วิเคราะห์เหตุแผ่นดินไหวเม็กซิโก นักวิชาการเผย ‘ไทย’ ไม่ได้รับผลกระทบ แม้มีความเสี่ยงคล้ายกัน

จากกรณีเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก สองครั้งติดต่อกันในรอบ 1 เดือน และห่างกันเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์เท่านั้น โดยแผ่นดินไหวครั้งแรกมีขนาด 8.1 แมกนิจูดที่จังหวัดชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ และแผ่นดินไหวครั้งที่ 2 ขนาด 7.1 แมกนิจูดที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโกนั้น

ทั้งนี้เคยมีผลวิจัยบอกว่า กรุงเทพฯ กับกรุงเม็กซิโก ซิตี้ มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่คล้ายกัน เนื่องจากมีปัจจัยคล้ายกัน 3 ข้อ คือ ไม่มีรอยเลื่อนอยู่ใต้เมือง ตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อน และอาคารไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหว จึงเกิดเป็นความกังวลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงหรือสามารถเกิดในประเทศไทยหรือไม่

ศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้กรุงเทพฯ และเม็กซิโกจะมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวคล้ายๆ กันแต่ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์นี้แน่นอน เนื่องจากตั้งอยู่ห่างไกลกันมาก และตั้งอยู่คนละแผ่นเปลือกโลก โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหว 2 ครั้งล่าสุดของเม็กซิโกนี้ ต่างกันคือครั้งแรกเกิดในทะเล ส่วนครั้งต่อมาเกิดลึกเข้าไปในแผ่นดิน เพียงแต่ทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นในโซนเดียวกัน ซึ่งเป็นโซนที่มักเกิดแผ่นดินไหวอยู่แล้ว สืบเนื่องมาจากอิทธิพลของแผ่นเปลือกโลกโคคอส มุดตัวลงไปใต้แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ และยังตั้งอยู่ในแนววงแหวนไฟ (Ring of Fire) ของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวเป็นเรื่องปกติ เป็นกรณีคล้ายกับการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น หรือนิวซีแลนด์

ส่วนความเกี่ยวข้องของเหตุการณ์แผ่นดินไหวทั้งสองนั้นต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มเติมก่อนจึงจะระบุได้ ทั้งนี้เหล่านักธรณีวิทยาทั่วโลกกำลังจับตามองอยู่ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดเป็นแผ่นดินไหวนำหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็น่ากังวลถึงเหตุแผ่นดินไหวที่อาจเกิดตามมา เพราะจะมีความรุนแรงมากกว่า

ทั้งนี้พื้นหินแต่ละชนิดและในแต่ละพื้นที่มีความสามารถอั้นแรงที่มาจากการกระทำของการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้เลยว่าเหตุแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นในบริเวณหรือเวลาใด

 

keyboard_arrow_up