เมื่อ “พริก-มะละกอ” ไม่ใช่ของไทย แล้วส้มตำเกิดขึ้นมาได้อย่างไร!?

แม้ทุกวันนี้ ทั้งพริกและมะละกอจะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยไปเรียบร้อยแล้ว และยังสามารถปลูกได้ทั่วไปตั้งแต่เหนือจรดใต้ในบ้านเรา แต่หากจะให้เท้าความกลับไปยังจุดเริ่มต้นของพืชทั้งสองชนิดนี้ คงต้องบอกว่าพวกมันนั้นอยู่คนละซีกโลกกับสยามประเทศเลยทีเดียว จนงานนี้ก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า…แล้วอาหารไทยอย่างส้มตำที่ใส่ทั้งพริกและมะละกอนั้น ควรจะใช่ของไทยโบราณอย่างที่เราเชื่อกันหรือเปล่า!? ก่อนจะข้ามไปรู้จักกับส้มตำ เรามาทำความรู้จักกับวัตถุดิบหลักอย่างพริกและมะละกอกันสักนิดดีกว่า ว่าชาติกำเนิดแท้จริงของมันก่อนจะมาลงหลังปักฐานในสยามประเทศนั้นมันอยู่ที่ไหน จากข้อมูลของ ดร.สุรีย์ ภูมิสมร ที่พูดถึงพรรณพืชในประศาสตร์ไทย ได้ระบุว่า มะละกอนั้นเข้ามาในเมืองไทยช้ากว่าพริกด้วยซ้ำ โดยตามบันทึกของกระทรวงต่างประเทศโปรตุเกสประจำประเทศไทยยืนยัน มะละกอเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนินเดิมอยู่ห่างไปเกือบครึ่งโลกจากสยามประเทศ นั่นคือที่ภูเขาแอนดีส และมีบางสายพันธุ์ที่อยู่เม็กซิโกและหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และในปี พ.ศ.2069 มีการระบุในเอกสารเดินเรือของประเทศสเปนว่า นักรบชาวสเปนที่ไปทำสงครามในประเทศเปรู ได้นำพันธุ์มะละกอจากสเปนไปปลูกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนในสมัยนั้นเรียกกันว่า “เมลอน ซาโปเต้” จนถึงช่วงปี พ.ศ.2314 มีรายงานจากบันทึกของนักท่องเที่ยวชาวดัตช์ท่านหนึ่ง บอกว่ามีการปลูกมะละกอที่ปลูกในกรุงมะละกา บางส่วนมาปลูกในภาคใต้ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ส่วนพริกนั้นเป็นพืชที่มีตำกำเนิดมาจากทวีปเมริกาใต้ และได้นำไปปลูกที่ประเทศสเปนเมื่อปี พ.ศ. 2096 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิของกรุงศรีอยุธยา และเมื่อมีการค้าขายกันระหว่างประเทศ พริกได้เริ่มย้ายเข้ามาในทวีปเอเชียโดยเริ่มจากประเทศอินเดียก่อน ซึ่งมีการบันทึกว่าประเดียอินเดียมีการปลูกพริกกันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2143 หรือตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งราชวงศ์สุโขทัยของกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีการเพาะปลูกในอินเดียเป็นผลสำเร็จ พริกก็ค่อยๆ แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งแปลว่าคนสยามเพิ่งรู้จักครั้งแรกเมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อนเท่านั้น และคนในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าพริกนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อพริกเข้ามาในไทยเมื่อกว่า 400 […]

แม้อินเดียจะไม่มี “กล้วยแขก” แต่กล้วยทอดแบบไทยๆ ก็อาจได้แรงบันดาลใจมาจาก “ปีซังโกเร็ง”

กาลครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว เราคงเคยได้ยินมุข Thailand Only ที่ว่า “ไปอินเดีย จะหาซื้อกล้วยแขก ไม่มีกล้วยแขกขาย” กันมาบ้าง และจากข้อมูลนั้นก็คงทำเอาหลายคนคิดไปว่า น่าจะมีแต่ประเทศไทยนี่แหละที่เอากล้วยมาทอดขายตามสี่แยก งานนี้ก็คงฟันธงแบบนั้นไม่ได้เหมือนกันว่าอินเดียเองเขามีเมนูกล้วยทอดหรือเปล่า เพียงแต่ถ้าสงสัยว่าของแบบมีแค่ในบ้านเราหรือไม่ คงต้องบอกว่าไม่ใช่ เพราะในแถบอุษาคเนย์นี้ก็มีอะไรคล้ายๆ กันอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นที่ Amarin TV จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับ “ปีซังโกเร็ง” กล้วยทอดในแบบฉบับอินโดนีเซีย ที่อาจเป็นต้นแบบของกล้วยไทยด้วย ปีซังโกเร็ง (pisang goreng) เป็นอาหารว่างของชาวอินโดนีเซียและมลายูชนิดหนึ่ง เป็นกล้วยทอดในน้ำมันเดือด โดยชุบกับแป้งคล้ายกับกล้วยแขกหรือกล้วยทอดของไทย ต่างกันเพียงไม่ใส่มะพร้าวและงา และทอดทั้งลูกโดยไม่ได้ฝาน และจัดเป็นอาหารที่หารับประทานง่าย ราคาถูก สามารถหาซื้อได้ตามข้างถนนหรือตามรถเข็นต่างๆ ที่น่าสนใจคือ แต่เดิมนั้นปีซังโกเร็งมิใช่อาหารพื้นเมืองของท้องถิ่นแถบนี้ แต่เป็นชาวโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายในดินแดนแถบนี้เห็นว่ากล้วยเป็นพืชพื้นเมืองที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงนำมาชุบแป้งทอดรับประทานเป็นอาหารเช้า สันนิษฐานว่ากล้วยแขกหรือกล้วยทอดของไทยก็น่าจะมีที่มาจากปีซังโกเร็งด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีปีซังโกเร็งอีกชนิดหนึ่ง คือ ปีซังโมเลิน (pisang molen) คำว่า “โมเลิน” (molen) เป็นภาษาดัตช์แปลว่า “โม่” โดยหมายถึง แป้งโดที่ห่อไว้ด้านนอก ปีซังโมเลินเป็นปีซังโกเร็งชนิดหนึ่ง ที่ใช้แป้งห่อหุ้มกล้วยอยู่ด้านนอก จากนั้นจึงนำไปทอดทั้งลูกโดยไม่ต้องฝานให้บาง โดยแป้งที่ใช้ห่อทำมาจากแป้งสาลี, […]

