ศาลอนุมัติหมายจับ 8 เครือข่าย’โชกุน’ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และซ่องโจร

ศาลอนุมัติหมายจับ 8 เครือข่ายโชกุน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และซ่องโจร ด้านทหารเตรียมส่งตัวให้กองปราบพรุ่งนี้ ขณะที่ ปปง.เตรียมจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่อายัดได้ไว้ตรวจสอบ

พล...สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการกองปราบปราม บอกภายหลังประชุมร่วมชุดคลี่คลายคดีฉ้อโกงประชาชนของนางสาวพสิษฐ์ อริญชญ์ลาภิศ หรือโชกุน ว่า ช่วงเช้าวันนี้ศาลได้อนุมัติหมายจับเครือข่ายโชกุนทั้ง 8 คน ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) แล้วในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และซ่องโจร ทั้งนี้ จะแจ้งข้อกล่าวหาซ่องโจรเพิ่มเติมกับนางสาวพสิษฐ์ หรือโชกุนด้วย โดยในวันพรุ่งนี้ (18 เม.ย.) ทหารจะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง คนในเครือข่ายโชกุนมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

โดยจะต้องพิจารณากลุ่มที่เป็นแม่ข่ายพ่อข่ายแต่ละรายว่า จะมีเจตนาทุจริตหรือไม่ ส่วนนายฉัตรมงคล บำเพ็ญ นักแสดงที่เป็น ในผู้เสียหาย ที่เดินทางมาแจ้งความวันนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายมีความผิดด้วยหรือไม่ แม้นายฉัตรมงคล จะระบุว่า ตนเองเป็นผู้เสียหาย แต่เบื้องต้นพบว่า นายฉัตรมงคล เคยมีรายชื่อร่วมนั่งเครื่องบินเช่าเหมาลำเอ็มเจ๊ด ไปกับนางสาวพสิษฐ์หลายครั้ง ส่วนกรณีที่นางสาวพสิษฐ์อ้างว่า มีนายทุนผู้เกี่ยวข้องอยู่ที่ต่างประเทศด้วยมองว่าน่าจะเป็นข้ออ้างแต่ตำรวจจะพยายามสืบต่อไป

ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น กรมบังคับคดีก็จะดำเนินการในการเรียกร้องค่าเสียหายคืนให้กับเหยื่อทุกรายที่ได้แจ้งความไว้ ขณะที่การดำเนินงานของ ปปง. อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนางสาวพสิษฐ์ หรือ โชกุน ส่วนทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกอายัดไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน มีทั้งบัญชีธนาคารจำนวนกว่า 3 ล้านบาท รวมถึงรถของกลางจำนวน 6 คัน ที่ยึดอายัดมาจากจังหวัดระนองด้วย ซึ่งนางสาวพสิษฐ์ ยอมรับว่า รถทั้ง คันนั้นซื้อมา แต่จากการตรวจสอบพบว่าชื่อผู้ครอบครองรถยังเป็นชื่อคนอื่นอยู่ จึงต้องยึดและตรวจสอบรายละเอียดต่อไป

ขณะที่วันนี้ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้คุยกับนายปริญญา ยืนนาน ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ในปี 2557 นางสาวพสิษฐ์ อริญชญ์ลาภิศ หรือโชกุน ได้เปิดบริษัทคริสตัน ฟินิค สมาร์ททัวร์เป็นบริษัทขายแพคเก็จทัวร์ และตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ ซึ่งพี่สาวของนายปริญญา ได้ติดต่อกับทางซินแสโชกุนเพื่อซื้อตั๋วบินกลับประเทศไทย ในราคา 32,500 บาท โดยนายปริญญาเป็นผู้โอนเงินไปให้ แต่ไม่มีดำเนินการใดๆ จึงได้ทำการแจ้งความในเดือนสิงหาคม ที่สภ.บุรีรัมย์

โดยร้อยเวรได้บอกว่าหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ แต่ทาง สภ.ก็ไม่ได้ให้ใบแจ้งความแก่นายปริญญา ซึ่งหลักฐานการโอนเงินได้ทำการถ่ายรูปเก็บไว้ โดยเห็นว่าคดีไม่มีความคืบหน้ามาร้องเรียนที่กองปราบปรามในวันนี้อีกครั้ง แต่ทางกองปราบกลับให้นายปริญญา กลับไปที่ สภ.บุรีรัมย์เพื่อไปขอใบแจ้งความตัวจริงกับร้อยเวรหรือผู้บัญชาการและกลับมาแจ้งความใหม่

ทั้งนี้ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ได้กล่าวเสริมว่าในเรื่องนี้ ว่าทางกองปราบปรามควรจะประสานกับทาง สภ.บุรีรัมย์เรื่องการขอเอกสารการแจ้งความ เพื่อไม่เป็นการผลักภาระให้กับประชาชน หรือถ้าไม่มีใบแจ้งก็ให้แจ้งความใหม่ได้.

keyboard_arrow_up