หวนคิดถึง ‘ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา’ ตำนานผู้มอบหัวใจให้กับกีฬา

หากพูดถึงตำนานผู้ปลุกกระแสวงการกีฬาไทยให้เติบโตขึ้นมา ผู้เป็นเหมือนคัมภีร์ลูกหนัง ฉบับประเทศไทย คงไม่มีใครไม่นึกถึง ‘ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา’ อดีตผู้ประกาศข่าวกีฬา, อดีตบรรณาธิการและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์-นิตยสารชื่อดัง และสุดยอดนักพากษ์ฟุตบอลที่ไทยไม่เคยมี และไม่มีแบบเค้าอีกเป็นคนที่2 เปรียบเสมือน “บุคคลต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ” ถึงขึ้นนักพากษ์บอลดังๆ ในสมัยนี้อย่าง บอ.บู๋ ออกปากเลยว่า “ถ้าไม่มี ย.โย่ง ก็คงไม่ บอ.บู๋ ในวันนี้” แม้วันนี้ตำนานวีรบุรุษกีฬาของไทยจะสิ้นลมไปอย่างกระทันหัน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2540 เวลา ด้วยอาการหัวใจวาย แต่เชื่อว่าชื่อของ ย.โย่ง จะยังคงอยู่ในหัวใจแฟนๆ ตลอดมา

ย.โย่ง เข้าไปนั่งในหัวใจของผู้ชมทั่วประเทศในฐานะ ผู้บรรยายกีฬา อันดับ1 ของเมืองไทย จากความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการพากษ์กีฬาระดับไหน หรือ ประเภทใด ก็ขาดเค้าไม่ได้ เพราะเค้าคือ “เสียงของมหาชน” ที่ให้ทั้งข้อมูลและความสนุกควบคู่ไปด้วยกัน ทำให้ผู้ชมไม่ว่าจะเป็นขาประจำหรือขาจรก็ตามแต่ มีความสุขในการรับชมมากขึ้น รวมถึงทำให้ผู้บรรยายรุ่นค่อๆมา ต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ ย.โย่ง กลายเป็นคนกีฬาอันดับ1 ในยุคนั้น อาจเป็นเพราะว่า เค้าไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เค้าตั้งใจทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับท่านผู้ชม เค้าเป็นคนตรงต่อเวลา ข้อมูลแน่น ซึ่งเกิดจากการทำการบ้านมาอย่างหนักก่อนจะนำเสนอสู่ผู้ชม คำถามที่ยากหรือไม่มั่นใจก็จะต้องสืบหาข้อมูลจนกว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด

ย.โย่ง สามารถถ่ายทอดความผูกพันธ์ได้อย่างเป็นกันเองผ่านเลนส์กล้องออกสู่หน้าจอ พร้อมกับร้อยยิ้มที่มีมิตรไมตรีกับทุกคน ทำให้เค้ากลายเป็นที่รักของผู้ชมทั่วประเทศ รวมถึงทีมงาน ที่บอกได้เลยว่า เค้าเป็นผู้ประกาศข่าวเพียงคนเดียวที่ถูกแกล้งตอนออกอากาศ

เป็นเรื่องยากที่คนๆ นึงจะเป็นที่รักของทุกคน แต่ไม่ใช่กับ เอกชัย นพจินดา ไม่ว่าจะเป็นใครระดับไหน เค้าจะเอาความอบอุ่นไปฝาก และมอบความจริงใจให้กับทุกคนรอบข้างเสมอ จึงได้ชื่อว่า “เป็นลูกพี่ที่ยอดเยี่ยม และลูกน้องที่เจ้านายเกรงใจ” ความเป็นคนดีของเค้าแสดงออกมาได้อย่างธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งเสแสร้งใดๆ จนมีวลีเด็ดที่เพื่อนๆ มอบให้ว่า “คนที่เกลียดโย่งใช้ไม่ได้ คนที่โย่งเกลียดใช้ไม่ได้ยิ่งกว่า” นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวเค้าได้เป็นอย่างดี

เส้นทางของ เอกชัย นพจินดา นั้น เรียกได้ว่าเติบโตมากับลูกฟุตบอลเลยก็ว่าได้ ความรักที่มีต่อลูกกลมๆ แต่มีมนต์ขลังนี้ ทำให้เค้ากลายเป็นคนบ้าและรักในกีฬาฟุตบอล เค้ารู้จักกับฟุตบอลจากหนังสือ ฟุตบอลโลก ปี 1962 ที่อยู่ในห้องสมุด ซึ่งเป็นหนังสือที่แทบจะไม่มีใครเคยหยิบอ่าน มีเพียงเค้าคนเดียวเท่านั้นที่หยิบขึ้นมา เอกชัย เป็นคนรักกีฬาฟุตบอลมาก ในหัวของเค้าคิดถึงแต่เรื่องฟุตบอล จะพูดว่าหายใจเข้า-ออก เป็นฟุตบอลเลยก็คงไม่ผิด และนอกจากจะมีความคลั่งไคล้ในฟุตบอลแล้ว เอกชัย นพจินดา ยังมีความชอบอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง และการอ่านหนังสือ เพราะเค้าเชื่อว่าที่เค้าได้ดิบได้ดีก็เพราะจากการอ่านนี่ล่ะ เอกชัย มีความรู้รอบตัวเยอะมาก จนเพื่อนๆ ที่สนิทกันเอ่ยปากชมว่า เค้ามีความรู้เยอะกว่าเด็กไทยที่จบปริญญาโทเสียอีก สิ่งต่างๆ เหล่านี้เองที่สร้างยอดคนกีฬาอย่างสมบูรณ์ แบบชนิดที่ยากจะหาใครเทียบเคียง

