พีพี กรุ๊ป เขย่าตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์ รุกอีคอมเมิร์ซเต็มสูบ มั่นใจสิ้นปี 61 ทะลุ 1.2 พันล้าน!

15 ปี พีพี กรุ๊ป เขย่าตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์ พร้อมดันยอดโตก้าวกระโดด มั่นใจ สิ้นปี 61 ทะลุ 1.2 พันล้าน ประกาศรุกอีคอมเมิร์ซเต็มสูบส่ง “ลองฌอมป์” ประเดิมออนไลน์

สุวดี พึ่งบุญพระ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตลอดระยะเวลา 15 ปี บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2546 และได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการนำเข้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ โดยปัจจุบันมีแบรนด์ภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 9 แบรนด์ ได้แก่ Céline (เซลีน), Emilio Pucci (เอมิลิโอ ปุชชี่), Givenchy (จีวองชี่), Loewe (โลเอเว่), Longchamp (ลองฌอมป์), MCM (เอ็มซีเอ็ม), Roger Viiver (โรเฌร์ วิวิเยร์), Tod’s (ท็อดส์) และ Tory Burch

ทั้งนี้ สุวดี กล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์หลักในปี 2561 บริษัทฯ จะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก 1. Loyalty program เน้นการทำ CRM กับลูกค้า VIP ซึ่งบริษัทฯได้ทำ CRM ของแต่ละแบรนด์ ทำให้ได้ข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และพัฒนาการทำตลาดให้ดียิ่งขึ้น 2. นำเข้าแบรนด์ใหม่ ซึ่งภายในปลายปีนี้ เตรียมเปิดตัวแบรนด์ Off-White เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ชัดเจน สนุก กล้าท้าทาย จะตอบโจทย์ผู้บริโภคคนไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะตลาดจีน ที่เดินทางเข้ามาจำนวนมาก

และ 3. การเข้าสู่การขายออนไลน์หรือ e-commerce อย่างเป็นทางการของแบรนด์ Longchamp ที่ผ่านมา ecommerce IQ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2016 มูลค่าการซื้อขายสินค้าอีคอมเมิร์ซของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยธุรกิจแฟชั่นมีมูลค่าประมาณ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 13,650 ล้านบาท และเป็นกลุ่มสินค้าทีมีอัตราการเติบโตสูงถึง 49% จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้เราตัดสินใจลงทุนพัฒนาเว็บไซต์ https://onlinestore.ppgroupthailand.com/ โดยเลือก Longchamp มาเป็นแบรนด์แรก เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประสบความสำเร็จและอยู่ในตลาดโลกมาครบ 70 ปี และอยู่ในตลาดประเทศไทยมากว่า 11 ปี จึงทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยง่ายในช่องทางออนไลน์

ด้าน โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2558 เทียบกับ 2559 เรามีอัตราการเติบโตประมาณ 40% แต่เมื่อเทียบอัตราการเติบโตแบบ Like for Like จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งการเติบโตนี้ ยังเป็นผลมาจากการขยายสาขาของ MCM ที่สยามพารากอน Central Embassy และการที่เราเพิ่ม TOD’s เข้ามา

ส่วนสถานการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2561 พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงถึง 46.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีทางเศรษฐกิจ และการจับจ่ายของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ทำให้บริษัทมีความเชื่อมั่นในการลงทุนทางด้านต่างๆ มากขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณไว้ 150-200 ล้านบาท สำหรับเงินลงทุนในการสร้างร้าน การตลาดประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการขาย พร้อมตั้งเป้าหมายของยอดขายประมาณ 1,200 ล้านบาท ในสิ้นปี 2561 นี้.

keyboard_arrow_up