แม้ไม่รู้ว่า “ยิ้ม” หรือ “ร้องไห้” แต่ก็มีผู้คนมากมายก็เดินทางมาเพื่อถ่ายรูปของ “โมนาลิซา”

โมนาลิซา (Mona Lisa) หรือ ลาโจกอนดา ( La Gioconda) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร เลโอนาร์โด ดา วินชีวาดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง ค.ศ. 1503–1507 เป็นภาพที่มีชื่อเสียงทั่วโลกภาพหนึ่ง เป็นที่รู้จักในฐานะภาพของสุภาพสตรีที่มีรอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แล้วด้วยความโด่งดังและปริศนาที่ซ่อนอยู่บนภาพวาดนี้เอง ทำให้ในแต่ละปีมีผู้คนจากทั่วโลกกว่า 6 ล้านคนเดินทางมาเพื่อที่จะได้เห็นภาพวาดนี้ และถ่ายรูปจากที่ไกลๆ เป็นของที่ระลึก และนี่เองที่กลายมาเป็นไอเดียของ Daniel McKee ทำหนังสั้นชื่อ Mona Lisa Selfie โดยการนำภาพถ่ายของโมนาลิซาที่อยู่ในอินสตาแกรมมารวมไว้ด้วยกัน

เมื่อในปลากระป๋องมีทั้ง “ซาร์ดีน” และ “แมคเคอเรล” แล้วปลาสองชนิดนี้ต่างกันอย่างไร!?

เชื่อว่าเวลาออกไปเดินซื้อของตามห้างหรือร้านสะดวกซื้อ หลายคนคงได้เห็น ปลากระป๋อง สารพัดยี่ห้อวางขึ้นชั้นจนแน่นเอี๊ยด และถ้าใครที่นิยมชมชอบหรือฝากท้องไว้กับอาหารมื้อสะดวกประเภทนี้เป็นประจำล่ะก็ คงเห็นว่า ปลากระป๋องที่ขายๆกันอยู่นั้น ไม่ได้มาจากปลาเพียงชนิดเดียว แต่มีการใช้ปลาด้วยกันหลายชนิด และมีสองชนิดหลักๆ ที่เห็นชื่อติดอยู่บนกระป๋องเป็นประจำคือ ปลาแมคเคลเรล และปลาซาร์ดีน มาถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามในใจแล้วว่า ปลาซาร์ดีนกับปลาแมคเคอเรลเนี่ย มันต่างกันอย่างไง ทำไมถึงขั้นต้องแยกประเภทและติดชื่อบนกระป๋องให้ชัดเจนไปเลย หรือว่านี่เป็นไอเดียในการเพิ่มมูลค่าสินค้ากันแน่ เอาเป็นว่างานนี้เราลองมาทำความรู้จักกับปลาทั้งสองชนิดนี้กันสักนิดดีกว่า ว่ามันมีข้อแตกต่างอย่างไร ทำไมถึงได้รับความนิยมในการนำมายัดลงกระป๋องขนาดนี้ สำหรับปลาแมคเคอเรลที่นำมาทำปลากระป๋องนั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นคือปลาทู (Short-bodied mackerel) และปลาลัง (Indian mackerel) ที่มีขนาดเล็กไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ แต่เมื่อถูกจับมาได้ในประมาณมากๆ จึงนำมาแปรรูปเป็นอาหารกระป๋อง ส่วนปลาซาร์ดีนนั้น หมายถึงปลาในกลุ่มปลาหลังเขียวที่สามารถพบได้ทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย และยังนับเป็นปลาต้นตำรับที่นิยมนำมาทำเป็นปลากระป๋องเลยก็ว่าได้ เพราะมีขนาดกำลังดี และสามารถจับได้ในปริมาณมาก แต่เนื่องจากการประมงที่เกินขนาด ทำให้มีหารหาปลาอื่นมาทดแทน แม้จะเป็นอาหารที่หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก และมีสารอาหารที่ได้จากปลาอยู่บ้าง แต่การรับประทานอาหารกระป๋องในปริมาณที่มากเกินไป หรือทานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ดังนั้นในแต่ละมื้อนอกจากจะควรกินอาหารให้ครบห้าหมู่แล้ว หากมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารกระป๋องก็ควรแน่ใจด้วยว่าเราไม่ได้กินมันบ่อยเกินไป และตรวจสอบสภาพกระป๋องทุกครั้งว่ามีการเกิดสนิม รอยบุบ หรือการรั่วซึมหรือไม่ เพราะไม่ให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมาภายหลัง

สู้ศึก #พรรคนี้ใช้ร่างกายเปลือง รู้จัก ‘ทอรีน’ ประโยชน์ดีๆ ที่ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ต้องการ!

