เหยื่อแฉบริษัทขายฝัน ลบข้อมูลการเงินหวั่นเอาผิดยาก – เสี่ยกิตปัดแชร์ลูกโซ่โยนผิดลูกข่ายทำ (คลิป)

หลังจากทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้นำเสนอเรื่องราวของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ออกมาเปิดโปงธุรกิจขายฝัน พร้อมอวดอ้างขายผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ทำให้ผิวขาว แถมยังทำทุกทางให้คนตกเป็นเหยื่อ โดยเอาความหวังอยากรวยมาเป็นเครื่องมือล่อ ซึ่งก็อ้างจะพาไปเที่ยวเมืองนอก ถ่ายรูปลงโซเชียล อวดรถหรูป้ายแดงหลายคัน สุดท้ายแล้วกลายเป็นเหยื่อถูกกินค่าหัว พร้อมถามว่าจริงๆ แล้วใครกันแน่ที่รวย จนกลายเป็นเรื่องที่หลายคนพูดถึงในสังคมออนไลน์ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

นายณัฐพงษ์ โพธิ์สุการ หรือ กิต เจ้าของบริษัทลักซ์ชัวรี่ ดีไลท์

ล่าสุด วันนี้ (6 ธ.ค.) ทางเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้สอบปากคำ นายณัฐพงษ์ โพธิ์สุการ หรือ กิต เจ้าของบริษัทลักซ์ชัวรี่ ดีไลท์ หรือธุรกิจขายฝัน “ยาขาว” นานกว่า 6 ชั่วโมง กรณีมีผู้ร้องเรียนจำนวนมากยืนยันว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจ

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าการเดินทางมาวันนี้ ได้นำหลักฐานมาชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า บริษัทของตนไม่ได้เป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หรือมีการหลอกให้คนมาร่วมลงทุน ที่เงียบไป เพราะอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารที่จะนำมาชี้แจงโดยจะมีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเร็วๆนี้

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้เสียหายอ้างว่า หลอกให้ร่วมลงทุนเช่นพาจำนำทอง นำทรัพย์สินไปขายเพื่อมาลงทุนหรือแม้แต่ หลอกให้ไปโกหกเพื่อขายสินค้า ในเรื่องดังกล่าวบริษัทไม่ได้รับรู้ แต่บริษัทมีการสอนงานเกี่ยวกับการขายแน่นอน

ส่วนที่ผู้เสียหาย อ้างว่า หลังออกมาให้ข่าวมีการไปขมขู่ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าตั้งแต่เกิดเรื่องตนจะเงียบ เพื่อรอแถลงอธิบายให้คนที่เข้าใจผิดทราบว่าตนไม่ได้เป็นเช่นนั้น และคนที่ออกไปข่มขู่ตนก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ยืนยันว่าไม่ใช่บริษัทข่มขู่แน่นอน

น.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้เสียหาย

ส่วนทาง น.ส.เอ (นามสมมติ) เล่าว่า ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้เสียหายออกมาแฉข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทขายฝัน ตนยังไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทแต่อย่างใด ตนยังไม่ได้ถูกข่มขู่ แต่ทางเพื่อนที่เป็นผู้เสียหาย ถูกตัวแทนบริษัทส่งข้อความมาข่มขู่ว่าจะฟ้องกลับ โดยในข้อความระบุว่า ให้ผู้เสียหายหยุดการโพสต์ แต่ทางผู้เสียหายไม่ยินยอมและไม่ได้เกรงกลัวว่าจะถูกฟ้อง เพราะมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่โดนเช่นเดียวกัน และยืนยันว่าไม่มีใครโกหกแต่อย่างใด

ทางกลุ่มผู้เสียหาย มั่นใจว่าจะเดินหน้าฟ้องร้องบริษัทขายฝันแห่งนี้ต่อ เพราะผู้เสียหายมีอีกหลายพันราย ขณะนี้ทางบริษัทได้ทำการปิดเว็บไซต์ สำหรับการเข้าสู่ระบบของสมาชิกไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ทางผู้เสียหายไม่สามารถเข้าดูข้อมูลของตนเองได้

น.ส.เอ จึงเกรงว่า อาจมีผลทำให้ผู้เสียหายอีกหลายราย ที่ไม่มีหลักฐานในการไปดำเนินคดีต่อ โดยในเว็บไซต์จะลงข้อมูลที่เป็นแผนผังสำหรับการตรวจสอบว่าจ่ายเงินไปเท่าไหร่ และอยู่ตำแหน่งใดของกลุ่มเครือข่ายด้วย

สำหรับกรณีที่มีนายตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางบริษัทนั้น ทาง น.ส.เอ ไม่ทราบว่า นายตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร แต่ยอมรับว่าทางบริษัทจะนำภาพถ่ายคู่กับตำรวจมาให้ดู เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทางบริษัทจะบอกกับสมาชิกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหลอก เพราะตัวแทนบริษัทรู้จักกับตำรวจ และหากบริษัทหลอกลวง คงไม่มีการถ่ายภาพกับตำรวจตามรูปที่ปรากฎ

