ขับรถดีได้แต้ม ‘iON GO’ หนุนสร้างเครือข่ายสังคมขับขี่ปลอดภัยบันไดสู่ Smart City

ขับดียิ่งได้แต้ม “iON GO” แอปฯใหม่ ส่งเสริมการขับขี่ที่ปลอดภัย ตั้งเป้าที่จะสร้างสรรค์สังคม โดยยกระดับคุณภาพชิวิตบนท้องถนนในระยะยาว

กรุงเทพมหานคร ถือเป็นพื้นที่สีแดง ที่ติดอันดับรถติดที่สุดในเอเชีย โดยจากผลสำรวจของ INRIX ยกให้ประเทศไทยเป็น 1 ในประเทศที่มีสภาพจราจรติดขัดที่สุดในโลก พบค่าเฉลี่ยคนเสียเวลากับรถติดบนท้องถนนกว่า 56 ชั่วโมงในปี 2560 หลายภาคส่วนได้เล็งเห็นถึงปัญหาและพยายามหาทางแก้ไข ด้วยหลากหลายมาตรการ และหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างประสานมือ เร่งรณรงค์ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจร ซึ่งเป็นสาเหตุต้น ๆ ของปัญหารถติด จากงานวิจัยในหนังสือ Make Your City Flow ของ บริษัท Xerox พบว่าสาเหตุหนึ่งของปัญหารถติดเกิดจาก ‘นิสัยของมนุษย์’ ทั้งพฤติกรรมการขับรถที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่เคารพกฎจราจร ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งนำมาสู่สภาวะอัมพาตบนท้องถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล เผยว่า บริษัทฯ ได้สร้างแอปพลิเคชันในชื่อ “iON GO” ภายใต้แนวคิด การสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่า (Better Society) เพื่อคุณภาพชีวิตของนักเดินทาง ส่งเสริมการขับขี่ที่ปลอดภัย เริ่มได้ที่ตัวเรา ซึ่งแอปฯนี้ จะทำหน้าที่ในการตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ที่ผิดวินัยจราจรของผู้ใช้งาน ทั้งขับขี่ด้วยความเร็วเกินกำหนด 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เบรกกะทันหัน หรือใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ผู้ใช้ iON GO ที่ขับขี่อย่างมีวินัยจะได้รับไอออนคอยน์ เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งของรางวัลและโปรโมชั่นต่าง ๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการ อีกหนึ่งไฮไลต์ผู้ใช้งานสามารถใช้สถิติ และพฤติกรรมการขับรถไปเป็นส่วนลดประกันภัยรถยนต์กับบริษัทประกันที่เป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อลดค่าเบี้ยประกันหรือใช้ไอออนคอยน์แลกส่วนลดเบี้ยประกันในปีถัด ๆ ไปได้อีกด้วย

นอกจากนี้ iON GO ยังตั้งเป้าที่จะสร้างสรรค์สังคม โดยยกระดับคุณภาพชิวิตบนท้องถนนในระยะยาว ด้วยแผนร่วมกับโครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมขนส่งทางบก ในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ขับรถเกิดการรับรู้และมีวินัยการจราจรมากยิ่งขึ้น โดยแผนการในอนาคต iON GO จะเข้าร่วมเป็นตัวแทนในการเติมเงิน easy pass ต่อทะเบียนรถยนต์พร้อมทั้งมีโครงการร่วมกับ จส 100 อีกด้วย ปัจจุบัน iON GO เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว โดยตั้งเป้าภายในปี 2561 มีผู้ใช้งานรวม 30,000 คน.

keyboard_arrow_up