ทนายดังไขข้อสงสัย ‘ปฏิเสธเป่าแอลกอฮอล์’ ได้หรือไม่ หวั่นคดี ‘หมอยอร์น’ อาจมีวิ่งเต้นให้เรื่องเงียบ

กรณี นพ.ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศก์เขต 12 กระทรวงสาธารณสุข ขับรถชนนายสมชาย ยามดี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุข และลากร่างไปไกลกว่า 20 เมตร ทำให้นายสมชายได้รับบาดเจ็บสาหัส และในวันเกิดเหตุหมอยอร์นยังปฏิเสธที่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดด้วย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผู้ต้องหาสามารถปฏิเสธการเป่าแอลกอฮอล์ได้หรือไม่

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี จะมาไขข้อข้องใจประเด็นนี้กับ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ซึ่งได้อธิบายให้ฟังว่า ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43 อนุ 2 มาตรา 158, มาตรา 160 ตรี ก่อนปี 2558 ถ้าตำรวจขอให้เป่าแอลกอฮอล์ แล้วไม่เป่า สามารถทำได้ แต่มีโทษปรับ 1,000 บาท แต่หลังจากปี 2558 เป็นต้นมา มีการแก้ไขกฎหมาย คือ ถ้าตำรวจขอให้เป่า แล้วไม่เป่า ตำรวจสามารถสันนิษฐานได้ทันทีว่าเมา แล้วแจ้งข้อหาเมาแล้วขับได้เลย โดยที่ไม่ต้องหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าผู้ต้องหามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินหรือไม่

ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์

อย่างไรก็ตาม หากไม่เมา แล้วขับรถชนคนได้รับบาดเจ็บสาหัส จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ แต่ถ้าเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส จะมีโทษ 2 ปี ไม่เกิน 6 ปี ปรับไม่เกิน 2.4 แสนบาท

ทนายรณณรงค์ กล่าวถึงคดีว่า เกรงว่าในระยะยาวอาจมีการล้มคดี เพราะคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเป็นเพียง รปภ. แต่อีกคนเป็นเจ้าหน้าที่ข้าราชการระดับสูง อาจมีการวิ่งเต้นหลังเรื่องเงียบไปแล้ว จึงกังวลว่า วันเกิดเหตุอาจไม่มีการบันทึก หรือพบหลักฐานกรณีที่หมอยอร์น ปฏิเสธเป่าแอลกอฮอล์ เพราะเป็นข้อต่อสู้สำคัญในชั้นศาล ที่หากไม่มีก็จะทำให้หมอยอร์นหลุดจากข้อหานี้ได้ เช่นเดียวกับกรณี เสี่ยรถเบนซ์ชนรถฟอร์ดของ 2 นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งหลุดจากข้อกล่าวหานี้ เพราะหากมาเขียนบันทึกเพิ่มเติมภายหลัง ก็มีโอกาสสูงที่จะพ้นจากข้อหานี้ และทำให้การรับโทษลดน้อยลงครึ่งหนึ่งด้วย

ทนายรณณรงค์ ยังบอกด้วยว่า เรื่องเมา พิสูจน์ไม่ยาก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความรอบคอบของตำรวจเจ้าของคดีด้วย ว่าได้เรียกคนที่อยู่กับหมอยอร์นในคืนเกิดเหตุมาสอบปากคำด้วยหรือไม่ เพื่อสืบหาข้อมูลว่าก่อนเกิดเหตุหมอยอร์นอยู่ที่ไหน ทำอะไรมา

สภาพรถของหมอยอร์น

และล่าสุดที่เมื่อคืนนี้ ในรายการทุบโต๊ะข่าว ได้มีการนำเสนอพยานในเหตุการณ์ที่ขับรถตามหลังหมอยอร์น และถ่ายรูปไว้ได้ว่าหมอยอร์นลงจากรถมาดึงตัว รปภ.นั้น ทนายรณณรงค์ให้ความเห็นว่า ถ้าหมอยอร์นดึงร่าง รปภ. แล้วขับรถหนี และลากร่าง รปภ.ไปต่ออีก จะเข้าข่ายพยายามฆ่าทันที แต่ถ้าหากหมอลงจากรถมา เห็นคนติดอยู่ใต้ท้องรถ พยายามดึง แต่ไม่ได้ขับรถไปไหนต่อ ก็จะเป็นแค่เรื่องขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้มองว่าหมอยอร์นพยายามต่อสู้ทางกฎหมาย ว่าไม่ได้ประมาท และอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเนื่องจากมองไม่เห็น ซึ่งจะไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายเลยก็ได้ สังเกตได้จากกรณีที่กว่าหมอจะออกมาให้สัมภาษณ์ ก็ผ่านการพูดคุยกับทนายความมาแล้ว

ส่วนการตั้งข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ทนายรณณรงค์บอกว่า ขอให้ตำรวจอย่าสร้างกระแส เพราะจะเป็นเหมือนการกลั่นแกล้งผู้ต้องหา อยากให้จบที่แค่ความประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และขับขี่รถในขณะเมาสุรา เพราะอุบัติเหตุก็คือความประมาท เจตนาคือ ตั้งใจ ถ้าตำรวจพิสูจน์ได้ว่าหมอตั้งใจ อาจจะเป็นจากกรณีหมอยอร์นกับ รปภ.รู้จักกันมาก่อน พอเห็นก็ชนทันที แต่นี่ไม่รู้จักกัน จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นอุบัติเหตุ หรืออีกกรณีคือหมอลงจากรถแล้วเห็นว่าชน แล้วขับลากร่างไปต่อจึงจะถือว่าพยายามฆ่า ส่วนการใช้ตำแหน่งประกันตัวนั้น สามารถทำได้ปกติ โดยเฉพาะข้าราชการ แต่จะดูที่ฐานเงินเดือน เช่น หมอยอร์นเงินเดือน 5 หมื่น วงเงินประกันก็จะไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ทั้งนี้ตำแหน่งจะไม่สามารถใช้กับคดียาเสพติดได้

keyboard_arrow_up