ภายหลังจากนี้ น.ส.เอ ยืนยันว่า ตนและสมาชิกจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม และออกมาเปิดเผยความจริงของบริษัทแห่งนี้ต่อไป

นายแวน (นามสมมติ) ผู้เสียหาย

ทางด้าน นายแวน (นามสมมติ) ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ช่วงเวลาดังกล่าวตนกำลังมองหางานทำ งานที่ทำต้องสะดวกกับการเดินทาง และได้กำไรเป็นจำนวนมาก จึงได้เข้าไปค้นหางานในเพจเฟซบุ๊ก ตนได้สนใจหัวข้อการทำงานดี มีรายได้ดี ทำงาน จึงติดต่อไปหาผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง มาทราบภายหลังว่าเป็นแม่ทีมของธุรกิจ ซึ่งได้ขอข้อมูลเบื้องต้นอาทิ ชื่อ นามสกุล เบอร์ติดต่อ และจังหวัดที่พักอาศัย หลังจากนั้น มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทติดต่อมา บอกว่า อยากให้เข้ามาอบรมที่บริษัทก่อนเริ่มงาน

หลังจากเมื่อตนเดินทางไปถึงบริษัท เวลาประมาณ 15.00 น. ได้เห็นรถหรูจอดอยู่บริเวณหน้าทางเข้า ตนจึงมั่นใจว่าการทำงานร่วมกับบริษัท เมื่อเข้าไปด้านในมีเจ้าหน้าที่เดินทางเข้ามาสอบถาม และชักชวนให้ลงทะเบียนในราคา 300 บาท จากนั้นพาไปที่ชั้น 2 เพื่อทำการอบรมก่อนที่จะเริ่มงาน อบรมถึงเวลา 23.00 น. แล้วพอตนจะเดินทางกลับมีเจ้าหน้าที่เดินมาหา พร้อมกับแจ้งว่า พรุ่งนี้ให้มาฟังอบรม เนื่องจากจะมีรุ่นพี่ที่ประกอบธุรกิจแล้วร่ำรวยมาเป็นวิทยากร และจะสอนเทคนิคการนำเสนอสินค้า

วันถัดมา ตนได้เดินทางไปที่บริษัทดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อฟังวิทยากร ซึ่งได้แจ้งให้รีบสมัคร เพราะรับอีกเพียง 2 ท่าน ถ้าสมัครก่อนจะได้เงินปันผลเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าสมัครภายหลังจะได้น้อย ตนจึงลงทุนไป 36,000 บาท เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะได้รับรางวัล เงินปันผล และใบเสร็จ เพื่อไปรับสินค้าในราคาต้นทุนไปจำหน่ายในราคาเต็ม จากนั้นมีการพูดปลุกระดมให้มีความอยากได้ และอยากร่วมลงทุนเพิ่ม วันนั้นตนรู้สึกแปลกใจ แต่ไม่ถึงขั้นสงสัย

จนกระทั่งเข้าไปบริษัทวันที่สาม ตนโดนบังคับให้ติดต่อหาลูกค้า โดยทักแชทเฟซบุ๊กไปว่า “สวัสดีครับ สนใจทำงานพาร์ทไทม์ไหม ถ้าสนใจรบกวนทิ้งชื่อและเบอร์ติดต่อไว้นะครับ” ทั้งหมดมีกว่า 50 ทีม แต่ละทีมจะมีสคริปต์การพูดต่างกัน

นายแวน เล่าอีกว่า หลังจากนั้นตนจึงทักหาแม่ทีม เพื่อถามว่าทำไมไม่ช่วยขายสินค้า ทำไมไม่โยนเครือข่ายลูกค้าให้บ้าง แม่ทีม ตอบกลับว่า ทำไมต้องช่วย ในเมื่อไม่ได้อะไร สู้ขายของตัวเองดีกว่าหรือไม่ จากนั้นตนมีปากเสียงกับแม่ทีม และพยายามปลีกตัวออกมาจากธุรกิจดังกล่าว ตนได้นำสินค้าไปคืนที่บริษัท แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับคืน แจ้งว่าเกิน 1 เดือนแล้ว แต่สามารถเปลี่ยนสินค้ากับลูกทีมคนอื่นๆ

ที่ผ่านมา ตนทราบว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นตำรวจ แต่ไม่เคยเจอ และไม่เคยเห็นมาที่บริษัทเลยซักครั้ง เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถ้าตนรู้ตั้งแต่แรกว่าจะต้องหาลูกทีม หรือหลอกคนต่อไปก็จะไม่ทำ

 

keyboard_arrow_up