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยแอคทิวิตี้ ไม่ว่าจะ ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ, ทำงานที่ต้องใช้แรงเยอะ หรือ ออกกำลังกายหักโหม รวมไปถึงพวก นอนน้อยแต่นอนนะ ร่างกายจึงถูกใช้เปลืองกว่าปกติ ดังนั้นตัวช่วยที่ยืนหนึ่งสำหรับคนที่ใช้ร่างกายเปลืองก็คือ ‘ทอรีน’ ทว่า ‘ทอรีน’ คืออะไร หลายคนอาจจะยังไม่รู้ “ทอรีน” คือกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง พบทั่วไปในร่างกาย และพบมากในเซลล์ประสาท กล้ามเนื้อหัวใจ สมอง แม้ว่า “ทอรีน” ร่างกายจะสามารถสร้างได้เอง แต่ยิ่งอายุเยอะขึ้น ร่างกายจะสร้างทอรีนน้อยลง นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า ยิ่งอายุมากยิ่งเหนื่อยง่าย ยิ่งอายุเพิ่มขึ้น จึงควรกินทอรีนเป็นอาหารเสริม มีงานวิจัยที่บอกว่า ทอรีนเป็นเป็นสารอาหารที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอายุยืนยาวอีกด้วย ประโยชน์ดีๆ ที่มีต่อร่างกาย 1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคอ้วน, ป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหลอดเลือดแดงแข็ง 2. ควบคุมระดับอินซูลิน/กลูโคส ป้องกันโรคเบาหวาน 3. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยรักษาโรคทางตับ 4. ช่วยให้จอประสาทตา (retina) แข็งแรง ช่วยในการมองเห็น และป้องกันไม่ให้จอประสาทตาเสื่อมจากแสงสว่างหรือสารเคมี 5. ควบคุมสมดุลแคลเซียม […]

ไม่ใช่ของจีน ไม่ใช่ของไทย แล้ว “ขนมจีน” เป็นของใคร!?

เรียกได้ว่าอาหารที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป และยังถูกนำมาใช้ในหลากหลายเมนู แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัย ว่า “ขนมจีน” ที่เราเรียกๆ กันนั้นมีที่มาเป็นอย่างไรกันแน่ หากว่ากันตามหลักฐานที่พอจะสืบค้นได้ ขนมจีนนั้นเป็น “อาหารมอญ” โดยคำว่าขนมจีนนั้นเพี้ยนมาจากภาษามอญว่า “ขฺนํจินฺ” (คะ -นอม-จีน) ซึ่งคำว่า “คะนอม” นั้นมีความหมายว่าเส้นขนม ส่วนคำว่า “จีน” มีความหมายว่า สุก สำหรับคำว่า “ขนมจีน” หรือ “หนมจีน” นั้นมีบันทึกอยู่ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกินเลี้ยง คราวที่เจ้าล้านช้างถวายนางสร้อยทองแก่พระพันวษา ซึ่งมีความว่า… “ถึงวังยับยั้งศาลาชัย วิเสทในยกโภชนามา เลี้ยงเป็นเหล่าเหล่าลาวคอยชี้ ข้าวเหนียวหักหลังดีไม่เมื่อยขา แจ่วห้าแจ่วหกยกออกมา ทั้งน้ำยาปลาคลุกหนมจีนพลัน” นอกจากที่มาที่ขัดกับชื่อเรียกแล้ว การเรียกขนมจีนในประเทศก็ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่อีกด้วย โดยภาษาเหนือเรียกว่า “ขนมเส้น” ภาษาอีสานเรียกว่า “ข้าวปุ้น” และภาคใต้เรียกว่า “หนมจีน” และไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นมีนิยมชมชอบในเมนูเส้นจานนี้ ประเทศเพื่อนบ้านก็มีขนมจีนในมื้ออาหารประจำวันด้วยเช่นกัน อย่างเช่นใน เวียดนาม ที่มีอาหารเส้นคล้ายขนมจีนที่เรียกว่า “บุ๋น” นิยมรับประทานกับน้ำซุปหมูและเนื้อ ในประเทศลาว เรียกขนมจีนว่า ข้าวปุ้น นิยมรับประทานกับน้ำยาปลาหรือน้ำยาเป็ด ทางหลวงพระบางรับประทานกับน้ำยาผสมเลือดหมูเรียกน้ำแจ๋ว ส่วนในประเทศกัมพูชา […]

