แฉ!ไลน์ นศ.แพทย์ แหกตาทุกคน หลังวางยาหมาตาย – รร.จ่อจับโกง 3 หมื่นกุเรื่องหูฟังหาย (คลิป)

จากกรณีที่นักศึกษาแพทย์หนุ่มวางยาสุนัขเพื่อหวังเอาเงินประกัน ซึ่งต่อมามีรายงานว่านักศึกษาแพทย์รายดังกล่าวมีปัญหาทางสภาพจิตทำให้กระทบการเรียน เรียนไม่จบทั้งที่เพื่อนรุ่นเดียวกันเรียนจบไปหมดแล้วนั้น

นายฌอน แฟม เจ้าของโรงแรม ที่นักศึกษาแพทย์ได้พาสุนัขพันธุ์ปอมเมเรเนียนเข้าพัก

ล่าสุด วันที่ 11 กันยายน 2560 นายฌอน แฟม เจ้าของโรงแรม ที่นักศึกษาแพทย์ได้พาสุนัขพันธุ์ปอมเมเรเนียนเข้าพัก ได้เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผ่านรายการต่างคน ต่างคิด ออกอากาศเวลา 18.45 น.ว่าตนเป็นคนที่เห็นนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าว และสุนัขก่อนเกิดเหตุ ซึ่งตนพบเห็นความผิดปกติอยู่หลายครั้ง เริ่มจากที่นักศึกษาแพทย์ได้เดินทางเข้ามาพักยังที่โรงแรม เมื่อช่วงเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา และได้เข้ามาเช็กอินเพียงคนเดียว แต่กลับไม่ยอมแสดงบัตรประชาชนตามกฎการเข้าพักยังห้องพัก อีกทั้งยังมีบอกด้วยว่าหูฟังที่พกมานั้นมีราคาแพง และนำไปเก็บเอาไว้ในกระเป๋า ในท่าทีจงใจให้พนักงานโรงแรมเห็น ก่อนจะนำไปส่งให้ยังห้องพัก

จากนั้น เมื่อนักศึกษาแพทย์กลับมายังโรงแรมอีกครั้ง ก็ได้นำสุนัขพันธุ์ปอมเมเรเนียน และปลาทองในถุงพลาสติกมาด้วย 1 ตัว แม้ว่าทางโรงแรมจะสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้ แต่ตนก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เนื่องจากนักศึกษาคนดังกล่าวไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และยังบอกด้วยอีกว่าจะให้ปลาทองกับตน อีกทั้งนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวได้พาสุนัขมาให้ตนช่วยใส่ปลอกคอให้ เพราะว่าใส่ไม่เป็นอีกด้วย ยิ่งทำให้ตนสงสัยขึ้นไปอีก

โดยนายฌอน บอกอีกว่า หลังจากนั้นไม่นาน นักศึกษาแพทย์ได้มาโวยวายกับตนว่าหูฟังหายไป พร้อมกับเรียกเงินชดเชยจำนวน 30,000 บาท ซึ่งตนก็ไม่ได้จ่ายให้ แต่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ไม่พบว่ามีใครผ่านไปยังห้องพักดังกล่าว กระนั้นนักศึกษาแพทย์ก็ยืนยันว่าพ่อบ้านเป็นคนขโมย ตนจึงบอกว่าจะให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทางนักศึกษาแพทย์บอกว่า ไม่ต้องแจ้งความ แค่จ่ายเงินมา ตนก็บอกว่าจะไปแจ้งตำรวจ นักศึกษาแพทย์จึงบอกว่าขอกลับไปตรวจสอบที่ห้องก่อน

