รุ่นน้องแอ่นอกรับ โกนหัวเรียน รุ่นพี่ไม่บังคับ เต็มใจโดนเตะ สังคมอย่าเดือดร้อนแทน (คลิป)

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งได้ได้เผยแพร่คลิปการรับน้องที่รุ่นพี่เตะรุ่นน้อง ก่อนที่ต่อมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ออกมายอมรับว่า เป็นเหตุการณ์ในมหาวิทยาลัยที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกจิตรกรรม และได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวน จนรุ่นพี่ถูกพักการเรียน (อ่าน: ไล่ออกรุ่นพี่เตะรุ่นน้องหลังคลิปว่อน อธิการเฉียบดัดนิสัยห้าว อึ้งจับน้องโกนหัวอ้างประเพณี)

ล่าสุด วันที่ 31 สิงหาคม 2560 นักศึกษาปีที่ 1 ที่ถูกรุ่นพี่ทำร้าย คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกจิตรกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  เปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านรายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศเวลา 18.45 น. ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 สิงหาคม) เวลาประมาณ 4 โมงเย็นช่วงกิจกรรมรับน้อง ตนและเพื่อนประมาณ 4 – 5คน มาสาย ทำผิดข้อตกลงของสาขา คือ ไม่ส่งงาน และยังแอบไปสูบบุหรี่ รุ่นพี่จึงทำโทษ โดยมีสอบถามความสมัครใจก่อนว่าจะให้ทำโทษแบบไหน ทุกคนก็เลือกวิธีการลุกนั่ง ระหว่างที่รุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ในคลิป ได้ถามว่าทำผิดจริงไหม แต่ตนไม่กล้าบอก พี่เขาเลยโมโหและเตะตนที่ก้น ไม่ใช่ซี่โครง

ส่วนตอนนี้ที่ทราบว่ารุ่นพี่ถูกพักการเรียน พวกตนก็รู้สึกผิด คือตนมองว่า พวกเราอยู่ด้วยกัน รุ่นพี่กลับโดนพักการเรียนผมก็สงสารรุ่นพี่ และคิดอย่างเดียวว่าต่อไปผมจะไม่ทำอีก ยอมรับว่าพวกตนไม่ได้โกรธ แต่ตนก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ปล่อยคลิปมีจุดประสงค์อะไร เพราะพวกตนก็ไม่เดือดร้อนอะไรแต่ทำไมคนอื่นถึงมาเดือดร้อน

สำหรับเรื่องที่ตัดผม ก่อนการตัด จะต้องถามความสมัครใจของน้องปี 1 และทำหนังสือผู้ปกครองก่อนทุกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา หากบางคนไม่สมัครใจที่จะตัด ก็ยังไม่มีการบังคับ แต่ที่พวกตนตัดเพราะได้มีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งผู้ปกครองทุกคนก็ทราบและไม่ได้ดุด่าอะไร หลังจากนี้ทางรุ่นพี่ก็บอกว่าจะไม่มีการทำเหตุการณ์เช่นนี้อีก และรุ่นพี่ของพวกตนก็มีมุมที่ดีคือคอยดูแลพวกตน

                                                  

ขณะที่ รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา บอกว่า ตนได้เห็นคลิปดังกล่าวก่อนที่จะมีการนำมาลงในสังคมออนไลน์ เพราะทางผู้ปกครองได้ส่งมาให้ดู ยอมรับว่าพอตนเห็นครั้งแรกก็ตกใจ เพราะมหาวิทยาลัยเคยบอกว่าการรับน้องห้ามถูกตัวกัน แล้วก็ได้นำเรื่องส่งให้รองอธิการสอบทันที แต่ภายหลังเห็นว่านักศึกษาได้มีการโกนหัว จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาบทลงโทษอีกครั้ง แล้วได้อาจารย์ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ ทุกคนเข้ามาให้ข้อมูล

