Exclusive Talk : นั่งคุยสบายๆ สไตล์ ‘MADSAKI’ นำศิลปะมาแสดงเดี่ยวครั้งแรก อยากเที่ยวชนบทไทย

ช่วงบ่ายวันหนึ่ง ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ออนไลน์ ได้รับเกียรติให้ร่วมสัมภาษณ์กลุ่ม ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่น “MADSAKI” (แมดซะคิ) หนึ่งในศิลปินดาวรุ่งแห่งโลกศิลปะร่วมสมัยที่น่าจับตามอง เขาเดินทางมาประเทศไทยครั้งแรก เพื่อเปิดนิทรรศการสตรีทอาร์ตระดับโลก Combination Platter (คอมบิเนชั่น แพลตเตอร์) งานแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

บรรยากาศการสัมภาษณ์กลุ่มเป็นไปอย่างเป็นกันเอง เริ่มการพูดคุยด้วยคำถามแรกว่า แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เกิดขึ้นตอนไหน
MADSAKI – สมัยเป็นเด็ก ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่สหรัฐฯ น่าจะสัก 6 ขวบได้ มันเกิดขึ้นจากการที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยพยายามสื่อสารผ่านการวาดรูป ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปินในปัจจุบัน จากนั้นก็พัฒนาผลงานตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเป็นคนที่ชอบวาดภาพแนวออริจินัล แต่พอวาดไปนานๆ เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่แหละ ไม่ตรงกับที่ต้องการสักเท่าไหร่

จากนั้นก็ลองนำคำพูดต่างๆ มาเขียนลงบนผืนผ้าใบ แล้วเพื่อนๆ ก็มาแนะนำว่า การที่เอาคำพูดมาเขียนบนผืนผ้าใบ ก็สามารถสร้างสรรค์เป็นงานภาพได้นะ ก็เลยเริ่มทำแบบนั้นเรื่อยมาและควบคู่ไปกับการพัฒนาให้ตรงกับสไตล์ของตัวเอง อยากการเขียนคำว่า “fuck off” บนผืนผ้าใบ ก็รู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างจากศิลปินระดับโลกที่เขาก็ทำเหมือนๆ กัน

เมื่อถามว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีหลากหลายวัฒนธรรมที่สหรัฐฯ มีส่วนหล่อหลอมตัวเขาในฐานะศิลปินอย่างไรบ้าง
MADSAKI – ผมจะเลือกทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่ไม่ดีมาใส่ผลงานตามสไตล์ของผม ซึ่งผลงานหลายชิ้นของผมมักจะได้แรงบันดาลใจมากจากภาพยนตร์ เพราะผมเป็นคนชอบดูหนัง อย่างเรื่อง Goodfellas ผลงานการกำกับ โดยมาร์ติน สกอร์เซซี ผมดูซ้ำกว่า 300 ครั้ง แล้วผมก็นำมาสร้างสรรค์ผลงานด้วยนะ และก็นำมาจัดแสดงให้ชมด้วยจำนวน 1 ชิ้นงาน เป็นผลงานที่มาจากฉากหนึ่งของหนัง เป็นตอนที่ตัวเอกมอบปืนให้กับภรรยาของเขา

เมื่อถามว่า หากลองสังเกตผลงานจะพบว่า “ดวงตา” ของงานศิลปะจะเหมือนมีน้ำตาหยดลงมา จนกลายเป็นซิกเนเจอร์มีนัยอย่างไร
MADSAKI – ในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยสีสเปรย์ สีมันก็จะหยดลงมา พอมันหยดก็คือที่มาว่า ทำไมดวงตาถึงมีการหยดคล้ายน้ำตา แต่จะมีความหมายแฝง หรือต้องการแสดงนัยอะไรหรือไม่นั้น อยากให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มาชมผลงานมากกว่า ว่าเขาจะตีความว่าอย่างไร แต่จริงๆ ผมก็มีแอบแฝงแหละ

