หรือนี่จะเป็นเหตุผล…ที่ทำให้ยังมีเด็กนักเรียนถูกทำร้ายในสถานศึกษา!?

ณ ตอนนี้คงไม่มีกรณีไหนจะเป็นประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจ เท่ากับกรณีที่มีสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งในจังหวัดพะเยา โพสต์คลิปวิดีโอเด็กนักเรียนถูกทำร้ายโดยการหวีผม กระชากและดึงผม และในคลิปที่ 2 ปรากฏภาพรุ่นพี่ใช้เท้าถีบหน้าจนเด็กรุ่นน้องร้องไห้ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ่าย 5 พันจบเรื่อง (อ่านเพิ่มเติม : คลิปสะเทือนใจรุ่นพี่ ม.2 รุมแกล้ง ป.4 ดึงผม ผ้าอุดปาก ผอ.วอนหยุดแชร์ (คลิป))

ในส่วนของคดีนั้นก็ต้องว่ากันไปตามขบวนการยุติธรรม ว่าเด็กที่ก่อเหตุในครั้งนี้จะได้รับผลจากการกระทำอย่างไรบ้าง แต่อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้คนต่างให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน คงต้องยกให้สาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้แม้จะอยู่ในเขตสถานศึกษา ที่ซึ่งผู้ปกครองต่างให้ความมั่นใจว่า…ลูกหลานของพวกเขาจะได้รับการดูแล และมีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของเหล่าครูอาจารย์ และสังคมที่เป็นมิตรกับบุตรหลานของพวกเขา

จากการรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากบริบทที่เกิดขึ้น Amarin TV ขออนุญาตเสนอตั้งสมมติฐานจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ทำให้ยังมีเด็กนักเรียนถูกทำร้ายในสถานศึกษา ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากเรื่องเหล่านี้

1. จำนวนครูที่น้อยกว่านักเรียนจนทำให้ดูแลกันไม่ทั่วถึง
นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราต่างเคยชินกับการมีครูหนึ่งหรือสองคน ที่ดูแลนักเรียนกว่า 30 -40 ชีวิตในห้องเรียน แม้ภาพรวมจะดูเรียบร้อย แต่หากมองกันแบบลึกๆ แล้ว ระบบเช่นนี้มักเปิดช่องว่างให้เกิดการเรื่องไม่คาดฝันกับนักเรียนกลุ่มเล็กๆ ในห้อง เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นได้ โดยที่ผู้สอนอาจไม่ทราบมาก่อน

2. ผู้มีอิทธิพลเวอร์ชั่นขาสั้นคอซอง
เราอาจไม่คิดว่าเด็กในวัยนี้จะมีความคิดอันตรายแบบในละครหรือการ์ตูน แต่เชื่อเถอะว่าเรื่องราวที่แต่งเติมขึ้นมานี้ ล้วนแต่มีฐานข้อมูลมาจากเรื่องจริงทั้งสิ้น และบางครั้งก็อาจอยู่ใกล้ตัวบุตรหลานของคุณมากกว่าที่คิด และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อสนองอารมณ์ตัวเองอย่างไม่เกรงกลัวกฎระเบียบใดๆ เพราะเด็กกลุ่มนี้มั่นใจว่ากลุ่มของตนใหญ่พอที่นักเรียนคนอื่นๆ จะไม่เขามายุ่ง หรือที่แย่กว่านั้น คือมีผู้ปกครองพร้อมหนุนหลังจากครูอาจารย์เลี่ยงที่จะมีปัญหาด้วย

3. งานของครูมีแค่สอน
แม้จะบอกว่าครูคือแม่ (หรือพ่อ) คนที่สองของนักเรียน แต่ด้วยระบบการประเมินผลต่างๆ ของสถานศึกษาในปัจจุบัน ทำให้บางครั้งเป้าของผู้สอนเปลี่ยนมามุ่งเน้นการสร้างผลงานเพื่ออนาคตของตัวเอง หรือบางครั้งก็อาจจะอยากให้ความสำคัญกับเด็กๆ ที่อยู่ในการดูแล แต่ด้วยงานในแต่ละวันที่ให้เป้าหมายนี้ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้

4. สังคมบางกลุ่มยังเห็นเด็กออทิสติกเป็นเรื่องตลก
ปฎิเสธไม่ได้ว่าสื่อบังเทิงที่ผ่านมาในสังคมบ้านเรา มักมอบบทตัวโจ๊กให้กับคนกลุ่มนี้ (ยกเว้นภาพยนตร์ดีๆ บางเรื่องที่พยายามแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเด็กออทิสติก ที่สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมได้) จนทำให้คนบางกลุ่มในสังคมพาลติดภาพลักษณ์ของผู้ป่วยออทิสติกว่ามีฐานะเป็นเช่นนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วทั่วโลกต่างผลักดันให้สังคมเกิดการยอมรับในความเสมอภาคของคนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น

5. โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะดูแลเด็กพิเศษพร้อมกับเด็กทั่วไป
แม้จะเป็นแนวทางที่หลายโรงเรียนพยายามชูประเด็นเพื่อสร้างมาตรฐานทางการศึกษาให้กับตนเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกสถานศึกษาที่พร้อมสำหรับแนวทางดังกล่าว อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้น หากมีครูหรือเพื่อนร่วมชั้นที่คอยประกบติดเด็กออทิสติกอย่างใกล้ชิด ก็คงเกิดเป็นคลิปแย่ๆ แบบนี้ขึ้น

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความเห็นเพียงบางส่วนที่เหมือนกับส่วนยอดบนภูเขาน้ำแข็ง เพราะยังมีปัญหาอีกมากมายที่จมข้างล่าง และยังเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขในเวลาเช่นนี้

keyboard_arrow_up