สื่อนอกชี้เป้ามือปืนบุกกราดยิงโบสถ์รัฐเท็กซัสเป็นทหารอากาศเก่า พบเคยทุบตีลูก-เมีย!

ตำรวจเร่งเดินหน้าสอบสวนเหตุมือปืนบุกกราดยิงในโบสถ์ รัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บอีกราว 20 ราย

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นที่โบสถ์แบ๊บติสท์ ในเมืองซัทเธอร์แลนด์ สปริงส์ รัฐเท็กซัสของสหรัฐฯเมื่อช่วงวานนี้ขณะที่กำลังมีการประกอบพิธีทางศาสนา โดยมือปืนได้แต่งกายในชุดดำ ใส่ชุดกันกระสุน พร้อมกับถือปืนยาวบุกเข้ามายิงผู้คนภายในโบสถ์ จากนั้นก็ได้หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ และมีชาวบ้านในบริเวณนั้นยิงสู้ต่อกับมือปืน โดยในเวลาต่อมาก็มีผู้พบศพของมือปืนนอนเสียชีวิตภายในรถของเขา แต่ตำรวจยังไม่ระบุว่ามือปืนรายนี้เสียชีวิตด้วยกระสุนปืนของชาวบ้าน หรือเกิดจากการฆ่าตัวตาย

เหตุกราดยิงทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บอีกราว 20 ราย โดยเหยื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมีอายุระหว่าง 5 ปี ถึง 72 ปี นับเป็นเหตุกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดในรัฐเท็กซัส โดยเหตุกราดยิงครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเพียง 1 เดือน หลังเหตุกราดยิงในเทศกาลดนตรีในเมืองลาสเวกัส ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 58 ราย

เบื้องต้น ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยชื่อของมือปืนรายนี้ แต่บรรดาสื่อในสหรัฐฯระบุว่านายเดวิน เคลลี่ วัย 26 ปี จากเมืองนิวบรันเฟลส์ รัฐเท็กซัส เป็นมือปืนที่ก่อเหตุกราดยิงดังกล่าว โดยข้อมูลในเวลานี้ทราบว่านายเคลลี่เคยเป็นทหารอากาศระหว่างปี 2010 ถึงปี 2014 แต่ถูกนำตัวขึ้นศาลทหารในคดีทำร้ายร่างกายภรรยาและบุตร และถูกปลดจากตำแหน่ง ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด โดยขณะนี้ตำรวจได้เดินทางยังบ้านพักของนายเคลลี่เพื่อตรวจหาอาวุธและวัตถุระเบิด

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียได้ประณามเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นในโบสถ์รัฐเท็กซัสว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และจะติดตามความคืบหน้าของเหตุกราดยิงอย่างใกล้ชิด

ส่วนที่รัสเซียได้มีการอพยพผู้คนออกจากโรงละครบอลชอย ในกรุงมอสโก หลังมีผู้โทรมาขู่วางระเบิด ทำให้ตำรวจต้องเร่งอพยพประชาชนกว่า 5,000 คนตามอาคารต่างๆในบริเวณโรงละครบอลชอยออกจากพื้นที่ และปิดล้อมพื้นที่โรงละคร ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มักมีมือป่วนโทรมาขู่วางระเบิดตามอาคาร และสถานที่ต่างๆในกรุงมอสโกอยู่บ่อยครั้ง และเจ้าหน้าที่ทำให้ต้องอพยพประชาชนนับหมื่นคนออกจากพื้นที่ แต่เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นเพียงข่าวลวง และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

ที่มา — TIME

keyboard_arrow_up