ส่วนเรื่องที่ทางรุ่นพี่ทำจดหมายไปให้ผู้ปกครองเรื่องตัดผม ถือว่าผิด เพราะทางมหาวิทยาลัยไม่ได้รับทราบ และเป็นสิ่งที่ผิดระเบียบ

ส่วนทาง กลวัชร ดอกลำเจียก แอดมินเพจ Anti Sotus บอกว่า การเตะนั้นเป็นการลงโทษที่หัวโบราณ เพราะอย่างไรก็ตามรุ่นพี่ก็ผิดอยู่ดี ต่อให้รุ่นน้องยินยอมก็ผิดกฎหมาย ซึ่งตนก็คิดว่าอยากให้เปลี่ยนวิธีการ เพราะการรับน้องทำได้หลายวิธีที่จะทำให้ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องสนิทกัน

ขณะที่ภายหลังจบรายการต่างคนต่างคิด น.ส.เหมือนแพร (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาจิตรกรรม ม.ราชภัฎสวนสุนันทา เปิดเผยว่า ประเพณีการตัดผมของนักศึกษาชายเมื่อเข้ามาเรียนชั้นปีที่ 1 เท่าที่ตนทราบเริ่มมีมาตั้งแต่รุ่นแรก ๆ ของสาขา ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีการตกลงเลือกทรงผมกันเองว่าจะตัดทรงไหน เช่น รองทรงสูง สกินเฮด แต่ที่ผ่านมา เกือบทุกรุ่นก็จะตัดในทรงสกินเฮดแบบเดียวกันนี้ โดย น.ส.เหมือนแพร ยืนยันว่า ก่อนการตัด จะต้องถามความสมัครใจของน้องปี 1 และทำหนังสือผู้ปกครองก่อนทุกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา หากบางคนไม่สมัครใจที่จะตัด ก็ยังไม่มีการบังคับ และยังคงอยู่ร่วมกันกับเพื่อนคนอื่นได้อย่างปกติ ไม่มีการแบ่งพวกหรืออคติแต่อย่างใด ในฐานะรุ่นพี่ น.ส.เหมือนแพรเชื่อว่า การตัดผมให้เหมือนกัน ทำให้รุ่นน้องดูเป็นระเบียบ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้ยอมรับว่า ยังไม่ได้ทันคิดว่า ในสายตาคนภายนอกมองการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะคิดว่าเป็นการคุยเข้าใจกันทุกฝ่ายแล้วทั้งน้องและผู้ปกครอง

ผู้สื่อข่าว น.ส.เหมือนแพร (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาจิตรกรรม ม.ราชภัฎสวนสุนันทา

น.ส.เหมือนแพร เปิดเผยด้วยว่า เมื่อครั้งตนเข้าเรียนปี 1 ก็เคยตั้งคำถามกับรุ่นพี่เหมือนกันว่าทำไมต้องตัดเฉพาะปี 1 รุ่นพี่ไม่ตัดบ้าง แต่ก็มานั่งคิดเองว่า ประเพณีลักษณะนี้เกิดแค่ช่วงเวลาหนึ่ง คือแค่แรกเข้าปี 1 มีการตัดแค่ครั้งเดียว ไม่มีการโกนซ้ำ เมื่อผมยาวขึ้นก็จบไป และรุ่นที่ผ่านมาก็ผ่านกันมาแล้ว “ที่ผ่านมาเราอาจจะผิดที่ไม่คิดให้รอบคอบกว่านี้ จากนี้ต้องมีมาตรการในลำดับขั้นต่อไปว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร อาจจะต้องยกเลิกกฎระเบียบแบบนี้ เพื่อให้มีภาพลักษณ์และแนวความคิดที่ดีขึ้นกว่าเดิม” น.ส.เหมือนแพรกล่าว

ทั้งนี้ ยอมรับว่า กลุ่มเพื่อนและรุ่นน้องที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งถูกตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและมีบทลงโทษ ขณะนี้มีความเครียดและความกังวล พร้อมทั้งรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

keyboard_arrow_up