ตำนานบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย ‘ศ.ศิลป์ พีระศรี’

หากกล่าวถึงผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับวงการศิลปะไทย และทำให้เจริญรุ่งเรืองมาถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าทุกคนจะต้องนึกถึงตำนานแห่งศิลปะร่วมสมัยอย่าง ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวิทยาลัยศิลปากร ผู้เป็นทั้งศิลปินและปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ศ. ศิลป์ พีระศรี ถูกยกให้เป็นปรมาจารย์ทางศิลปะอย่างแท้จริง เป็นผู้รอบรู้วิทยาศิลปะทุกประการ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ การเมือง สุนทรียภาพ ความงาม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์ ศ. ศิลป์ พีระศรี ได้แสดงฝีมือประติมากรรมที่โดดเด่นไว้หลายชิ้น โดยได้ออกแบบอนุสาวรีย์ตามคำสั่งของทางราชการไว้มากมายหลายแห่ง เรียกว่าอนุสาวรีย์เกือบทั้งหมดของประเทศล้วนแต่ผลงานจากฝีมือของท่าน เช่น พระศรีศากยะทศพลญาน จังหวัดนครปฐม, ประติมากรรมปูนปั้นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ, พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สะพานพุทธฯ กรุงเทพฯ, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี นครราชศรีมา และอีกมากมาย จนได้รับขนานนามว่าเป็น ศิลปินสาธารณะ

นอกจากนั้น ศ. ศิลป์ พีระศรี ยังเป็นบุคคลแรกที่ยกระดับวงการศิลปะไทยอันส่งคุณค่าออกสู่สายตาชาวโลก ท่านเล็งเห็นว่า นอกจากจะสอนให้ลูกศิษย์มีความสามารถด้านศิลปะแล้ว งานศิลปะเหล่านั้นควรได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะชนด้วย จึงเป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนงานศิลปะระหว่างประเทศเกิดขึ้น ด้วยการจัดประกวดงานศิลปะแห่งชาติ ทำให้ศิลปินไทยได้มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในวงการศิลปะของโลก ศิลปินแห่งชาติกว่า 99% ล้วนแต่เป็นฝีมือการปั้นจาก ศ. ศิลป์ พีระศรี

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 เดิมครอบครัวมีอาชีพค้าขาย ชีวิตในวัยเด็กนั้น คอร์ราโด ไม่ชอบเรียนวิชาสามัญเท่าไหร่นัก มักหนีโรงเรียนไปดูช่างปั้นรูป ช่างเขียนรูปอยู่เสมอ จนรู้จักกับศิลปินมีชื่อหลายคน และมักขอเป็นลูกมือช่วยเสมอ แม้ทางครอบครัวจะไม่สนับสนุน เพราะอยากให้สืบทอดกิจการ

จนกระทั่งวันหนึ่งประติมากรมีชื่อเห็นแววทางด้านศิลปะของ คอร์ราโด และชักชวนให้ไปร่วมงานกัน หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษางานศิลปะอย่างจริงจัง ในสถาบันศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ และจบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปี ในขณะที่มีอายุเพียง 23 ปี และสอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตร์จารย์มีความรู้ในงานศิลปะรอบด้าน โดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านงานประติมากรรม และจิตรกรรม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระประสงค์ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านศิลปะตะวันตกเพื่อที่จะเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นในแผ่นดินไทยและทำการฝึกสอนช่างไทยให้มีความสามารถในการสร้างงานประติมากรรมแบบตะวันตกได้ ทางรัฐบาลอิตาลีจึงได้ยื่นข้อเสนอโดยการส่งคุณวุฒิและผลงานของศาสตราจารย์คอร์ราโดให้สยามพิจารณา โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการคัดเลือกศาสตรจารย์คอร์ราโด ให้มาปฏิบัติงานในสยาม ด้วยเหตุนี้ศาตราจารย์คอร์ราโดจึงเดินทางสู่แผ่นดินสยาม เพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา

ศาสตรจารย์คอร์ราโด ได้ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้น สังกัดกรมศิลปากร และพัฒนาการเรียนการสอนเรื่อยมา จนในปี พ.ศ. 2485 ได้ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยจัดตั้งคณะจิตรกรรมและประติมากรรม ขึ้นเป็นคณะวิชาแรก ซึ่งศาสตราจารย์คอร์ราโดดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนอีกด้วย

การปฏิบัติหน้าที่ราชการให้แก่รัฐบาลไทยนั้น ศ. ศิลป์ พีระศรี ไม่ได้มุ่งแต่จะนำหลักการของศิลปะตะวันตกมาอบรมสั่งสอนและทำให้เกิดความนิยมในหมู่คนไทยเท่านั้น แต่ยังศึกษางานศิลปะของไทยและสนับสนุนให้คนไทยสนใจศึกษาและคุณค่าของศิลปะประจำชาติ พยายามรักษาไว้ไม่ให้สูญสลายไป ศ. ศิลป์ มีความรักในเมืองไทยมาก ถึงขั้นออกปากว่า ตัวท่านเองนั้นไม่ใช่ฝรั่ง แต่เป็นคนไทยที่ไปเกิดในเมืองฝรั่งเท่านั้น 

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485 ประเทศอิตาลียอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอิตาเลียนในประเทศไทยจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของญี่ปุ่น ทำให้ศาสราจารย์คอร์ราโดเองก็ถูกควบคุมตัวไว้เช่นกัน แต่รัฐบาลไทยได้ขอควบคุมตัวศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจีเอาไว้เอง โดยหลวงวิจิตรวาทการ ได้ดำเนินการทำเรื่องราวขอโอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘นายศิลป์ พีระศรี’ นับแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อไม่ต้องไปถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึก โดยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ค่าครองชีพในประเทศไทยสูงขึ้น ทำให้สถานะทางการเงินของท่านได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จำต้องขายทั้งรถยนต์และบ้าน รวมถึงที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางการเงิน ไม่ยอมทิ้งลูกศิษย์และอุดมการณ์ในการพัฒนาวงการศิลปะไทยของท่าน แม้จะต้องหยุดชีวิตครอบครัวและชีวิตสมรสไว้ที่บ้านเกิดอย่างอิตาลี

ศ. ศิลป์ พีระศรี ไม่ได้มีเพียงผลงานทางด้านศิลปะเพียงอย่างเดียวที่กลายเป็นที่จดจำ ยังมีคำสอนที่คอยเตือนใจบรรดาลูกศิษย์มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประโยคที่ว่า

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักว่า ชีวิตของมนุษย์นั้นแสนสั้นนัก

เมื่อเปรียบเทียบกับการยืนยงคงงอยู่ของศิลปกรรม ที่จะยืนยงคงอยู่ยาวนานนับร้อยนับพันปี  

ภาพและข้อมูลจากรายการ: ตำนาน ตอน บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย ศ.ศิลป์ พีระศรี

keyboard_arrow_up