เปิดใจ ‘ปีเตอร์ คัมมินส์’ อดีตช่างภาพผู้ตามเสด็จ …ทุกพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 คือแสงนำทางชีวิต

อมรินทร์ทีวี ออนไลน์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมการสัมภาษณ์พิเศษ คุณปีเตอร์ คัมมินส์ อดีตช่างภาพผู้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในงานแข่งขัน “เคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค” เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานยังได้มีการมอบหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ชื่อว่า “His Majesty King Bhumibol Adulyadej the Great” The Legendary Royal Sailor เป็นหนังสือที่รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

ทำไมถึงเลือก “เมืองไทย” ให้เป็นปลายทางชีวิต?
ปีเตอร์ : เรื่องมันยาวมาก ปัจจุบันผมอายุ 80 กว่าปีแล้ว ผมจากบ้านเกิดบนเกาะทัสมาเนีย ในออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ขณะนั้นอายุได้ 20 ปี และออกเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกพร้อมกับทำงานไปด้วย ไปทั้งประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ยุโรปตะวันตก, ตะวันออกกลาง และเอเชีย ชีวิตที่เกาะทัสมาเนียแตกต่างจากเมืองไทยมาก ผมไม่รู้จักโลกภายนอกที่กว้างใหญ่นัก แต่พอได้ทำงาน และร่วมกับสมาคมต่างๆ ทำให้ผมได้เข้าถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวิตสังคมในไทยที่หลากหลายอย่างเหลือเชื่อ

ในช่วงอายุหนึ่ง ผมเคยร่วมงานกับหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ (ห้องสมุดขององค์การสหประชาชาติ ที่กรุงเทพฯ) จากนั้นหลังเกษียณอายุ ผมก็เริ่มคุ้นเคยกับการดำเนินชีวิตแบบไทยๆ รู้สึกดีกับการเข้าสังคมในบรรยากาศไทยๆ และผมยังได้ทำงานเป็นนักข่าวอิสระอีกด้วย ต่อมาก็ย้ายตัวเองไปอยู่ที่พัทยา และผมก็ยึดเอาเมืองไทยเป็นบ้านซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดี

สิ่งใดเป็นสาเหตุให้คุณมาเล่นเรือใบ และทำไมการเล่นเรือใบเป็นเรื่องพิเศษในไทย?
ปีเตอร์ : ผมเริ่มหัดเล่นเรือใบเมื่อยังเป็นวัยรุ่น เรียนรู้การแล่นเรือใบในน้ำที่หนาวเย็นของทัสมาเนียตอนใต้ การเล่นเรือใบในไทยเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ น้ำทะเลอุ่น ชายฝั่งทะเลสวยงาม และผู้คนก็เป็นมิตรมาก นอกจากนี้ จากการเข้าร่วมงานแข่งเรือใบ (Regatta) ในหลายๆ  งาน ผมสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นเรือใบกับนักแข่งเรือจากทั่วโลก เชื่อผมเถอะ บรรยากาศการเล่นเรือทางทะเลในไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

คุณมีโอกาสได้เล่นเรือใบกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นการส่วนพระองค์ ตอนที่ได้ร่วมแข่งกับพระองค์ที่ชายหาดวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ.2528 ความรู้สึกเป็นอย่างไร?
ปีเตอร์ : ถือเป็นโชคดีของผมที่สุดในชีวิตที่ได้มีโอกาสแล่นเรือ และได้ใช้เวลาอย่างมีค่ากับพระองค์ท่าน นับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ความทรงจำนี้แม้จะเกิดขึ้นเมื่อ 3 ทศวรรษมาแล้ว มันยังชัดเจนมากเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

จากประสบการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจถึงความรักที่ท่านมีต่อข้าราชบริพาร ความใส่ใจที่ท่านมีต่อประชาชนชาวไทยทั้งปวง พระองค์ทรงมีความเป็นมิตรอย่างสูง อบอุ่น กันเองเวลาท่านทรงมีปฏิสัณฐาน และแบ่งปันประสบการณ์ในบรรยากาศสบายๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ผมอยู่ในบรรดาผู้คนที่มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อกันอย่างสูง

