนไม่ได้รับความธรรม เพราะหลวงพ่อได้เสียเงินไปแล้ว แต่กลับทำอะไรไม่ได้ เท่ากับสูญเสียเงินไปเปล่าๆ ซึ่งกว่าจะได้เงินไปซื้อที่แปลงนี้ ทุกคนช่วยกันด้วยความยากลำบาก เก็บรวบรวมจากเงินทำบุญของหลวงพ่อ ที่ได้มาจากการค้าขายสินค้าของทางวัดบ้าง เงินไม่พอก็ยังไปหยิบยืม เพราะทุกคนรู้ดีว่าหลวงพ่อต้องการนำที่ผืนนี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อคนยากไร้ ซื้อเสร็จยังมีการถมที่ สุดท้ายกลายเป็นวัดไม่มีสิทธิ์ “เราเหนื่อยมาแต่กลับไม่ใช่ของเรา”

พระพยอม

ตอนนี้ตนรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง หลังทราบว่าหลวงพ่อจะกลับมาสู้คดี ตนอยากให้ทางวัดต่อสู้ให้ถึงที่สุด ก็อยากจะรู้ว่าวัดผิดอะไร ทั้งที่ทำถูกต้องทุกอย่าง ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ย. 60) ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากวัด จะไปยื่นเรื่องอุทธรณ์ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี อีกครั้ง

keyboard_arrow_up