และด้วยพรสวรรค์และความรักในกีฬาฟุตบอล ทำให้เพื่อนสนิทอย่าง ยอดชาย ขันธะชวนะ (ยอดทอง) ชักชวนเข้าสู่วงการกีฬา โดยเริ่มจากการเป็นนักแปลข่าวกีฬาที่หนังสือพิมพ์บ้านเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2517 จากนั้นพิศณุ นิลกลัด ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าข่าวกีฬาของบ้านเมือง, ผู้สื่อข่าวกีฬาของสยามสปอร์ตซินดิเคท และช่อง 7 สี จึงทาบทามให้เอกชัยมาเป็นผู้แปลข่าว จากนั้นจึงรับงานเขียนคอลัมน์ และเป็นบรรณาธิการหนังสือ ในเครือสยามสปอร์ตอีกหลายฉบับ โดยใช้นามปากกาว่า ย.โย่ง เนื่องจากเป็นผู้มีรูปร่างผอมสูง

ผลงานที่โด่งดังเป็นอย่างมากคือคอลัมภ์ “คัมภีร์ฟุตบอล” ที่เปรียบเสมือนช่องทางการสื่อสารกับผู้อ่านในสมัยก่อน เหตุผลที่ทำให้แฟนๆ หลงรักคอลัมภ์นี้เพราะเค้าใช้ภาษาเขียนที่ง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย และตรงไปตรงมา ใส่ใจทุกคำถาม และมีความอบอุ่นแฝงอยู่ในทุกตัวหนังสือ ทำให้คนที่อ่านแล้วอยากกลับมานั่งอ่านอีก

ต่อมายังเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬา ในช่วงข่าวภาคค่ำประจำวัน และผู้บรรยายการแข่งขันกีฬาทางช่อง 7 สี ร่วมกับ จักรพันธุ์ ยมจินดา และพิศณุด้วย จนมีชื่อเสียงในฐานะผู้บรรยายฟุตบอลที่มีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่ง เนื่องจากมีความรอบรู้ในเรื่องฟุตบอลอย่างแตกฉาน เรื่องภายใน-ภายนอกสนามเอาเพิ่มเติมเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้กับคนทั้งประเทศได้รู้ ถือเป็นเสน่ห์การบรรยายที่ไม่เหมือนใคร แม้กระทั่งกล้องตัดออกไปนอกสนาม จับไปที่คนดัง แม้จะไม่ใช่คนในวงการในฟุตบอลแต่เค้าก็สามารถพูดถึงหรือเล่ารายละเอียด ผลงานของบุคคลนั้นๆ ได้ จากการต่อยอดในความชอบอ่าน ชอบฟัง ชอบดู ของเค้านั่นเอง

แม้จะมีปัญหาในเรื่องของเสียงผู้บรรยายที่แหบแห้ง แต่ด้วยความรู้และความสามารถในการบรรยายของ ย.โย่ง ก็ทำให้ลบจุดบกพร่องนี้ไปได้สนิท เค้าเป็นบุคคลที่พลิกวงการนักพากษ์ฟุตบอลในยุคนั้น ที่พากษ์แบบเรียกตัวเลขและตำแหน่งในสนามแทนชื่อ แต่สำหรับย.โย่ง เค้าสามารถเอ่ยชื่อนักฟุตบอลได้ครบ 22 คนบนสนาม แม้กล้องจะจับไกลจากตัวผู้เล่น แต่เค้าก็ยังสามารถเรียกชื่อได้อย่างถูกต้อง

แม้ว่าขณะนั้น ย.โย่ง จะได้ชื่อว่าเป็นกูรูทางด้านฟุตบอลอันดับ 1 ของประเทศไทย แต่เค้าก็ไม่เคยสนับสนุนหรือชี้นำผลการแข่งขัน เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ใครนำไปเล่นพนันฟุตบอล ทุกครั้งที่มีโอกาสไม่วา่จะเป็นตามหน้าจอหรือสิ่งพิมพ์ เค้ามักจะพูดถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ

แววการเป็นเป็นนักข่าวระดับตำนานของประเทศไทยนั้น เริ่มฉายตั้งแต่ที่เค้าเป็นเพียง เด็กชาย เอกชัย นพจินดา เค้าเป็นคนช่างพูด เป็นเสมือนกลไกความสุขของเพื่อนๆ ช่างคิด ช่างจำ และชอบเล่าเรื่อง

และความสามารถอีกหนึ่งอย่างคือการตั้งฉายาให้กับเพื่อนๆ และด้วยจินตนาการในวัยเด็กทำให้เมื่อถึงเวลาที่เค้ากลายเป็นนักข่าวกีฬาแล้ว  เค้าได้ใช้ความสามารถนี้ทำให้เป็นที่จดจำของแฟนฟุตบอลทั่วประเทศจวบจนทุกวันนี้

ซึ่งทุกอย่างล้วนตกผลึกมาจากการอ่าน การดูหนัง ขยันหาความรู้เข้าตัวของเค้านั่นเอง และสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นบรรทัดฐานที่ ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา ทิ้งไว้ให้กับวงการกีฬาไทยรุ่นหลัง และจะคงอยู่ตลอดไป

ข้อมูลและภาพจากรายการ: ตำนาน ตอน เสียงกีฬามหาชน ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา 21 ส.ค. 58

keyboard_arrow_up