นอกจากนี้ พบความผิดปกติที่ห้องพักคือ ช่วงที่เช็กเอาท์ออก นักศึกษาแพทย์ก็รีบออกจากห้องโดยไม่คืนกุญแจ ตนจึงรีบตามตัวกลับมา และเมื่อตรวจห้องแล้ว พบว่าห้องมีสภาพที่สกปรก อีกทั้งพบเม็ดยา ปัสสาวะ และอาเจียนของสุนัข ในขณะนั้นตนคิดว่าสุนัขคงป่วยหนัก จึงปรับเงินนักศึกษาจำนวน 2,000 บาท ตนไม่เชื่อว่านักศึกษาแพทย์ป่วยทางจิต และเป็นคนขี้โกงมากกว่า เพราะดูแล้วมีการวางแผนการกระทำมาเป็นอย่างดี 

ด้านนางณัฐนันท์ จีระวิวิธพร เจ้าของบริษัทขนส่ง เผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ระบุ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา นักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวได้มาใช้บริการขนส่ง โดยได้นำสุนัขพันธุ์ปอมเมเรเนียน อายุ 7 เดือน ชื่อซีซาร์ ซึ่งภายหลังตนทราบว่าเป็นคนละตัวกับที่เสียชีวิตตัวล่าสุด โดยตนได้รับอาสาดูแลให้ จึงได้พบสิ่งผิดปกติ คือมียาติดอยู่ที่คอสุนัข คล้ายกับว่าสุนัขอาเจียนออกมา แต่นักศึกษาแพทย์อ้างว่าเป็นวิตามิน ก่อนที่จะถามราคาประกันกับตน และแสดงใบเพ็ดดิกรีกับใบรับรองแพทย์ และขณะที่เดินทางอยู่นั้น สุนัขยังอาเจียนอีก ตนจึงป้อนกลูโคสให้

ต่อมา หลังนำสุนัขไปส่งได้ 2 ชั่วโมง นักศึกษาแพทย์โทรมาบอกว่าสุนัขตายแล้ว พร้อมกับเรียกเงินประกันเป็นจำนวน 40,000 บาท แต่ตนไม่ต้องจ่าย เนื่องจากสัญญาระบุว่า หากส่งสุนัขถึงที่หมายแล้ว ถือเป็นอันหมดความรับผิดชอบ แต่อย่างไรก็ตาม นักศึกษาคนดังกล่าวก็ยังคงโวยวาย นอกจากนี้ นักศึกษาแพทย์ยังเคยนำกระต่าย 10 ตัวไปใช้บริการขนส่งยังบริษัทของญาติของตนและถามหาเงินประกันอีกด้วย แต่ก็ไม่ได้รับเอา เพราะเห็นว่าผิดปกตินั่นเอง

ทั้งนี้ ตนก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า การกระทำของนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากอาการป่วย ดังนั้น ที่ตนออกมาแจ้งความในภายหลัง ก็เพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับสุนัข ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย และอยากให้สังคมให้โอกาสครอบครัวของนักศึกษาแพทย์มากกว่า

ส่วน ดร.เนตรปรียา ชุมไชโย นักจิตวิทยาคำปรึกษา ศูนย์ให้คำปรึกษาครูเคท ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ระบุ อันดับแรกต้องแยกให้แน่ชัดว่าป่วยจริงหรือไม่ โดยโรค “จิตเภท” คืออาการป่วยจริง แต่มียารักษา อีกส่วนหนึ่งจะเรียกว่าโรค “บุคลิกภาพแปรปรวน” ซึ่งมีอาการที่แตกออกไปอีกหลายประเภท และจะสังเกตได้ยากมาก เนื่องจากจะมีบุคลิกภายนอกเหมือนกับคนทั่วไป เพราะฉะนั้นอาจจะพบคนที่เรียนเก่งมากๆ แต่ไม่มีจรรยาบรรณ และศีลธรรมก็ได้ ซึ่งอย่างกรณีที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่านักศึกษาแพทย์ยังมีสติขณะที่ทำ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เพราะเห็นได้จากการวางแผนอย่างรัดกุม และขณะที่กระทำผิดยังมีอาการกลัว อีกทั้งยังพยายามโกหกเพื่อที่จะเอาตัวรอดด้วย