“ฟัวกรา” อาหารระดับเวิลด์คลาส ที่ดูเหมือนจะล้ำเส้นวัฒนธรรมการกิน

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมนูสุดหรู และยังเป็นอาหารฝรั่งเศสที่จัดดีที่สุดเช่นเดียวกับทรัฟเฟิล แต่ ฟัวกรา (foie gras) ก็ยังเป็นหนึ่งในอาหารที่ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องการในการได้มา ว่าขัดต่อศีลธรรมและวัฒนะรรมการกินของมนุษย์หรือไม่ ฟัวกรา หรือที่แปลว่า “ตับอ้วน” นั้นคือตับห่านหรือเป็ดที่ถูกขุนให้อ้วนเป็นพิเศษ จนมีลักษณะนุ่มนิ่ม มีไขมันสูง และมีรสชาติที่แตกต่างจากตับของทั่วไป จึงไม่แปลกที่ฟัวกราจะกลายเป็นวัตถุดิบที่มีความต้องการจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งแต่เดิมแหล่งผลิตฟัวกราที่ดีที่สุด คือ เมืองตูลูซ ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันนี้สามารถหารับประทานได้เกือบทุกที่ โดยในปี ค.ศ. 2005 ทั่วโลกมีการผลิตฟัวกราประมาณ 23,500 ตัน ในจำนวนนี้ ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตมากที่สุดคือ 18,450 ตัน หรือร้อยละ 75 ของทั้งหมด โดยร้อยละ 96 ของฟัวกราจากฝรั่งเศสมาจากตับเป็ด และร้อยละ 4 มาจากตับห่าน ส่วนประเทศฮังการีผลิตฟัวกรามากเป็นอันดับสอง และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ 1,920 ตันใน ค.ศ. 2005 แต่ที่น่าสนใจคือเกือบทั้งหมดส่งออกไปที่ฝรั่งเศส แม้จะมีรสชาติล้ำเลิศและเป็นที่โหยหาของนักชิมทั่วโลก แต่ในแง่ของโภชนาการ ฟัวกราจัดเป็นอาหารที่มีไขมันสูงเกินจำเป็น แถมวิธีการได้มาของตับนี้ยังถูกต่อต้านจากองค์การสิทธิสัตว์และสวัสดิการสัตว์ ที่ถือว่าขั้นตอนการผลิตฟัวกรานั้นโหดร้าย เนื่องจากเป็นการบังคับป้อนอาหารให้ห่านหรือเป็ดด้วยข้าวโพดเพื่อให้มีตับใหญ่กว่าปกติ แต่ถึงจะมีกระแสต่อต้าน […]

เมื่อแรงกดดันไม่สามารถชนะวัฒนธรรมการกิน “เนื้อโลมา” ในญี่ปุ่น

ถึงการกินจะเป็นพื้นฐานและธรรมชาติของมนุษย์ แต่บางครั้งการคิดค้นเมนูประทังชีวิตของคนบางกลุ่ม ก็ไปกระทบกับจริยธรรมและจิตสำนึกของคนในอีกสังคมนึงเช่นกัน อย่างเช่นวัฒนธรรมการกินเนื้อวาฬและเนื้อโลมาของชาวญี่ปุ่น ที่แม้จะมีกระแสต่อต้านทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดความชื่นชอบในรสชาติของเนื้อจากสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพราะการล่าได้ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือ International Whaling Commission : IWC ที่ขอรัฐบาลญี่ปุ่นยื่นหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า การล่าวาฬของญี่ปุ่นเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ท่าทีล่าสุดของคณะผู้ประสานงานของรัฐบาลญี่ปุ่นประจำคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ ยืนยันว่าแผนการเดินหน้าล่าวาฬในปีนี้ จะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติโดยจะไม่มีการลดจำนวนวาฬเป้าหมายลง ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ International Court of Justice : ICJ จะมีคำตัดสินในปี 2014 ที่ระบุให้ญี่ปุ่นต้องงดเว้นจากการออกใบอนุญาตล่าวาฬเพิ่มเติม และต้องเพิกถอนใบอนุญาตของเดิมที่ออกไปแล้วทั้งหมด แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินดังกล่าว และทำให้การล่าวาฬและโลมาโดยไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยยังดำเนินต่อไป ถึงจะมีแรงกดดันจากผู้ไม่เห็นด้วยทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาการล่าโลมาและวาฬ และตามรายงานของเว็บไซต์ bluevoice.org ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลของแดนปลาดิบทำเพียงแค่ให้หยุดการล่าไว้ชั่วคราว เพื่อรอให้กระแสต่อต้านหายไป และจะเปิดฤดูการล่าครั้งใหม่แบบเงียบๆ ทั้งยังมีการจำกัดปริมาณการล่าในบางพื้นที่ที่มีการล่าน้อยหรือแทบไม่มีเลยเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติลง แต่กับพื้นที่ที่มีการล่าอย่างรุนแรง กลับไม่มีการใช้นโยบายดังกล่าว และยังคงมีการล่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่รับรองโดยรัฐบาลญี่ปุ่น

สุดฟินกับบ้านดีไซน์เก๋ ฟังก์ชั่นครบ แถมด้วยวิวพาโนรามาของเขาใหญ่ ต้องที่นี่ “บ้านความสุขเชิงซ้อน”

