มีแต่สิ่งมหัศจรรย์! หลงเสน่ห์แดนอิเหนา กับ ‘9 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควร…พลาด!’

การบินไทย แนะ “9 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควร…พลาด!” แพคกระเป๋าแล้วออกเดินทางไป “อินโดนีเซีย”

แดนอิเหนา หรือประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่โดดเด่นด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีธรรมชาติอันงดงาม และมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับบ้านเรามายาวนาน และยังเป็นประเทศแลนด์มาร์คยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างเดินทางมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะบาหลี

นอกจากเกาะบาหลีแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย ทั้งความอลังการแห่งสถาปัตยกรรม ความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ ด้วยทัศนียภาพที่งดงามของชายหาดสีขาว ทิวเขา อาหารเลิศรส รอยยิ้มอันอบอุ่น และสินค้าแฟชั่นคุณภาพ ที่ใครไปแล้วมักพบว่า ยังมีอีกหลายแห่งที่ต้องเที่ยว และต้องย้อนกลับไปเยือนเหมือนต้องมนต์ขลังของ “แดนอิเหนา” ล่าสุด “การบินไทย” ขอแนะนำ “9 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาด” ที่หากไปอินโดนีเซียแล้วไม่ควร…พลาด

1. เกาะบาหลี (Bali) อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย
“เกาะบาหลี”
เกาะที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก และได้รับรางวัลในด้านการท่องเที่ยวมาโดยตลอด ด้วยความสวยงามของภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งชายฝั่งทะเล ชายหาดในเขตร้อนชื้น นาข้าวที่เขียวชะอุ่มลาดไปตามทางเป็นขั้น และภูเขาไฟตามไหล่เขา แถมยังเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย

และแหล่งความเชื่อที่ยังคงเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ และสวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งของบาหลี นั่นคือ วัดเบซากีห์ รวมถึงถนนที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยสถาปัตยกรรมแบบกลุงกุง ที่มีความงดงามมากแบบหนึ่ง นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่พลาดไม่ได้กับสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกให้แวะมาเยือนที่บาหลีมากที่สุด คือ ชายหาดสำคัญอย่าง Kuta ที่อยู่ห่างจากสนามบินเพียง 2-3 กิโลเมตร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงใหลกลิ่นไอทะเล

2. วัดบุโรพุทโธ (Borobudur) มหาเจดีย์ สิ่งมหัศจรรย์แห่งอินโดนีเซีย
สำหรับคนอินโดนีเซียแล้ว วัดบุโรพุทโธถือเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด โดยตั้งอยู่ที่เมืองยอร์กยาการ์ตา หรือ ยอกยา บนเกาะชวา ถูกนับว่าเป็นพุทธสถาน ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 75 ปี ในช่วงประมาณศตวรรษที่ 8 และ 9 สร้างก่อนปราสาทนครวัดของกัมพูชาประมาณ 300 ปี โดยใช้อิฐบล็อกประมาณ 2 ล้านก้อน สร้างพุทธสถานแห่งนี้ขึ้นมา จนมีขนาดมหึมา หลังจากนั้นไม่นานวัดบุโรพุทโธก็ถูกทิ้งร้างขาดการดูแล และถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นขี้เถ้าภูเขาไฟมานับร้อยปี จนในปี 1814 ก็ถูกค้นพบโดย เซอร์ โทมัส แสตมฟอร์ด ราฟเฟิล และในช่วงระหว่างปี 1975-1982 วัดแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ โดยรัฐบาลอินโดนิเซียและองค์การยูเนสโก และยังได้รับการบันทึกว่าเป็น “มรดกโลกที่ใหญ่ที่สุด” ในปี 1991 อีกด้วย

3. อุทยานแห่งชาติโคโมโด (Komodo National Park)
อุทยานแห่งชาติโคโมโด
ตั้งอยู่ใกล้หมู่เกาะซุนดาน้อย ประกอบด้วยเกาะใหญ่ ๆ 3 เกาะ คือเกาะโคโมโด เกาะริงกา และเกาะปาดาร์ และยังมีเกาะเล็กๆ อีก 26 เกาะ ซึ่งชื่อของเกาะตั้งตามชื่อมังกร โคโมโด สัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่ที่สุดอาศัยอยู่ โดยมังกรนี้บางตัวยาวถึง 3 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 70 กิโลกรัม แม้ว่ามันจะกินซากศพของสัตว์ที่ตายแล้วก็ตาม แต่พวกมันก็ยังได้ชื่อว่าเป็นยอดนักล่าที่น่าเกรงขาม และยังคงล่าเหยื่ออย่างนก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์เพราะถูกล่า ทั้งนี้ อินโดนีเซียจึงมีมาตรการแต่งตั้งให้เกาะโคโมโดเป็นอุทยานแห่งชาติ รวมถึงองค์การยูเนสโกเองก็ยังรับรองให้เป็นมรดกโลกในปี 1991 และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่ของโลกในปี 2011 อีกด้วย

