จับ ปรับ จริง ดีเดย์ ม.44 จับนั่งกระบะท้าย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ผู้ใช้รถกระบะเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการกวดขันห้ามนั่งด้านท้ายกระบะหรือแคป เพราะกระทบกับการใช้ชีวิต โดยวันนี้ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้พูดคุยกับผู้ถูกปรับรายแรกตามความผิดด้านการจราจร ของมาตรา 44 ซึ่งเจ้าตัวยังมีความสงสัยกับการบังคับใข้กฎหมาย เพราะเริ่มบังคับใช้วันนี้ แต่กลับถูกปรับวานนี้

วันนี้นับเป็นวันแรกที่เริ่มบังคับใช้กฎหมายจราจร ตามคำสั่งมาตรา 44 โลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย ซึ่งเมื่อวานนี้มีผู้ใช้ Facebook ส่วนตัวรายหนึ่ง (ปูเก้ อารยา ใจภักดี) ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม โพสต์ Facebook พร้อมด้วยรูปใบสั่งที่ระบุว่า มีความผิดในข้อหาขับรถไม่ตรงตามประเภทเพราะเธอและเพื่อนเดินทางโดยรถกระบะ และมีผู้โดยสารนั่งท้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อห้ามที่เริ่มประกาศใช้ในวันนี้ โดยถูกปรับเป็นเงินจำนวน 200 บาทบริเวณที่ตำรวจตั้งด่านตรวจไปแล้ววานนี้

ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ทีวี คุณปรัศนีย์ ตันนะไพบูรณ์ ได้วิดีโอคอลพูดคุยกับเจ้าของเฟซบุ๊ค และเพื่อนซึ่งเป็นคนขับรถเมื่อวาน คือ น..อารยา ภูเกษ หรือน้องปูเก้ อายุ 26 ปี และนายสุรชัย ดรชัย หรือน้องเปิ้ล อายุ 26 ปี

น้องปูเก้ บอกว่า ตัวเองและเพื่อนมีอาชีพเป็นนักแสดงหมอลำ เวลาเดินทางออกไปแสดงก็มักจะใช้รถกระบะเดินทาง เพราะสามารถไปพร้อมกันได้ทั้งหมด ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งมาตรา 44 นั้น ทราบว่าจะเริ่มบังคับใช้ในวันนี้ (5 เม.. 60) แต่ทำไมเธอถึงโดนปรับตั้งแต่เมื่อวาน (4 เม.. 60) ที่นำรูปและข้อความโพสต์ลงเฟซบุ๊ค เพราะต้องการแชร์ให้คนในสังคมรู้ว่าจับ ปรับ จริง

โดยยอมรับว่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะนับว่าเป็นคนแรกที่ถูกปรับในข้อหาดังกล่าว และอยากจะเรียกร้องให้ผู้บังคับใช้กฎหมายเห็นใจชาวบ้านด้วย เพราะคนต่างจังหวัดก็มีชีวิตผูกพันธ์กับรถกระบะ เพราะสามารถใช้ทำมาหากินได้ และสามารถเดินทางไปพร้อมกันได้ทั้งครอบครัว ที่สำคัญจะให้ถอยรถใหม่ที่เป็นรถตู้หรือรถเก๋งก็ไม่มีทุนทรัพย์แล้วเพราะรถคันนี้ก็ยังผ่อนไม่หมด

นอกจากนี้ คุณปรัศนีย์ ตันนะไพบูรณ์ ยังได้ลงพื้นที่บริเวณถนนราชพฤกษ์ เพื่อติดตามสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมาย พบว่าบริเวณด้านหน้าโฮมโปรราชพฤกษ์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองข่อย มาอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมประชาสัมพันธ์การบังคับใช้กฎหมายจราจร ตามคำสั่งมาตรา 44 ทั้งการห้ามนั่งท้ายกระบะ ห้ามนั่งบริเวณแคปและให้รัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งโดยสารซึ่งเช้าวันนี้ยังคงมีประชาชนเดินทางโดยใช้รถกระบะเป็นจำนวนมาก

นายกำพล ทาเอ้ย อายุ 48 ปี อาชีพรับเหมาก่อสร้างเดินสายไฟฟ้า บอกว่า ที่บ้านมีรถกระบะเพียงคันเดียว เขาตัดสินใจซื้อรถคันนี้มาเพื่อใช้ทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว และด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ก็ซื้อได้เพียงกระบะแคปแบบนี้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวก็เกิดปัญหาว่าจะไปทำงานได้อย่างไร เพราะไม่สามารถนำลูกน้องเดินทางไปด้วยได้ ที่สำคัญกระบะแบบแคปนั่งโดยสารได้เพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งการทำงานรับเหมาก่อสร้างไม่สามารถทำงานได้เพียงสองคน ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้เกิดผลกระทบกับรายได้ของครอบครัวอย่างแน่นอน รวมถึงค่ายรถต่างๆ ก็ต้องได้รับผลกระทบด้วย หากประชาชนไม่เลือกซื้อ เพราะไม่สามารถใช้เดินทางได้พร้อมกันทั้งครอบครัว

นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนบางส่วนไม่ทราบว่ามีกฎหมายดังกล่าวออกมาประกาศใช้ในวันนี้ ทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกมาชี้แจงและประชาสัมพันธ์กฎหมายก็เกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ตามปกติ อย่างคุณลุงวิเชียร สาลี อายุ 55 ปีอาชีพรับเหมาก่อสร้างเดินทางมาจากอำเภอบางไทรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบอกว่าอาจจะต้องหยุดทำงานในระยะนี้เพราะไม่สามารถใช้รถสัญจรโดยมีลูกน้องนั่งอยู่ด้านท้ายกระบะได้เหมือนที่ผ่านมาแม้จะรู้ดีว่าการนั่งด้านท้ายกระบะโดยมีอุปกรณ์การทำงานร่วมอยู่ด้วยนั้นอันตรายแต่ก็ไม่มีทางเลือก

 

ซึ่งหากจะใช้เป็นที่นั่งโดยสารจะต้องมีการติดตั้งหลังคาให้เรียบร้อย คุณลุงก็ยอมรับว่าเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายเพราะทุกวันนี้รายได้ก็ไม่ค่อยเพียงพออยู่แล้วอาจจะต้องมองหาหลังคาโครงเหล็กมือสองมาติดตั้งที่รถไปก่อน

ส่วนมาตรการรัดเข็มขัดของที่นั่งโดยสารนั้น คุณปรัศนีย์ได้พูดคุยกับคนขับรถแท็กซี่สาธารณะรายนี้ โดยเขาบอกว่า ไม่กังวลกับกฎหมายที่ออกมาบีงคับใช้ เพราะถือว่าเป็นการรับผิดชอบร่วมกันในสังคม ส่วนตัวในฐานะคนขับรถก็มีการคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นประจำอยู่แล้ว แล้ววันนี้ที่มีการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 44 ก็มีการทำแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์มาติดในรถให้ผู้โดยสารได้ทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายและขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับคนละ 500 บาท.

keyboard_arrow_up