บ้านและสวนสัปดาห์นี้ ช่วงบ้านเราอยู่กับคุณวสุ วิรัชศิลป์ แห่งบริษัท VaSLab Architecture และถ้าดูจากวิวรอบข้างนี่แล้วคงจะเดากันได้ไม่ยาก ถูกต้องแล้วครับ เราอยู่กันที่เขาใหญ่กันนั่นเอง วันนี้รายการบ้านและสวนจะพาคุณผู้ชมไปพบกับบ้านที่มีการดีไซน์สวยงามรวมถึงซับซ้อนซ่อนเงื่อน ซึ่งคุณวสุได้เล่าให้ฟังถึงไอเดียการออกแบบว่ามาจากภูเขาที่ทับซ้อนกัน อันเนื่องมาจากสถานที่ตั้งของบ้านหลังนี้นั่นเอง แต่นอกจากความสวยงามของทัศนียภาพแล้ว การทับซ้อนกันเป็นระนาบสวนงามกลืนไปกับแนวเขาถือเป็นแรงบันดาลใจหลักๆ ของบ้าน ความสุขเชิงซ้อน หลังนี้นั่นเอง ด้วยขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ พื้นที่ใช้สอยประมาณ 1,300 ตารางเมตร ฟังก์ชั่นการใช้งานบอกเลยว่าครบซะยิ่งกว่าครบ ตรงตามโจทย์ที่คุณสรวิศย์ – คุณยุวลีย์ ลีนุตพงษ์ เจ้าของบ้านวางไว้ให้อย่างครบถ้วน อย่างต้องมี 8 ห้องนอน ต้องเห็นวิวพาโนรามา ต้องรับลมธรรมชาติ รับแสงธรรมชาติ ด้วยฟังก์ชั่นบ้านที่ค่อนข้างเป๊ะ ดังนั้นด้านการดีไซน์จึงต้องสอดคล้องไปในทางเดียวกัน การออกแบบก็เลยสร้างให้เป็นมิติครบถ้วน ทั้งมุมของ Indoor Outdoor โซนพื้นที่ส่วนตัว เป็นบ้านอีกหลังที่ค่อนข้างแปลกแต่โดนใจทีเดียว จุดเด่นอีกอย่างของบ้านหลังนี้คือทางเข้าบ้านครับคุณผู้ชม ถ้าอยากสัมผัสคอนเซ็ปต์ของบ้านหลังนี้ให้ครบทุกองค์ประกอบต้องเข้าที่หลังบ้านครับ เนื่องจากเป็นบ้านที่อยู่บนเนินเขา ทำให้การเข้าจากด้านหน้าหรือด้านข้างที่พื้นที่เป็นเนินค่อนข้างลำบาก นอกจากนี้การที่เริ่มจากทางหลังบ้านแล้วเดินเข้าไปเห็นโซนต่างๆ ภายในบ้าน จะทำให้รู้สึกว้าวได้มากกว่า แต่ถึงจะไม่ได้ไล่ตามสเต็ปเข้าบ้าน แค่ได้เห็นบ้าน องค์ประกอบรวมๆ และวิวทิวทัศน์ของเขาใหญ่โดยรอบ แค่นี้ก็ประทับใจจนลืมไม่ลงแล้ว จริงมั้ยครับบบ? ศึกษาหาแรงบันดาลใจในการตกแต่งบ้านได้ในรายการ […]

“คาเวียร์” ไม่ใช่ทั้งชื่อไข่และปลา แต่มันเป็น “วิธีปรุงรส” ไข่ปลาให้อร่อย

พอพูดถึง คาเวียร์ (caviar) หลายคนมักคิดว่าเป็นต้องเป็นไข่ปลาเม็ดเล็กๆ สีคล้ำๆ เท่านั้น และบางคนอาจคิดว่าปลาที่ให้ไข่คาเวียร์ได้ต้องเป็นปลาสเตอร์เจียนเท่านั้น แต่ความจริงแล้วคำว่าคาเวียร์นั้นหมายถึง ไข่ปลาที่ผ่านการปรุงรสโดยไข่มาจากปลาหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นปลาสเตอร์เจียนที่ได้เป็นคาเวียร์สีดำ และปลาแซลมอนที่ให้คาเวียร์สีส้ม อย่างไรก็ดี ไข่คาเวียร์ส่วนมากมักนิยมนำไข่ปลาสเตอร์เจียนมาทำซะมากกว่า เพราะมีราคาแพงและรสชาติดีจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก โดยในปัจจุบันคาเวียร์ที่มีชื่อเสียงจะมาจากทะเลสาบแคสเปียน ในแถบอาเซอร์ไบจาน, อิหร่าน และรัสเซีย คาเวียร์มีหลายประเภทและหลายสี ทั้งยังมีคาเวียร์สีทองที่มาจากปลาสเตอร์เลต (Sterlet) ซึ่งเป็นคาเวียร์ที่หายาก นิยมรับประทานกันในหมู่กษัตริย์และบุคคลชั้นสูง โดยในปัจจุบันคาเวียร์ชนิดนี้แทบจะหาไม่ได้เนื่องจากมีการล่ามากจนเกินไป จนทำให้ปลาชนิดนี้เกือบจะสูญพันธุ์ นอกจากนี้ การล่าจับปลาสเตอร์เจียนกันมาก จนอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการค้าสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ทั้งหมดราว 30,000 ชนิด ได้เข้ามาควบคุมการทำร้ายปลาสเตอร์เจียนด้วย เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ ทั้งนี้เพราะได้มีการพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า คาเวียร์จากทะเลสาบแคสเปียนมีคุณภาพดีที่สุด จึงทำให้มีการซื้อขายคาเวียร์ทำเงินได้ปีละตั้งแต่ 2,000–4,000 ล้านเหรียญ แต่ไซเตสก็ตระหนักดีว่าการปกป้องคุ้มครองปลาจำพวกนี้นั้น จำต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศุลกากร นักวิทยาศาสตร์ และชาวประมง จึงได้ออกกฎหมายบังคับห้ามจับปลาสเตอร์เจียนในปริมาณที่เกินกำหนด อีกทั้งห้ามชาวประมงไม่ให้สร้างมลภาวะที่ร้ายแรงในทะเลสาบ และห้ามฆ่าปลาสเตอร์เจียนในช่วงก่อนอายุวางไข่ (15 ปี) รวมถึงให้มีการจำกัดโควตาการผลิตคาเวียร์ โดยให้ทุกประเทศที่อยู่รายรอบทะเลสาบแคสเปียนปฏิบัติตาม