4. โทราจาแลนด์ (Torajaland) แดนลึกลับแห่งอิเหนา
โทราจาแลนด์ เป็นพื้นที่เขตบริเวณที่สูงทางตอนใต้ของเกาะสุลาเวสี ซึ่งเป็นบ้านของชาวโทราจา และในโทราจาแลนด์นี่เองมีบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังเป็นที่เตะตาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก คือหลังคาบ้านจะมีขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นมุมแหลม 2 ด้าน เว้าตรงกลางลงมา เป็นที่รู้จักกันในนาม “ทองโคนัน” (Tongkonan) แต่ความสวยก็ปนมากับความสยอง เพราะบ้านหลังนี้เอาไว้เก็บศพเพื่อทำพิธี หลังจากที่คนตายแล้วก็จะนำร่างมาเก็บไว้ในบ้านนี้อยู่หลายวัน จนกว่าจะถึงพิธีศพ และคนตายก็จะถูกฝังที่รังเล็กๆ ในโพรงต้นไม้ นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของการทำพิธีศพที่ไม่เหมือนใครแล้ว ที่นี่ยังเด่นในเรื่องของกาแฟชั้นเยี่ยมอีกด้วย

5. บูนาเคน (Bunaken) สวรรค์ของนักดำน้ำ
สำหรับผู้มีใจรักโลกใต้ทะเล ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ต้องห้ามพลาด บูนาเคน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุลาเวสี ซึ่งเป็นสถานที่โปรดปรานของผู้รักท้องทะเล เพราะเป็นบริเวณที่เหมาะกับการดำน้ำมากที่สุดในอินโดนิเซีย เกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานทางทะเลของบูนาเคน มีความพิเศษตรงที่ ตั้งอยู่ในห้วงน้ำรอยต่อระหว่าง ทวีปเอเชีย กับ ออสเตรเลีย เป็นแหล่งที่มีปลามากมายกว่า 70 สายพันธุ์ ซึ่งอินโดนีเซียได้ตั้งให้ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลตั้งแต่ปี 1991 เพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ลักษณะของพื้นทะเลก็สวยแปลกตา และหาดูได้ยาก โดยจะมีลักษณะเป็นหน้าผาลาดชันลงไปในทะเล (Wall dive) แม้ว่านักท่องเที่ยวโดยมากที่มาอินโดนีเซียจะรู้จักเกาะบาหลีมากกว่า แต่นั่นเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัส ประเพณีและวัฒนธรรม แต่หากต้องการสัมผัสถึงทะเลแบบลึกซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว ต้องมาที่ บูนาเคน

6. ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภูเขาไฟโบรโม อยู่ในเทือกเขาเทงเกอร์
ในทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งภูเขาไฟแห่งนี้ยังคุกรุ่นอยู่ โดยปล่องภูเขาไฟมีความสูง 2,329 เมตร มีการระเบิดครั้งล่าสุดในปี 2547 แม้ภูเขาแห่งนี้จะไม่ใช่ลูกที่สูงที่สุด แต่ก็เป็นภูเขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องห้ามพลาด เพราะมีจุดชมวิวที่สวยงาม มองวิวได้แบบพาโนรามาจากยอดภูเขาไฟ มองไปยังเถ้าภูเขาไฟข้างล่าง และวิวโดยรอบ รวมถึงควรมารอรับอรุณบนยอดภูเขาไฟแห่งนี้ เพื่อให้ทันเวลาชมดวงอาทิตย์ขึ้นสาดแสงไปทั่วพื้นดิน

การเดินทางเพื่อขึ้นชมปากปล่องภูเขาไฟ สามารถเดินหรือขี่ม้า ซึ่งระหว่างทางจะมีที่พักให้เป็นระยะ โดยมากแล้วจุดประสงค์หลักๆ ของนักท่องเที่ยวที่มา คือ เดินชมรอบปล่องภูเขาไฟ และในด้านความเชื่อของคู่รัก การนำดอกไม้ที่ซื้อจากชาวบ้านมาอธิษฐานแล้วโยนลงไป จะเป็นการขอให้ความรักสมหวัง และครองรักกันตราบนาน

7. ทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ที่สุดแห่งทัศนียภาพทางทะเลบนปากปล่องภูเขาไฟ
ทะเลสาบโทบา
ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตราเป็นทะเลสาบที่เกิดในบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ มีระยะทางยาวถึง 100 กิโลเมตร และกว้าง 30 กิโลเมตร ทะเลสาบมีสีฟ้าอมเขียว เป็นเสน่ห์ของธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ อากาศที่สดชื่นเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่า สถานที่นี้เคยเป็นสถานที่สร้างประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก ด้วยการระเบิดแบบ super volcanoes ที่ไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟโดยทั่วไป เป็นการระเบิดของภูเขาไฟที่มีความแรงสูงมาก เมื่อประมาณ 70,000 ปีก่อน จนทำให้เกิดการทรุดตัวของแอ่งภูเขาไฟ ด้วยระยะเวลาที่มากขึ้น การขยายของปากปล่องก็ยิ่งกว้างและลึกขึ้นเป็นที่เก็บกักน้ำฝนที่สวยงาม กล่าวได้ว่าเป็นปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้เกิดทะเลสาบสีฟ้าครามแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะชอบมาว่ายน้ำเล่นกันที่ทะเลสาบแห่งนี้

8. มัสยิดอิสติกลัล (The Istiqlal Mosque)
เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถจุคนได้มากกว่า 120,000 คน ถูกสร้างขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ตั้งแต่ปี 1975 ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจว่า ผู้ที่ออกแบบสถานที่แห่งนี้คือสถาปนิก ชาวคริสเตียน โดยจุดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมนี้ คือ โดมขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกล เน้นตกแต่งแบบอนุรักษ์นิยม โดยภายในห้องสวดมนต์ขนาดยักษ์ มีเสาขนาดใหญ่ถึง 12 ต้น เพื่อเป็นฐานรองรับ มีประตูเข้าออก ถึง 7 ทาง มีน้ำพุตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดิน รวมทั้งมีห้องสวดมนต์อีกหนึ่งห้องพร้อมลานขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 และอีกหนึ่งความน่าประทับใจ คือ การเอื้อเฟื้อสถานที่ของกันและกัน โดยหากชาวคริสเตียนมาทำพิธีศาสนาใกล้ๆ มัสยิด ก็สามารถที่จะเข้าจอดรถในบริเวณมัสยิดได้ นี่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของอินโดนีเซีย ที่นอกจากจะมีระบบการเมืองการปกครองที่มีเสถียรภาพแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในเรื่องของศาสนา

9. เกาะสุลาเวสี (Sulawesi)
ชื่อที่เรียกกันส่วนใหญ่ของเกาะสุลาเวสีนี้คือ “เกาะกล้วยไม้” เหตุเพราะเมื่อเรามองภาพบนแผนที่จะมีลักษณะคล้ายกับกล้วยไม้ ซึ่งเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเกาะบอร์เนียว และเกาะมาลูกู ชาวเมืองสุลาเวสียังขึ้นชื่อในเรื่องความสามารถทางด้านศิลปะและหัตถกรรม เช่น เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า และการเต้นรำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทอผ้าที่มีความประณีตมาก และมีอีกเรื่องที่น่าสนใจของที่นี่ ที่คนไทยควรทราบนั่นคือก็ข้อสันนิษฐานว่าชื่อเมือง มากัสซาร์นั้นเป็นที่มาของคำว่า มักกะสัน เพราะด้วยความเกี่ยวโยงกันในหลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ด้วยเหตุนี้ สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่หากคนไทยได้แวะไปอินโดนีเซียแล้ว ต้องห้ามพลาด

ถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากไปพิสูจน์ “9 สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาด” ว่าเหตุใดใครๆ ที่ไปแล้ว จึงต้องย้อนกลับไปอีก และความสะดวกสบายในการเดินทางก็ต้องยกให้การบินไทย พร้อมพาเหินฟ้าสู่ จาการ์ตา, และ เดนปาซาร์-บาหลี ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสารได้เพียงคลิก https://bit.ly/2Ljad7C

อิเหนา ที่น่ารู้
1. สภาพภูมิอากาศ : ภูมิอากาศ อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะ ภูมิอากาศจึงมีลักษณะผสมผสานและเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิประเทศ โดยทั่วไปมีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตร แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ
1.ฤดูแล้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม
2.ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

2. เวลา : เวลาท้องถิ่นเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (เพื่อความสะดวกในการนัดหมาย กรุณาปรับนาฬิกาของท่านเป็นเวลาท้องถิ่น)

3. ภาษา : ในประเทศอินโดนีเซีย มีภาษาพูดมากกว่า 700 ภาษา ส่วนมากเป็นภาษาในตระกูลภาษาออสโตรนีเชียน และมีอยู่บางส่วนที่พูดภาษาที่ใช้เฉพาะในเกาะนิวกินี ซึ่งมีมากมายหลายตระกูลภาษา โดยภาษาราชการของประเทศ คือ ภาษาอินโดนีเซีย (หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า บาฮาซาอินโดนีเซีย)

4. เงินตรา : รูปียะฮ์ (อินโดนีเซีย: rupiah) 1 รูปียะฮ์ อินโดนีเซีย เท่ากับ 0.002270 บาท (พฤษภาคม 2561)

keyboard_arrow_up