แฉ! แม่เด็กถูกตีนิ้วหัก เอาตำรวจขู่ ครูโต้ สุดถนอม ดูแลดี ถือรองเท้า ประคองขึ้นบันได (คลิป)

กลายเป็นกระแสโด่งดังในสังคมออนไลน์ หลังคุณแม่ชาว จ.ปทุมธานี ได้ร้องทุกข์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ” ว่าลูกสาวถูกครูทำโทษ ด้วยการตีมือด้วยไม้บรรทัด จนข้อนิ้วมือหลุด เพียงเพราะทำสีตกลงพื้น ซึ่งในตอนเกิดเรื่อง ได้มีการตกลงกันว่า ครูจะช่วยดูแลค่าใช้จ่ายจนกว่าลูกจะหาย แต่สุดท้ายกลับไม่รับผิดชอบ ส่วนทางด้าน ผอ.โรงเรียน ยังแจ้งให้เด็กลาออก อ้างว่าไม่มีครูคนไหนกล้าสอน

ล่าสุด วันนี้ (2 ต.ค. 60) ครูอัง (นามสมมติ) หนึ่งในครูที่ทำโทษ “น้องซีน” วัย 7 ขวบ อดีตนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนดังกล่าว เปิดใจกับทีมข่าวว่า ตั้งแต่ทางโรงเรียนทราบว่า “น้องซีน” เคยมีปัญหาเรื่องข้อนิ้วมือหลุด ในฐานะที่ตนเป็นครูประจำชั้นจึงได้ดูแล “น้องซีน” อย่างดี โดยให้เพื่อนของ “น้องซีน” คอยช่วยดูแล เวลาที่ต้องเดินทางขึ้นลงบันได เข้าห้องน้ำ รวมถึงให้ช่วยถือสัมภาระส่วนตัว และถ้าหากมีกิจกรรมก็จะยกเว้น “น้องซีน”
ไว้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย

สำหรับวันเกิดเหตุที่ต้องทำโทษ “น้องซีน” เพราะเป็นวันที่มีการสอบอ่านรายบุคคล และเด็กๆ ได้วิ่งเล่นส่งเสียงดังรบกวนเด็กคนอื่นไม่มีสมาธิในการสอบ จึงได้ตักเตือนนักเรียนไปถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ผล และทำโทษนักเรียนที่ส่งเสียงดังแต่ไม่ได้เจาะจงไปที่ “น้องซีน”

ครูอัง (นามสมมติ)

สำหรับการทำโทษได้ใช้ไม้บรรทัดพลาสติกตีเด็กนักเรียนไปคนละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นตนนึกได้ว่า “น้องซีน” เคยข้อนิ้วหลุด ขณะนั้นพอนึกขึ้นได้ ยอมรับว่ารู้สึกตกใจ และเสียใจ เพราะคิดว่าทำผิดพลาด จึงรีบขอดูมือ “น้องซีน”
เพื่อถามไถ่อาการ แต่ “น้องซีน” บอกว่ารู้สึกเจ็บ เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงจึงได้เรียก “น้องซีน” มาถามอาการอีกครั้ง แต่ “น้องซีน” บอกว่าหายแล้ว และเดินไปเล่นกับเพื่อนตามปกติ ก่อนที่ “น้องซีน” จะกลับบ้านก็ได้มีการถามไถ่อาการ แต่น้องบอกว่าไม่เจ็บ

หลังจาก”น้องซีน” กลับบ้านไป คุณแม่น้องซีน ได้โทรศัพท์มาหา พร้อมสอบถามว่า ได้ตี “น้องซีน” หรือไม่ ขณะนั้น “ครูอัง” ยอมรับว่าตี และได้กล่าวขอโทษ แต่ทางคุณแม่น้องซีน บอกว่าไม่ทันแล้วจะพา “น้องซีน” ไปโรงพยาบาล

“ครูอัง” ยืนยันว่า ได้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ตามที่ระบุไว้ในใบเสร็จ รวมถึงได้กล่าวขอโทษคุณแม่
ทุกครั้ง แม้กระทั่งเวลาคุณแม่น้องซีน มาที่โรงเรียน หรือทุกวลาที่มีโอกาส