มีการแข่งขัน หรือการแล่นเรือครั้งไหนที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคุณไม่เคยลืมเลือน?
ปีเตอร์ : การแข่งขัน Trans- Gulf คือที่สุดของความทรงจำตลอดระยะเวลาการแข่งขัน และการแล่นเรือใบในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อย่างในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2539 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแล่นเรือที่ทรงต่อด้วยพระองค์เอง และพระราชทานชื่อว่า “เวคา” หรือ “The Vega” พระองค์ทรงเรือใบจากวังไกลกังวล ข้ามไปยังฐานทัพเรือสัตหีบ โดยส่วนพระองค์ ซึ่งการแล่นเรือครั้งนั้นมีเส้นทางที่คดเคี้ยว ใช้เวลา 16 ชั่วโมงในการแล่นเรือข้ามไป ในระยะทางกว่า 60 ไมล์ทะเล

ซึ่งการแล่นเรือครั้งนั้นได้ตีพิมพ์ลงสื่อว่า เป็นการแล่นเรือประเภท open dinghy ที่ยาวนานที่สุดซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และการแข่งขันครั้งนั้น พระองค์ทรงพระราชทานหางเสือเรือ เพื่อเป็นของรางวัลที่ระลึก จากนั้นผู้จัดกิจกรรม Trans- Gulf จึงใช้ชื่อในการจัดการแข่งขันเรือใบทางไกล ชิงรางวัลพระราชทานหางเสือเรือพระที่นั่ง “เวคา” หรือ “Vega-Rudder” เป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี ในครั้งนั้น ผมได้ออกเรือจากสโมสรราชวรุณในพระบรมราชูปถัมภ์ อ.บางละมุง ไปยังวังไกลกังวล ผมไม่มีวันลืมช่วงเวลานั้นได้เลย เพราะมันคือ 15 ชั่วโมงของการแล่นเรือประเภท open dinghy ไปตามลมทะเล ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา และอุณหภูมิที่ร้อนจัด จากที่ผมเดินเซๆ อยู่ที่หาด พอได้พบกับพระองค์ท่าน และได้รับพระราชทานการต้อนรับจากพระองค์ท่าน ผมมีความตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกถึงความภูมิใจอันแรงกล้าถึงแม้ร่างกาย ณ เวลานั้น จะเหนื่อยล้าเพียงใด ความทรงจำครั้งนั้น ทำให้ผมได้กลับมาแล่นเรือใบกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

คุณปีเตอร์แม้จะอายุ 80 กว่าปีแล้วแต่ยังดูแข็งแรง มีวิธีการดูแลสุขภาพอย่างไรบ้าง?
ปีเตอร์ : ตอนที่ผมเป็นหนุ่มๆ ผมมักจะออกไปแล่นเรือ ว่ายน้ำ แล้วก็ขี่จักรยานไปรอบๆ กรุงเทพฯ (ไปกลับจากบ้าน และที่ทำงาน อย่างน้อยวันละ 30 กม.) แต่ตอนนี้ผมอายุมากแล้ว จึงไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหนักๆ แต่ใช้การเดินออกกำลังกายแทน ผมไม่สูบบุหรี่ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เสมอ แล้วก็ดื่มไวน์สักแก้วหรือสองแก้วในมื้อนั้นๆ ด้วย

ในหนังสือ “The Legendary Royal Sailor” มีคำกล่าวของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไว้ว่า “ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆไม่ควรถือเป็นศัตรู แต่เป็นคู่แข่งขัน” ทำไมคำกล่าวนี้ ถึงติดอยู่ในความทรงจำของคุณ?
ปีเตอร์ : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความเคารพต่อผู้เข้าแข่งขันทุกๆ คนในทุกๆ กีฬา โดยเริ่มจากการที่ท่านมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 4 ในปีพ.ศ. 2510 ทรงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยในกีฬาเรือใบอย่างถูกต้องตามขั้นตอนเช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่นทั่วไป และด้วยพระปรีชาสามารถพระองค์ทรงชนะเลิศการแข่งขันเรือใบประเภท OK Dinghy class พระองค์ทรงใช้เวลาในการพูดคุย พบปะกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ หลักปรัชญาของท่านคือ “พยายามเพื่อที่จะชนะ แต่ต้องไม่สร้างศัตรู

ดังนั้นความรู้สึกของพระองค์เกี่ยวกับความเท่าเทียมในเรื่องกีฬาถือเป็นภาพสะท้อนของความรัก และความเคารพของพระองค์ต่อทุกคนในราชอาณาจักรตลอดทั้งชีวิตของท่าน ทุกพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถือเป็นแสงนำทางที่แท้จริง พระองค์ทรงเป็นนักแล่นเรือที่ยอดเยี่ยม มีความยุติธรรม และมุ่งหวังที่จะได้ชัยชนะ ส่วนคำแนะนำของผมง่ายๆ คือ “เรียนรู้ที่จะแล่นเรือ และแล่นเรือต่อไป!”.

keyboard_arrow_up