ขอถามกันตรงๆ เคยเป็นกุ้งมั้ย!?

แม้จะรูปร่างเหมือนกันมาก แต่จากข้อมูลบนเพจเฟซบ๊ก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ระบุว่า… ในทางอนุกรมวิธานการจัดแนกกลุ่มสิ่งมีชีวิต (animal classification) เคยและกุ้ง จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์ขาปล้อง (Arthropoda) เหมือนกัน และอยู่ในไฟลัมย่อยกลุ่ม ครัสตาเชียน (Crustacea) อีกทั้งเคยและกุ้งยังอยู่ในลำดับชั้น Malacostraca และมีการแยกสายวิวัฒนาการกันหลังจากนี้ คือ เคยส่วนใหญ่จะอยู่ในอันดับ Mysida ส่วนกุ้งอยู่ในอันดับ Decapoda แต่ก็มีเคยบางชนิดอยู่ในอันดับ Decapoda ด้วย เช่น เคยในสกุล Acetes ที่มีชื่อเรียกต่างๆ กัน ตามขนาดของลำตัว ตามสีของอวัยวะต่างๆ ที่มองเห็นและตามลักษณะของการรวมกันอยู่ เช่น ถ้าเรียกตามขนาดของลำตัว หากลำตัวมีขนาดใหญ่จะเรียก เคยโกร่ง เคยหยาบ เคยใหญ่ ถ้าเรียกตามสีเช่น สีของหนวดจะเรียกเคยสายไหม ซึ่งนิยมเรียกทางภาคใต้ สีของลำตัวเรียก เคยดอกเลา สีของหางเรียก เคยหางแดง ส่วนการเรียกตามลักษณะของการรวมกันอยู่เรียก เคยฝูง เคยประดา และ เคยในสกุล Lucifer ได้แก่ เคยน้ำข้าว เคยเส้นด้าย […]

กว่าจะเป็นภาพ “พระจันทร์” เต็มดวงสวยๆ ขนาดนี้ ต้องใช้ภาพกว่า 50,000 รูปมารวมกัน

การถ่ายภาพดวงจันทร์ทุกวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะแม้แต่กล้องมือถือสมัยใหม่ก็สามารถถ่ายรูปเจ๋งๆ ของจันทร์เต็มดวงได้ แต่ถ้าจะเอ่ยถึงภาพที่สมบูรณ์ที่สุดของดวงจันทร์ล่ะก็ งานนี้คงต้องยกให้กับความพยายามของช่างภาพชาวอเมริกันที่ชื่อว่า Andrew McCarthy ซึ่งได้ติดตามถ่ายรูปดวงจันทร์มานานหลายปี และไม่นานมานี้เขาได้เผยภาพชุดหนึ่งของพระจันทร์ ที่นำภาพพระจันทร์กว่า 50,000 รูปมารวมกันเป็นภาพเดียว จนได้ภาพที่มีความละเอียดสูงและเรียกได้ว่าเป็นภาพของจันทรืเต็มดวงที่สมบูรณ์ที่สุดก็ว่าได้

ตามคำเรียกร้อง “มาร์ค” เตรียมเปิดเพจ “ทาสของทาสแมว”

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้าสู่วงการทาสแมวเต็มตัว เตรียมเปิดเพจใหม่ “ทาสของทาสแมว” ตามคำเรียกร้อง หลังเอฟซี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่รู้จักกันว่า พี่มาร์ค กลับมามีกระแสในโลกออนไลน์อีกครั้ง จากการเป็นทาสแมวที่แสนละมุนละไม ทำเอาชาวเน็ตทั้งหลายถูกอกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีบ้านของพี่มาร์ค มีแมวพันธุ์สก็อตติชโฟลด์ซึ่งเริ่มต้นจากการเลี้ยง 2 ตัว แต่ปัจจุบันมีทั้งหมด 26 ตัว ซึ่งตนและลูกสาวจะช่วยกันเลี้ยง แต่ภายหลังลูกสาวต้องไปอยู่ต่างประเทศ ก็เหลือเพียงแต่พี่มาร์ค ที่ดูแลเจ้าเหมียวทั้ง 26 ตัวแต่เพียงผู้เดียว! และยิ่งเป็นที่รักของทาสแมวมากยิ่งขึ้น เมื่อพี่มาร์ค ส่งภาพน้องแมวทักทายผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ @Mark_Abhisit ต่อมาก็มีเอฟซีเริ่มขอให้พี่มาร์ค ส่งภาพถ่ายความน่ารักของน้องเหมียวที่บ้านให้ดู จนเมื่อไม่นานมานี้ บัญชีนั้นถึงกับล่ม เพราะมีเหล่าทาสแมวให้ความสนใจอย่างล้นหลาม จนต้องขอปิดปรับปรุงชั่วคราวเป็นเวลา 2 วัน และดูเหมือนว่ากระแสความคลั่งไคล้น้องแมวบ้านเวชาชีวะจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนพี่มาร์คต้องออกสติ๊กเกอร์ เจ้าทิกกุ แมวตัวแรกของบ้าน ออกมาให้เหล่าเอฟซีได้ดาวน์โหลดกัน แถมล่าสุดทางด้านพี่มาร์ค ก็ขอเอาใจเหล่าบรรดาแฟนคลับ และทาสแมวทั้งหลาย ด้วยการประกาศเตรียมเปิดเพจ “ทาสของทาสแมว” ในเร็วๆ นี้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีเพจแมวอยู่แล้วชื่อว่า Cat Garden by Tiggu […]