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ “MADSAKI” (แมดซะคิ)
MADSAKI – ตอนที่ผมอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก ประมาณปี 1999-2004 ผมทำงานเป็นแมสเซนเจอร์ (Messenger) เป็นคนส่งเอกสารด้วยจักรยาน หลังเลิกงานเพื่อนๆ มักจะชวนไปดื่มกัน (สาเก) ซึ่งเพื่อนๆ ก็จะเรียกผมว่า “แมดซะคิๆ” มันมากจากการทำงานเป็นแมสเซนเจอร์ รวมกับชอบดื่มสาเก แล้วชื่อผมจริงๆ คือ MASAKI (มาซะคิ) พอเพิ่มตัวอักษรดี (D) เข้าไป เลยกลายเป็น MADSAKI (แมดซะคิ) ก็เหมือนการเพิ่มรสชาติเข้าไปให้กับชื่อตัวเอง

เมื่อถามถึงนิทรรศการสตรีทอาร์ต Combination Platter งานแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย รู้สึกอย่างไร
MADSAKI – ตื่นเต้นมาก และมีความสุขมาก ที่ได้นำผลงานมาสเตอร์พีซหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ประติมากรรมขนาดใหญ่สูงกว่า 5 เมตร หรือภาพวาดที่มีความยาวถึง 13 เมตร มาจัดแสดงสู่สายตาคนไทยเป็นครั้งแรก ผลงานในครั้งนี้เหมือนเป็นคอลเลกชั่น เป็นการรวบรวมผลงานหลายๆ อย่าง หลายๆ สไตล์ที่สร้างสรรค์อยู่มาจัดแสดง ซึ่งตรงกับที่มาของการตั้งชื่อนิทรรศการในครั้งนี้ คอมบิเนชั่น แพลตเตอร์ เหมือนจานอาหารที่รวบรวมอาหารเล็กๆ น้อยๆ มาให้ได้ลองชิมกัน

สิ่งที่อยากจะสื่อสารกับคนที่มาชมนิทรรศการคือ มันไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ อยากให้สนุกสนานไปกับการมาชมศิลปะ และอาจจะได้มุมมองใหม่ๆ ผ่านการชมผลงาน เพราะศิลปะเป็นเรื่องสนุกครับ

เมื่อถามถึงผลงานมาสเตอร์พีซ ที่นำมาจัดแสดง ภาพวาดที่มีความยาวถึง 13 เมตรมีทั้งการ์ตูนญี่ปุ่น และะอเมริการวมอยู่ด้วยกัน และประติมากรรมขนาดใหญ่สูงกว่า 5 เมตร อะไรคือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
MADSAKI – ผมเติบโตมาจากการดูการ์ตูนทั้งญี่ปุ่น และอเมริกา ผนวกกับได้ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะมาด้วย ซึ่งตัวการ์ตูนเองถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง อย่างตัวการ์ตูน “บิกเบิร์ด” จากเซซามี สตรีท ผมดูตั้งแต่เด็กและเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากมันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว

และที่สำคัญบิกเบิร์ด คงไม่พูดคำหยาบอย่าง “fuck off” เป็นอันขาด แต่เมื่อมาเป็นผลงานของผม ผมเลยให้มันพูด ผมต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่ตัวละครนั้นๆ จะต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือ เซล พอตเทรต หรือภาพเหมือนของตัวเองที่สะท้อนตัวเองนั้นเอง ซึ่งผลงานชิ้นนี้ผมยังไม่เคยจัดแสดงในเอเชียมาก่อน นำมาจัดที่ประเทศไทยก่อนที่ญี่ปุ่นเสียอีก