สำหรับเรื่องค่ารักษาที่ “ครูอัง” จ่ายล่าช้า เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมเงิน และจะคอยบอกกับทางคุณแม่น้องซีน ว่ายินดีจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่แค่ขอเวลารวบรวมเงินให้ครบเสียก่อน โดยเจรจาพูดคุย ต่อหน้าพยานหลายคน รวมถึงตำรวจที่คุณแม่น้องซีน ได้เชิญมาด้วย และคุณแม่น้องซีน ยินดีตกลง แต่ไม่ทราบว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ หลังกลับจากโรงเรียนไปแล้ว

ทั้งนี้ช่วงที่ “น้องซีน” ได้รับบาดเจ็บ ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามอาการทุกอย่าง รวมถึงภายหลังจากคุณแม่น้องซีน ให้ทางลูกน้องมารับเงินในวันที่ 5 ก.ย. แต่เมื่อถึงวันที่ 6 ก.ย. คุณแม่น้องซีน ได้พา “น้องซีน” มาโรงเรียน ตนจึงถามอาการ “น้องซีน” คุณแม่ จึงได้เล่าอาการให้ฟังว่า น้องอาจจะต้องผ่าตัด ตนจึงขอดูใบนัดแพทย์อีกครั้ง เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ภายหลังทราบว่าทาง คุณแม่น้องซีน ได้ไปร้องเรียนสื่อ “ครูอัง” ยอมรับว่า รู้สึกเสียขวัญ และบั่นทอนกำลังใจ เพราะตนทำหน้าที่ราชการครูมาเกือบ 10 ปี ก็รักและเป็นห่วงลูกศิษย์ทุกคน

สำหรับกรณีของ “น้องซีน” ตนรับผิดชอบตามที่ คุณแม่น้องซีน ขอทุกอย่าง ส่วนกรณีที่คุณแม่บอกว่า โทรมาหาแล้วครูไม่รับสาย เนื่องจากติดภารกิจเป็นกรรมการตัดสินมหกรรมวิชาการ ทำให้รับสายไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ทิ้ง “น้องซีน” หรือทำผิดแล้วไม่รับผิดชอบ เพราะทุกครั้งที่มีโอกาสก็จะขอโทษคุณแม่ และอยากให้รู้ว่าเสียใจ และอยากให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี เนื่องจากไม่อยากให้โรงเรียน และเพื่อนข้าราชการครูต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย

นายประจวบ กำเนิดกาญจนา นายกสมาคมศิษย์เก่า

ขณะที่ นายประจวบ กำเนิดกาญจนา นายกสมาคมศิษย์เก่า ได้ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้แก่โรงเรียน โดยกล่าวว่า ไม่สบายใจที่เกิดเรื่องเช่นนี้ และตั้งข้อสังเกตว่า ทางครู และโรงเรียนได้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแล้ว ทำไมผู้ปกครองต้องไปร้องเรียนสื่อมวลชน รวมถึงการส่งภาพตำรวจมาในไลน์ส่วนตัวของครู และยังมีตำรวจ พยายามจะเข้ามาขอคุยกับครูที่โรงเรียนเป็นการส่วนตัว ทั้งที่เคยมีการเจรจา และได้ข้อสรุปไปแล้ว นี่ถือเป็นการข่มขู่หรือไม่

ส่วนอาการบาดเจ็บของ “น้องซีน”  ตนทราบว่า เด็กมีข้อมือผิดปกติมาก่อนแล้ว และตั้งข้อสังเกตอีกว่า เด็กโดนตีตอนเช้า ทำไมถึงเจ็บในตอนเย็น จึงอยากขอสังคมให้ความเป็นธรรมกับทางโรงเรียนด้วย

น้องซีน

ส่วนทางด้านผู้อำนวยการโรงเรียน ให้เพียงข้อมูลว่า ไม่เคยบังคับให้ “น้องซีน” ย้ายโรงเรียน เพียงแต่บอกว่า
หากเด็กยังเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ทั้งสองฝ่ายต้องลดทิฐิคนละครึ่ง และคุณครูต้องดูแลเด็กจนกว่าจะหายดี แต่ถ้าเด็กจะย้ายโรงเรียน แนะนำให้ไปโรงเรียนเอกชน เพราะคุณครูดูแลเด็กได้ทั่วถึงกว่า โดยคุณแม่เคยยืนยัน จะให้ “น้องซีน” เรียนต่อ แต่สุดท้ายทางคุณแม่ก็ย้าย “น้องซีน” ไปเรียนโรงเรียนอื่น

keyboard_arrow_up