สวยจนกลืนน้ำลาย!! ชมศิลปะการเสิร์ฟซาซิมิที่เป็นมากกว่าแค่จานใส่ปลาดิบ

มีคนกล่าวว่าญี่ปุ่นนั้นกินอาหารเป็นศิลปะ จึงไม่แปลกหากทุกท่วงท่าและจังหวะในลีลาอาหารของประเทศนี้จะมีความอาร์ทซ่อนอยู่ในทุกอณู อย่างเช่นการเสิร์ฟซาซิมิของเชฟชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อใน instagram ว่า mikyoui00 ที่ได้นำไอเดียการแล่ชิ้นปลาลักษณะต่างๆ ของญี่ปุ่น มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่แปลกตาและน่ากินอย่างไม่น่าเชื่อ

จากโครงการวิจัยต้นสนซีดาร์ ญี่ปุ่นได้สร้าง “แนวต้นไม้วงกลม” สุดอัศจรรย์ขึ้นกลางป่า

งานไม่เหมือนกับ ครอปเซอร์เคิล หรือ วงธัญพืช ที่หลายคนมีทฤษฎีที่ว่ามนุษย์ต่างดาวผู้สร้างมันขึ้น (แม้ภายหลังจากมีคำเฉลยกว่าคนก็ทำได้เช่นกัน) เพราะนี่คือแนวต้นไม้วงกลมที่เกิดจากความตั้งใจของ 3 กระทรวงในญี่ปุ่นอย่าง เกษตรม ประมง และป่าไม้ ที่ต้องการศึกษากระบวนการเติบโตของต้นสนซีดาร์ ในป่าใกล้ๆ กับเมืองนิชินัง จังหวัดมิยาซากิ เพื่อทดสอบว่าวิธีนี้ทำให้ต้นไม้มีการเติบโตแตกต่างจากวิธีธรรมชาติหรือไม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1973 โดยมีเป้าหมายในการเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่ของต้นไม้ และผลของการเจริญเติบโตของพวกมัน และหลังจากผ่านไปกว่า 50 ปี พวกเขาพบว่าแนวต้นสนเริ่มขยายใหญ่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงแหวนอันสมบูรณ์แบบกว่า 10 วงด้วยกัน และยังพบว่าวงแหวนด้านนอกจะมีความหนาแน่นของต้นสนน้อยกว่า จะมีต้นไม้สูงกว่าวงแหวนด้านในที่มีความหนาแน่นสูง จากโครงการนี้ ทำให้พวกเขาได้คำอธิบายว่า ต้นไม้เองก็มีการต่อสู้เพื่อแย่งกันเจริญเติบโตเช่นกัน หากพื้นที่เยอะก็จะมีการแก่งแย่งชิงทรัพยากรน้อย เข้าถึงน้ำและแสงแดดได้มากกว่า ต้นด้านนอกจึงสูงใหญ่และแข็งแรง ส่วนต้นด้านในวงแหวนก็แย่งน้ำแย่งแดดกันอย่างดุเดือด จนไม่โตเท่าต้นด้านนอกวงแหวน

ตัวพ่อมาเอง! ‘จัสติน ทิมเบอร์เลค’ ปล่อยคอลเลกชั่นพิเศษ อวดดีไซน์ยีนส์ในสไตล์ของตัวเอง

ดีไซน์จากศิลปินระดับโลก ‘จัสติน ทิมเบอร์เลค’ ร่วมกับแบรนด์ Levi’s ปล่อยคอลเลกชั่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเมมฟิส เมืองแห่งดนตรีร็อกแอนด์โรลล์และอาร์แอนด์บี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกเมืองเมมฟิสออกจากเสียงเพลง ไม่ว่าจะเป็นการเขย่าขาของ Elvis Presley และ Jerry Lee Lewis ในแนวเพลงร็อกแอนด์โรลล์หรือจังหวะดนตรี R&B ของ Otis Redding และ Isaac Hayes เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น Bluff City แห่งนี้สร้างเสียงดนตรีอันถือได้ว่าเป็นดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20 ก็ว่าได้ และสำหรับ ‘จัสติน ทิมเบอร์เลค’ เองซึ่งเป็นชาว เมมฟิสโดยกำเนิด เขาได้นำเอาอิทธิพลทางด้านดนตรีและสไตล์ของเขามาสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชั่นล่าสุดในการร่วมมือกับ ‘ลีวายส์’ เป็นครั้งที่สองในแคปซูลคอลเลกชั่น ‘Fresh Leaves’ สำหรับฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ในปี 2019 นี้ “เมมฟิสและดนตรีเป็นส่วนสำคัญในชีวิตผมเสมอ และมันก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ คอลเลคชั่นนี้ด้วย เหมือนกับการได้กลับไปยังสถานที่และสิ่งที่ผมรักในช่วงที่ผมยังเป็นเด็ก” จัสติน ทิมเบอร์เลค ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี่กล่าว ถือเป็นการร่วมงานกันครั้งที่สองภายใต้ชื่อคอลเลกชั่น “Fresh Leaves” ไอเทมต่างๆ ในคอลเลกชั่นนี้ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากเมมฟิส […]