ดังนั้น นักศึกษาแพทย์อาจจะไม่ได้มีอาการทางจิตอย่างที่กล่าวกัน แต่อาจจะมีความผิดปกติทางสมองก็เป็นได้ แต่ต้องย้อนกลับไปดูถึงรูปแบบว่าเติบโตมาอย่างไร ซึ่งการไปตัดสินว่าเด็กคนนี้เป็นคนบ้า มีปัญหาทางจิต หรือเป็นคนเลว จึงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ควรให้แพทย์วินิจฉัยไปทีละขั้นตอนก่อน

ดร.เนตรปรียา กล่าวต่อว่า ในประเด็นสังคมที่ว่า นักศึกษาคนดังกล่าวยังสมควรเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่หรือไม่ ตนคิดว่านักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวไม่ควรเป็นแพทย์และไม่ควรประกอบอาชีพที่อาจส่งผลร้ายต่อผู้คนได้ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจพัฒนาไปในทางที่เลวร้ายขึ้นได้ หากว่าสามารถฆ่าสัตว์ได้ แสดงว่าเป็นคนที่ไม่มีความเมตตากรุณาอยู่ในจิตใจ ดังนั้น กับตัวบุคคล อาจจะแยกไม่ออกและโดนมองว่าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกันก็ได้

บทสนทนาผ่านไลน์ระหว่างเจ้าของโรงแรมกับนักศึกษาแพทย์

อย่างไรก็ตาม หลังจบรายการต่างคนต่างคิด เจ้าของโรงแรม เปิดเผยข้อมูลเป็นบทสนทนาบนแอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งได้ไปหานักศึกษาแพทย์รายดังกล่าวเพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริงหลังพบยาวางเกลื่อนอยู่ในห้องพัก แต่นักนักศึกษาแพทย์รายนี้ตอบกลับมา โดยปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนวางยาสุนัข พร้อมทั้งบอกว่าจะเอาผิดโรงพยาบาลแรกที่ตรวจสุขภาพให้สุนัขด้วย

บทสนทนาผ่านไลน์ระหว่างเจ้าของบริษัทขนส่งกับนักศึกษาแพทย์

ขณะที่คุณณัฐนันท์ จีระวิวิธพร เจ้าของบริษัท H.S.K.Express เปิดข้อความบทสนทนากับนักศึกษาแพทย์รายนี้ด้วยเช่นเดียวกัน  ซึ่งข้อความดังกล่าวได้มีการนัดแนะการส่งสุนัขไปที่จังหวัดนครราชสีมา โดยนักศึกษาแพทย์ระบุว่า สุนัขของเขามีราคาแพง ตัวละ 40,000 บาท เป็นสุนัขสายเลือดดีและแข็งแรง ซึ่งจะซื้อไปให้แฟน เพราะสุนัขพันธุ์ดังกล่าวเหมือนตุ๊กตา เจ้าของบริษัทขนส่งระบุว่า ข้อความเหล่านี้คล้ายพยายามจะสื่อว่า หากบริษัทขนส่งทำสุนัขตัวนี้ตาย ก็จะต้องรับผิดชอบเป็นเงิน 40,000 บาท

อย่างไรก็ตาม หลังจากพูดคุยกันในรายการ เจ้าของบริษัทขนส่งเปิดเผยด้วยว่า นักศึกษาแพทย์รายนี้เคยอ้างว่า ถูกคนขับแท็กซี่ทำหูฟังหาย ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินราคาเพื่อเรียกค่าเสียหายจากคนขับแท็กซี่ คล้ายกับที่เจ้าของโรงแรมถูกเรียกเงินชดเชยค่าหูฟังจำนวน 30,000 บาท ทำให้ทั้งสองคนเชื่อว่าเป็นการฉ้อโกง และคนขับแท็กซี่น่าจะเป็นเหยื่ออีกราย โดยกรณีนี้เจ้าของโรงแรมเตรียมที่จะแจ้งความเอาผิดกับนักศึกษาแพทย์คนนี้ด้วย

keyboard_arrow_up