เหยื่อไอ้คลั่งถูก “เอก น้ำเต้า” จับเป็นตัวประกันเผยนาทีเฉียดตาย ถามรถถูกยิงพรุนใครจ่าย? (คลิป)

จากกรณีที่มีคลิปวิดีโอแชร์ในโลกออนไลน์ วินาทีชายคนร้าย ใช้อาวุธปืนบุกร้านเสริมสวย ย่านพระราม 6 คนร้ายจับหญิงสาวเป็นตัวประกัน และยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ จนตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ และควบคุมตัวคนร้ายรายนี้เอาไว้ได้

ล่าสุด วันนี้ (29 ต.ค.60) ทีมข่าวลงพื้นที่ภายใน ซอยวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ถนนพระราม 6 โดยจุดเกิดเหตุคือบริเวณร้านเสริมสวย เป็นตึกแถวสูง 4 ชั้น หน้าร้านมีรอยกระจกแตกทะลุ จากกระสุนปืนที่ถูกยิงออกมา อีกทั้งพบรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าร้าน ได้รับความเสียหายถูกกระสุนปืนยิงช่วงท้ายรถ

นายวุฒิพงษ์ ช้างดำ เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าตรงข้ามกับร้านเสริมสวย และอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุตนกำลังซ่อมโทรทัศน์อยู่บริเวณหน้าร้าน นั่งหันหลังให้กับร้านเสริมสวย ทำให้ไม่เห็นตอนที่คนร้ายบุกร้านเสริมสวย จนกระทั่งเจ้าของร้านเสริมสวยวิ่งมาหาตน เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากคนร้ายใช้อาวุธปืนจับลูกค้าเป็นตัวประกัน โดยตนจึงโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่รับสาย

นายวุฒิพงษ์ ช้างดำ ชาวบ้านซึ่งอยู่บ้านตรงข้ามกับร้านเสริมสวย

ขณะนั้น นายวุฒิพงษ์ บอกว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นปืนปลอม เพราะตนไม่เคยเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังออกมาจากร้านเสริมสวย พร้อมกระจกที่ร้านแตกทะลุออกมา จึงทราบว่าเป็นปืนจริง ขณะนั้นชาวบ้านที่มามุงดูต่างตกใจ และหลบหนีไปกันคนละทาง

จากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ และพยายามเจรจา จนคนร้ายบอกว่าที่มาก่อเหตุ เพราะเกิดความเครียด โดนเพื่อนหักหลังเรื่องยาเสพติด ซึ่งคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่หลายนัด จากนั้นตนจึงวิ่งไปหลบภายในบ้าน ทำให้ไม่เห็นช่วงที่คนร้ายต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่จับกุมตัวคนร้ายไปสถานีตำรวจ

นายคาร สุขเกษม สามีของเจ้าของร้านเสริมสวย

ส่วนทาง นายคาร สุขเกษม สามีของเจ้าของร้านเสริมสวย เปิดเผยว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนอยู่บริเวณชั้น 4 ของอาคาร ทำให้ตอนนั้นไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงดังคล้ายปืน 1 นัด จึงออกมาดูที่หน้าต่างของบ้าน พบว่า ชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างโบกมือ สัญญาณไม่ให้ตนออกมาจากบ้าน ขณะนั้นเห็นภรรยายืนหลบ อยู่ที่บ้านฝั่งตรงข้าม ตนจึงเข้าไปหลบในห้องด้วยความตกใจ ส่วนตัวยืนยันไม่เคยมีปัญหากับใคร และไม่ได้รู้จักกับคนร้ายมาก่อน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวพบว่ามีรถยนต์สีเทา-ดำ ยี่ห้อโตโยต้าวีออส จอดห่างจากบ้านเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร ได้รับความเสียหาย บริเวณมือจับเปิดประตูด้านซ้ายเนื่องจากถูกลูกกระสุนยิงใส่ โดยนางพรรณี เทียนสิงห์ชัย เจ้าของรถ เปิดเผยว่า ช่วงที่เกิดเหตุตนอยู่ในบ้าน ไม่กล้าออกมา เพราะในบ้านมีผู้ป่วยนอนติดเตียง แต่ตนได้ยินเสียงโวยวายและเสียงปืนดังหลายนัด

นางพรรณี เทียนสิงห์ชัย เจ้าของรถ

นางพรรณี เปิดเผยอีกว่า ระหว่างได้แต่นั่งกลัวอยู่ในบ้าน และยังเห็นคนร้าย มาหลบกระสุนปืนอยู่ข้างรถตน ก่อนทั้ง 2 ฝ่าย จะยิงปะทะกัน ทำให้รถยนต์เสียหายจากรอยกระสุนปืน โดยส่วนตัวอยากทราบว่า ใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของตน

พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผู้กำกับ สน.ปทุมวัน

ทางด้าน พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำเจ้าของร้านเสริมสวย และผู้เสียหายที่เป็นตัวประกัน ได้ให้ข้อมูลว่า ช่วงเวลาประมาณ 10.20 น. มีคนร้ายทราบชื่อคือ นายเอกลักษณ์ ประดาอินทร์ ฉายา “เอกน้ำเต้า” ได้ขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าร้าน และใช้ปืนจี้ผู้หญิงที่มาใช้บริการภายในร้านเสริมสวย

หลังจากนั้นคนร้ายไล่ทุกคนออกจากร้าน ทำให้เจ้าของร้านสามารถแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าของร้านมีโอกาสพูดคุยกับคนร้าย ทำให้ทราบว่าที่มาก่อเหตุ เพราะเกิดความเครียด เนื่องจากซื้อยาเสพติด แล้วถูกหลอกขายในราคาสูง ทำให้อยากตาย จึงมาก่อเหตุดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ที่มีการปฏิบัติหน้าที่ตามยุทธวิธี คือมีการเจรจาต่อรอง และพยายามระงับเหตุ ทั้งนี้คนร้ายถูกยิงเข้าที่บริเวณท้อง กระสุนฝังใน 4 นัด และบริเวณสะโพกอีก 1 นัด รวม 5 นัด ทำให้คนร้ายล้มลง จนเจ้าหน้าที่สามารเข้าจับกุมตัวได้ ระหว่างนั้น คนร้ายยังพยายามนำอาวุธปืนจ่อศีรษะเพื่อปลิดชีวิตตัวเองอีกด้วย

เบื้องต้นคนร้ายอยู่ระหว่างการรักษาอาการบาดเจ็บ จนพ้นขีดอันตรายแล้ว และพบว่า คนร้ายเคยมีประวัติต้องโทษมาแล้วหลายครั้ง เมื่อปีพ.ศ. 2547 เป็นผู้ต้องหาฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเมื่อปีพ.ศ. 2557 เป็นผู้ต้องหาจำหน่ายยาไอซ์ จนกระทั่งมาก่อเหตุครั้งล่าสุด

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในหลายความผิด คือ พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากอิสระภาพ, พกพาอาวุธปืน และกระสุนไปในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้อาวุธปืนในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

keyboard_arrow_up