ถ้าที่ดิน ‘อัลไพน์’ ถูกเวนคืนเป็นที่ธรณีสงฆ์ จะให้ไปอยู่ไหน? ชาวบ้านร้องขอความเป็นธรรม เผยยังต้องผ่อนอีก 20 ปี

ตัวแทนชาวบ้านราชธานีคลองหลวง กว่า 10 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรมที่ดิน กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์จะถูกเวนคืนเป็นธรณีสงฆ์ เดือดร้อนยังต้องผ่อนบ้านเดือนละ 15,000 บาท อีกกว่า 20 ปี

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 60 นายโรมรัน ศรีวงษ์ชัย พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้านราชธานีคลองหลวง กว่า 10 คน ซึ่งเป็นที่ดินเกี่ยวข้องกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับกรมที่ดิน โดยมีนายมานัส ฉั่วสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นตัวแทนรับหนังสือ

สืบเนื่องจาก ที่ดินอัลไพน์ ที่คลอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านอยู่นั้น เดิมทีเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ซึ่งได้ทำพินัยกรรม ยกที่ดินจำนวน 730 ไร่เศษ บริเวณคลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้กับวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่เมื่อคุณยายเนื่อมถึงแก่กรรม เจ้าอาวาสในขณะนั้นต้องการขายที่ดิน แต่ผู้จัดการมรดกเดิม 3 คนไม่เห็นด้วย จึงตั้งผู้จัดการดูแลมรดกใหม่ คือ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และโอนที่ดินเข้ามูลนิธิ และจดทะเบียนขายให้แก่บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท กับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ และมีการจัดทำหมู่บ้านจัดสรรมานานกว่า 10 ปี ต่อมาภายหลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตัดสินว่าที่ดินนี้เป็นที่ธรณีสงฆ์ ผู้จัดการมรดกต้องโอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมที่ระบุไว้ให้ตกแก่วัดเท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้

ชาวบ้านจึงมีความวิตกังวล ว่าหากที่ดินถูกเวนคืนและกลายเป็นธรณีสงฆ์ ชาวบ้านกว่า 312 ราย จะไปอยู่ที่ไหน และขณะนี้บางรายยังต้องผ่อนชำระเดือนละกว่า 15,000 บาท เป็นระยะเวลาอีก 20 ปี บางรายผ่อนชำระหมดแล้ว แต่เงินทั้งหมดก็มาจากน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิต ก่อนจะเข้ามาซื้อ ไม่เคยทราบมาก่อน ว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นของวัด และเมื่อไปทำการกู้เงินกับธนาคาร ก็ไม่มีการแย้ง จึงทำให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหา จึงต้องการมาขอความเป็นธรรม เพราะชาวบ้านได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการซื้อมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนที่จะขายต่อได้

ทางด้าน นายประทีป กีรติเรขา อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินแล้ว อยู่ในกระบวนการแก้ไขและเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมายของศาล ต้องนำผลตัดสินจากคำพิพากษามาพิจารณา ชาวบ้านสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ คำสั่งวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้นผู้มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ก็อาจเพิกถอนคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายและทำคำสั่งใหม่ได้เสมอ โดยคำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองนั้นกับประโยชน์ของสาธารณะประกอบกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเกินควรแก่กรณี ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

keyboard_arrow_up