ท่าหัวทิ่มดิน หัวใจล้มเหลวได้! หมอยันทำตับไตเสื่อม-พิสูจน์ 40 วิ มึน – ปวดขมับจริง (คลิป)

จากกรณีที่ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลังครอบครัว ออกมาร้องเรียนถึงสาเหตุการเสียชีวิต และไม่พบอวัยวะในร่างกายหลายชิ้น ซึ่งทางครอบครัวอยากขอความชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุการตาย รวมถึงเรียกร้องให้นำกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุออกมาเปิดเผย

โดยพบว่า วันที่ 23 ส.ค. ก่อนที่น้องเมย จะเสียชีวิต ได้ถูกทำโทษหรือธำรงวินัยจากรุ่นพี่ สั่งให้ใช้ศีรษะปักลงพื้นซึ่งเป็นตะแกรงเหล็ก พร้อมกับเอามือไพล่หลัง และยกขาทั้ง 2 ข้างสลับกันไปมา เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง จนสลบต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลนั้น

นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม

ล่าสุด วันนี้ (22 พ.ย.60) ทีมข่าวไปหาคำตอบกับ นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม เปิดเผยว่า ท่าหัวปักพื้น เป็นท่าที่ศีรษะออกแรงกดกับพื้น และมีการโค้งตัวเป็นตัววี ทำให้ศีรษะรับน้ำหนักมาก มีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงสมองมีแรงกดดันมากขึ้น จนอาจทำให้เกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดในสมอง ผลข้างเคียงคือ อาการปวดมึนศีรษะ คอแข็ง ตามัว เบลอ เห็นภาพซ้อน ชักเกร็ง และอ่อนแรง

ส่วนกระดูกคอ ถ้าหากรับน้ำหนักผิดปกติจากแรงกด อาจทำให้เคลื่อนที่ แล้วเส้นประสาทคอที่เลี้ยงกระบังลม จะมีผลต่อเส้นประสาทคอ ที่เชื่อมต่อกับกระบังลม อาจมีผลทำให้การหัวใจล้มเหลวได้

ทั้งนี้ อวัยวะช่วงตรงกลางลำตัว ทั้งตับ ไต ม้าม เลือดไปเลี้ยงน้อย อาจทำให้อวัยวะเหล่านี้เสื่อมได้ หากมีการยกขาขึ้นสลับข้างด้วย ยิ่งเป็นอันตราย

นอกจากการกดศีรษะลงบนตะแกรงเหล็ก มีส่วนทำให้ความดันในสมองเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าตะแกรงไม่สะอาด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน

นพ.สิทธา ยอมรับไม่สามารถระบุได้ว่า การทำท่าดังกล่าวเป็นเวลานานเท่าใดจะเกิดอันตราย เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่การทำท่าที่ผิดปกติ ย่อมมีผลต่อการทำงานของร่างกายแน่นอน เพราะระบบไหลเวียนเลือดทำงานผิดปกติ ยิ่งท่าดังกล่าวร่างกายต้องรับน้ำหนักมากขึ้น เลือดเลี้ยงอวัยวะน้อยลง เลือดคั่งที่ศีรษะกับเท้ามากขึ้น เป็นท่าที่ไม่ควรทำ หากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจด้วยแล้ว อาจจะมีผลเรื่องของสภาวะหัวใจอีกด้วย

อาจารย์เจษฎา ผิวสุวรรณ ผู้จัดการโรงเรียน

นอกจากนี้เราได้ไปที่ โรงเรียนกวดวิชาเข้าเตรียมทหาร A.N.A.P. เพื่อไปพูดคุยกับ อาจารย์เจษฎา ผิวสุวรรณ ผู้จัดการโรงเรียน เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนเปิดโรงเรียนกวดวิชาให้เด็กนักเรียนเตรียมความพร้อม สำหรับเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ขณะนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวที่เกิดขึ้น ยังมีนักเรียนเข้ามาเรียนตามปกติ แต่มีบ้างที่นักเรียนมาสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องเมย แต่ตนเองไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเอง

ส่วนนักเรียนที่เข้ามาเรียนอยู่ขณะนี้ ทราบดีว่า การเรียนเตรียมทหาร ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ต้องฝึกระเบียบวินัย และทราบว่า เมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารจะต้องพบเจออะไร

อาจารย์เจษฎา เปิดเผยอีกว่า โรงเรียนกวดวิชา นอกจากมีการสอนเรื่องวิชาการแล้ว ยังมีการฝึกเรื่องระเบียบวินัย การออกกำลังกายปรับพื้นฐานในการเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร ที่โรงเรียนมีการลงโทษนักเรียนบ้าง เช่น การดันพื้น ลุกนั่ง กระโดดตบ การลงโทษทั้งหมดเพื่อความเป็นระเบียบวินัย และฝึกร่างกายให้แข็งแรง ส่วนการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารไม่ได้มีบ่อยครั้ง แต่ตอบไม่ได้ว่าเพราะสาเหตุใด แต่ละรุ่นมีวิธีการลงโทษไม่เหมือนกัน เชื่อว่าทุกคนไม่มีความตั้งใจที่จะให้เด็กบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