ส่อง! แลนด์มาร์คดีไซน์สะดุดตาแห่งใหม่ ‘โรสวูด กรุงเทพฯ’ รูปทรงอาคารที่ได้รับแรงบันดาลจาก ‘การไหว้’

โรสวูด กรุงเทพฯ แลนด์มาร์คดีไซน์สะดุดตาแห่งใหม่ใจกลางย่านศูนย์กลางธุรกิจและช้อปปิ้งบนถนนเพลินจิต โรงแรมหรูหราระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ ภาพอาคารขนาด 30 ชั้นที่ตั้งตระหง่านแห่งนี้ได้เพิ่มความโดดเด่นให้กับเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ โรสวูด กรุงเทพฯ นับเป็นโรงแรมแห่งที่ 2 ภายในประเทศไทย ซึ่งแห่งแรกเปิดไปเมื่อพ.ศ. 2559 ที่จังหวัดภูเก็ต แต่นับเป็นโรงแรมแห่งที่ 27 ของแบรนด์โรสวูด โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งเดินหน้าขยายตัวทั่วโลก โดยโครงสร้างของอาคารเป็นตึกสูงสองฝั่งที่เชื่อมต่อกันอย่างงามสง่า เพื่อสร้างสรรค์สู่การเป็นไอคอนแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ รูปทรงของอาคารได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “การไหว้” สองมือประนมอันเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์อันอ่อนน้อมของคนไทยที่ใช้ในการทักทายและต้อนรับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางด้านความคิดสร้างสรรค์ แฟชั่น และการออกแบบของภูมิภาค นอกจากนี้ โรงแรมยังมีจุดเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต ซึ่งทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ย่านร้านอาหาร และสถานท่องราตรีชื่อดังของกรุงเทพฯกลายเป็นเรื่องง่าย โดยโรสวูด กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ติดกับทางขึ้นลงทางด่วน ซึ่งเชื่อมต่อกับสนามบินทั้งสองแห่งของกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆภายในกรุงเทพฯ ซีเลีย ชู ดีไซน์ แอสโซซิเอทส์ (Celia Chu Design Associates) ผู้รับหน้าที่ออกแบบภายใน ได้สร้างสรรค์การตกแต่งสไตล์ร่วมสมัยที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ราวกับเป็นคฤหาสน์ร่วมสมัยกลางใจเมือง ทั้งนี้ ความสร้างสรรค์ทางด้านการตกแต่งภายในโรงแรม ล้วนแสดงให้เห็นถึง มรดกทางวัฒนธรรมและความล้ำสมัยของกรุงเทพมหานคร […]

เป็นหนึ่งเรื่องสายตา ‘วอร่าวีชั่นส์’ เปิดตัวสาขาล่าสุด โดยทีมจักษุแพทย์ประสบการณ์กว่า 30 ปี

เปิดตัวสาขาใหม่สยามสแควร์ ซอย 3 ‘วอร่าวีชั่นส์’ (Vora Visions) ร้านแว่นตาคุณภาพที่ควบคุมโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ปี วรสุตา วงศ์วรเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ วอร่าวีชั่นส์ กล่าวถึง ที่มาของ วอร่าวีชั่นส์ ว่า “จากคลีนิคที่ให้บริการดูแลรักษาโรคเฉพาะทางด้านตา โดยนายแพทย์สุพงษ์ วงศ์วรเศรษฐ์ และแพทย์หญิงเตือนใจ วงศ์วรเศรษฐ์ โดยมีร้านแว่นตาเป็นส่วนหนึ่งของคลีนิค เพื่อดูแลคนไข้ด้านสายตา ให้ครบวงจร ที่สยาม สแควร์ ซอย 1 ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดี และเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใช้บริการมากว่า 3 ทศวรรษ ได้ขยายธุรกิจเป็นร้านแว่นตาคุณภาพ ภายใต้แบรนด์วอร่าวีชั่นส์ ซึ่งเปิดให้บริการที่โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ ได้แก่ รพ.บำรุงราษฎร์ รพ.พญาไท 3 และ รพ.ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ทำร้านแว่นวอร่าวีชั่นส์ ให้แยกออกมาจากคลีนิคอย่างชัดเจน” Vora Visions ร้านแว่นตาคุณภาพที่ให้บริการครบวงจรและมีมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพตา และวัดสายตาโดยทีมจักษุแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา (นักทัศนมาตร), เชี่ยวชาญเรื่องเลนส์โปรเกรสซีฟ (เลนส์เห็นทุกระยะ) วัดค่าสำคัญต่างๆ เพื่อใช้ในการผลิตเลนส์และประกอบแว่น ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจากฝรั่งเศส […]

keyboard_arrow_up