ส่วนประติมากรรมขนาดใหญ่สูงกว่า 5 เมตร ที่แกะสลักเป็นชื่อตัวเอง MADSAKI ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ทาคาชิ มุราคามิ” เขาบอกให้ผมลองสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพื่อให้คนอื่นได้รู้จักผมมากขึ้น เหมือนการแสดงตัวตนผ่านผลงานชิ้นนั้น ผมก็เลยตบปากรับคำทำมันขึ้นมา และอีกหนึ่งผลงานที่ผมอยากนำเสนอมากๆ คือ ภาพวาดผ้าใบสีน้ำเงิน-แดง มาชมกันให้ได้นะครับ

เมื่อถามว่า การก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินดาวรุ่งแห่งโลกศิลปะร่วมสมัยที่น่าจับตามองปัจจุบันนี้มันยากขนาดไหน
MADSAKI – ตอนนี้ผมอายุ 44 ปี ผมเริ่มสร้างสรรค์งานตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ผมเพิ่งมีชื่อเสียงจากการรู้จักกับ ทาคาชิ มุราคามิ หรือมายบอสของผม ซึ่งผมเพิ่งรู้จักเขาได้แค่ 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง ก็ลองคิดดูเอาเองว่ามันยากเย็นขนาดไหน

ผมรู้จัก ทาคาชิ มุราคามิ ผ่านอินสตาแกรมเขามาซื้อผลงานผมไม่จัดแสดง แล้วผมก็แอบไปงานจัดแสดงนั้น และเข้าไปแนะนำตัว จากนั้นเราก็เริ่มสนิทกัน นอกจากเรื่องงานที่เราพูดคุยกัน เราก็จะคุยกันในเรื่องบ้าๆ บอๆ ด้วย

เมื่อถามว่า มีวันที่ “หมดแรงบันดาลใจ” ไหม แล้วทำอย่างไร
MADSAKI – แรงบันดาลใจจากการสร้างสรรค์ผลงานของผม จะมาจากประสบการณ์ของตัวเอง ตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะจากการท่องเที่ยว, อ่านหนังสือ หรือการชมภาพยนตร์ มันไม่มีคำตอบที่แท้จริง ทุกวันนี้ผมยังถามตัวเองเลยว่า “ผมคือใคร ทำไมต้องมาเป็นศิลปิน” ผมยังค้นหาตัวเองอยู่ว่าแรงบันดาลใจที่แท้จริงมาจากไหน

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่แรงบันดาลใจหมด “ผมจะนอน แบบช่างมันเถอะไม่เอาแล้ว” ผมเคยหยุดสร้างสรรค์ศิลปะไปเลย 6 เดือนก็มี อย่างตอนที่เป็นแมสเซนเจอร์ก็คือช่วงที่หมดไฟในการทำศิลปะ แล้วออกไปหาอะไรใหม่ๆ ทำ จนวันเวลาผ่านไปก็รู้สึกอยากทำงานศิลปะก็จะกลับมาทำ ผมจะไม่ฝืนตัวเอง ซึ่งการที่ผมได้พัก ได้ทำอะไรใหม่ๆ มันก็คือการออกมาหาประสบการณ์ หาแรงบันดาลในการสร้างสรรค์งานศิลปะนั้นเอง ฉะนั้นมันไม่ได้เสียเปล่าเลยกับการที่เราพัก

เมื่อถามว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มาประเทศไทย ประทับใจอะไร
MADSAKI – ครับ ถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาประเทศไทย กรุงเทพฯ อากาศร้อนชื้นมาก แต่ผู้คนใจดีมาก หากมีโอกาสก็อยากกลับมาอีก แต่อยากไปเที่ยวชนบทไปดูธรรมชาติมากกว่า พร้อมทิ้งทายชวนคนไทยมาชมงานศิลปะที่ผมสร้างสรรค์ขึ้นใหม่มาเผยสู่สายตาคนไทยเป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันนี้ ถึง 3 มิ.ย. 2561 ณ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตลอดจนสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ออกแบบเพื่องานนี้โดยเฉพาะจำหน่ายที่ร้าน SIWILAI Store (ศิวิไล สโตร์) ชั้น 5 แห่งเดียวเท่านั้นนะครับ.

keyboard_arrow_up