นศ.แพทย์มหิดล ขออย่าเหมารวมหมอทุกคนป่วยจิต รับอึ้งรุ่นพี่วางยาหมาตาย (คลิป)

จากกรณีนักศึกษาแพทย์ ฆ่าสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเรียนเพื่อเรียกเงินประกัน วันนี้ (11 ก.ย.60) นิว (นามสมมติ) นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 6 รุ่นน้องของนักศึกษาแพทย์ที่วางยาฆ่าสุนัข เปิดเผยว่า ไม่เคยเห็นหน้านักศึกษาแพทย์ที่ตกเป็นข่าว แม้ในเนื้อข่าวจะระบุว่าเรียนอยู่ชั้นปีเดียวกัน เนื่องจากที่ตนรู้มาคือ เขาเป็นรุ่นพี่ที่กลับมาเรียนชั้นปี 6 ซึ่งก็ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีปัญหาวิชาเรียนวิชาใดถึงต้องกลับมาเรียนซ้ำอีก หรือมีการดร็อปเรียนมาก่อนหน้านี้หรือไม่

ทั้งนี้ การเรียนในชั้นปีที่ 6 จะแยกเรียนไปตามหวอดผู้ป่วย และต้องสลับเรียนกันไปเป็นกลุ่มๆ หากไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดียวกัน ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เจอกัน หรือหากเคยเจอก็คงจำหน้าไม่ได้ เพราะมีเพื่อนบอกว่าปัจจุบันใบหน้าของรุ่นพี่คนนี้เปลี่ยนไป คือเขาอ้วนขึ้น

นิว (นามสมมติ)

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวได้มีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า เคยรู้จักกับรุ่นพี่คนนี้ ตอนเรียนอยู่พี่เขามีปัญหา เป็นโรคทางจิตเวช ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่เขาทำลงไป อาจจะเพราะโรคที่เขาเป็นอยู่ทำให้มีความคิดแบบนั้น

ยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับหมอมาตลอด อาจทำให้คนทั่วไปคิดว่ามีหมอจำนวนหนึ่งมีปัญหาหรือภาวะทางจิต และรุ่นพี่คนนี้ก็เป็นอีกคนที่ที่ตอกย้ำความคิดแบบนั้น แต่ในภาพรวมเชื่อว่าอาจจะไม่กระทบมาก เพราะยังมีหมอคนอื่นที่ทำอะไรเพื่อสังคมอยู่

โดย นิว ยังกล่าวด้วยว่า หมอก็เหมือนกับทุกอาชีพ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ต่างคนก็ร้อยพ่อพันแม่ ขออย่าให้มองเหมารวมเป็นอาชีพ

แชมป์ (นามสมมติ)

ขณะที่ แชมป์ (นามสมมติ) รุ่นน้องอีกรายของนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าว เปิดเผยว่า เคยพบเจอแต่ไม่เคยคุยกัน ซึ่งตอนนั้นเขาก็ดูปกติ ยิ้มแย้มแจ่มใสดี หลังทราบข่าวก็ยอมรับว่าตกใจ ในฐานะที่เป็นพี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งตามข่าวบอกว่าเขามีอาการป่วย ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะไม่ว่าจะคนในสาขาอาชีพใด ถ้ามีปัญหาทางจิตเวช พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมาก็ไม่เหมือนคนปกติอยู่แล้ว ก็อาจเป็นไปได้ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าความเมตตาและการเห็นคุณค่าของชีวิตเป็นหนึ่งในคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นแพทย์ ถ้าเราสติดีแล้วไปทำแบบนั้นก็คิดว่าไม่เหมาะสมต่อวิชาชีพแพทย์ หากเขาป่วยก็สามารถเข้าใจได้ แต่สมควรต้องรับการรักษา ทั้งนี้ อยากให้สังคมมองเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าจะเหมารวมทั้งสถาบัน

keyboard_arrow_up