โดยนักเรียนที่สอบผ่านเข้าไปในโรงเรียนเตรียมทหาร ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง เพราะต้องผ่านการสอบร่างกายที่ค่อนข้างยาก และตรวจสุขภาพก่อนเข้า หากพบโรคประจำตัวบางโรค จะไม่มีสิทธิ์เป็นนักเรียนเตรียมทหาร

นายกันตภัทร์ ปิติวรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มาเรียนกวดวิชา

ขณะเดียวกันทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายกันตภัทร์ ปิติวรรณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาแห่งนี้ มาประมาณ 6 เดือน เปิดเผยว่า ช่วงที่เห็นข่าวการเสียชีวิตของ น้องเมย รู้สึกตกใจ แต่ไม่ทำให้ความอยากเป็นทหารลดน้อยลงไป เนื่องจากรุ่นพี่ที่รู้จัก ได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังถึงชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหาร ต้องโดนทำโทษอย่างไรบ้าง เช่น โดนทำท่าหัวปัก ดันพื้น และวิดพื้น ส่วนตัวคิดว่า เรื่องดังกล่าวช่วยในการฝึกร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้พร้อมกับสิ่งที่ทหารจะต้องเจอในอนาคต

นายนวพล ฟูคำ อายุ 15 ปี นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มาเรียนกวดวิชา

หลังจากนั้น นายนวพล ฟูคำ อายุ 15 ปี นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนโรงเรียนกวดวิชา ได้ทดลองทำท่าหัวปัก ให้ทีมข่าวดู ลักษณะท่าหัวปักจะมีจุดสัมผัสพื้น เพียง 3 จุด คือปลายเท้าทั้ง 2 ข้าง และศีรษะ แต่ไม่มีการยกขาสลับข้างแต่อย่างใด เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอันตราย โดยนายนวพล สามารถทำได้ท่าหัวปักได้เพียง 40 วินาที เท่านั้น ก่อนจะเลิก เพราะเริ่มมีอาการเจ็บที่ศีรษะ

นายนวพลทดลองทำท่าหัวปักพื้น

นายนวพล ได้เปิดเผยความรู้สึกหลังทำการทดลองว่า มีอาการมึน และปวดศีรษะ เจ็บที่กลางหัว พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยทำท่าหัวปักมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก พร้อมอธิบายว่า ท่านี้ทรงตัวลำบาก ทำให้ร่างกายปวดเกร็งไปทั้งตัว อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายของตัวเอง ยังคงยึดมั่น และอยากเป็นนักเรียนทหาร เพราะเป็นความใฝ่ฝันที่จะรับใช้ประเทศชาติมาตั้งแต่เด็ก

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

ทางด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า การสั่งธำรงวินัยเป็นข้อปฏิบัติตามกฎของกระทรวงกลาโหม เรียกได้ว่า เป็นการฝึกให้ทหารปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น วิ่ง วิดพื้น ลุกนั่ง หรืออาจมีท่าต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตราย

โดยนักเรียนเตรียมทหารปี 1 ต้องเรียนรู้ฐานะเป็นผู้ถูกสั่ง จะได้รู้ขีดจำกัดของร่างกายว่าสมรรถภาพร่างกายของตัวเอง เนื่องจากในอนาคต ต้องไปเป็นผู้บังคับบัญชา เวลาสั่งลูกน้องจะได้รู้ขีดจำกัดของร่างกายของแต่ละคน

ส่วนตัวยอมรับว่า การธำรงวินัยเข้าห้องซาวน่ามีอยู่จริง เพราะตนเคยถูกฝึกมาเช่นนั้น ลักษณะคือการออกกำลังกายในห้องทึบ เช่น ลุกนั่ง วิดพื้น เพื่อให้เหงื่อออก มากกว่าการออกกำลังกายกลางแจ้ง

นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” ผู้ตาย

ทั้งนี้ หลังจากทราบข้อมูลว่า มีการสั่งธำรงวินัยที่เรียกว่า เข้าห้องซาวน่า โดยให้ น้องเมย เข้าไปในห้องสี่เหลี่ยม ที่มืด ลักษณะทึบ ไม่ค่อยมีอากาศถ่ายเท และมีการจุดไฟด้านนอก เพื่อให้ห้องร้อนและรมควัน เรื่องนี้ยืนยันว่า เป็นการกระทำที่ไม่สมควร รวมถึงท่าหัวปักพื้นยอมรับว่า ตนเองไม่เคยทำ และมองว่าการสั่งธำรงวินัยลักษณะนี้ไม่สมควร

อย่างไรก็ตาม พล.ท.คงชีพ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยโรงเรียนได้เรียกรุ่นพี่มาสอบสวนหาข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ต้องรอผลสรุปการสอบสวน รวมทั้งข้อสรุปทางการแพทย์ ถึงจะทราบสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมย้ำว่า ที่ตนออกมาให้ข้อมูล ไม่ได้พูดเพื่อปกป้องใคร ถ้าผิดจริงก็ต้องว่าไปตามผิด

keyboard_arrow_up