หยาดฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน พระราชดำริ ‘ฝนหลวง’ ที่ ‘ในหลวง ร.๙’ ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับ “ฝนหลวง” แก่ข้าราชการสำนักงาน กปร. ประกอบด้วย นายสุเมธ ตันติเวชกุล  นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์  และนายพิมลศักดิ์ สุวรรณทัต ความว่า

…เรื่องฝนเทียมนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2498 แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพราะว่าไปภาคอีสานตอนนั้นหน้าแล้งเดือนพฤศจิกายน  ที่ไปมีเมฆมาก อีสานก็แล้ง ก็เลยมีความคิด 2 อย่าง ต้องทำ Check dam ตอนนั้นเกิดความคิดจากนครพนม ผ่านสกลนครข้ามไปกาฬสินธุ์ ลงไปสหัสขันธ์ที่เดี๋ยวนี้เป็นอำเภอ  สมเด็จ…ไปจอดที่นั่นไปเยี่ยมราษฎรมันแล้ง  มีฝุ่น…

….แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ทำไมจะดึงเมฆนี่ให้ลงมาได้ ก็เคยได้ยินเรื่องทำฝนก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้…นับเป็นต้นกำเนิดแห่งพระราชดำริ ฝนหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง…อย่างแท้จริง

ด้วยพระเนตรที่ยาวไกล และทรงความอัจฉริยะของพระองค์ท่านที่ประกอบด้วยคุณลักษณะของนักวิทยาศาสตร์ จึงทรงสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต้นแล้ว จึงได้มีพระราชดำริครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2498 แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ว่าจะทรงค้นหาวิธีการที่จะทำให้เกิด ฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์กับทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมีศักยภาพของการเป็นฝนให้ได้

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512   นับเป็นประวัติศาสตร์แห่งการทำฝนหลวงของประเทศไทยเพราะเป็นวันปฐมฤกษ์ในการปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดิน บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการใช้น้ำแข็งแห้ง (dry-ice) โดยที่ยอดของกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฎว่าหลังการปฏิบัติการประมาณ 15 นาที ก้อนเมฆในบริเวณนั้นเกิดมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่นจนเห็นได้ชัด  สังเกตได้จากสีของฐานเมฆได้เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม ซึ่ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ  แต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานคำแนะนำเพิ่มเติมตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง

ทรงทุ่มเทคิดค้นวิธีการทำฝนหลวง เพื่อให้ได้ผลกว่าเดิม นับจากปี พ.ศ. 2512 – 1516 พระองค์ทรงทดลองการทำฝนหลวงรูปแบบใหม่ 3 ขั้นตอน คือ การก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน และโจมตี พร้อมทรงพัฒนาเทคนิคเสริมขั้นตอนการโ๗มตีก้อนเมฆ ด้วยการโปรยเกร็ดน้ำแข็งแห้งใต้ฐานเมฆแก่จัด เพื่อให้ฐานเมฆลดต่ำลงและฝนตกมากขึ้น โปรดให้เรียกเทคนิคนี้ว่า Sandwich Technic

ระหว่างปี พ.ศ. 2517 – 2542 ทรงคิดค้นเทคนิคขั้นสูงเพื่อให้ปฏิบัติการฝนหลวงสัมฤทธิผลและมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเทคนิคการโจมตีก้อนเมฆแบบ “Super Sandwich” จนได้รับการยกย่องไปทั่วโลก และจากความสำเร็จดังกล่าว จึงได้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้ง “สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” ในปี พ.ศ. 2518 สังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2545  คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวัน “พระบิดาแห่งฝนหลวง” 

เมื่อปี พ.ศ. 2548 สำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวงแด่พระองค์ นับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรจากองค์กรระดับสากล ถัดมา พ.ศ. 2549 สำนักสิทธิบัตรเขตพิเศษอย่างฮ่องกง ก็ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในด้านเดียวกัน รวมทั้งยังทรงได้รับการสดุดีเฉลิมพระเกียรติด้านการศึกษาวิจัยการทำฝนเทียมจากรัฐบาล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกอีกรางวัลหนึ่งด้วย

ระยะเวลาที่ทรงมานะบากบั่น อดทนด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ในที่สุดด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่ทรงสั่งสมจากการทดลอง สามารถทำให้กำหนดบังคับฝนให้ตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายได้สำเร็จกลายเป็นหลักแนวทางให้นักวิชาการฝนหลวงรุ่นปัจจุบัน ได้ทำการศึกษาวิจัยอย่างมีระเบียบและเป็นระบบวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง

ที่มา — มูลนิธิชัยพัฒนา

keyboard_arrow_up