‘เป็นอาชีพที่น่าทำมากได้เดินทางไปทั่วโลก…’ เปิดจุกคอร์กคุย ‘นิกกี้ โลหิตนาวี’ ไวน์เมคเกอร์คนแรกของไทย

อมรินทร์ทอล์ก ประจำสัปดาห์นี้ เปิดวาร์ปไปพูดคุยกับ “นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปลูกองุ่น และทำไวน์ และผู้บริหารในตำแหน่ง “ไวน์เมคเกอร์” (winemaker หรือ oenologist) คนแรกของประเทศไทย ที่มีประสบการณ์การทำไวน์ทั้งในโลกเก่าทวีปยุโรป (Old World) โลกใหม่ (New World) และประเทศไทย ที่เป็นด่านต่อไปของโลกของไวน์ ที่ขยายพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

วันนี้ทีมข่าวได้รับเกียรติจาก นิกกี้ ที่พักการดูแลงานมานั่งชิลๆ บอกเล่าไลฟ์สไตล์ ชีวิตประจำวัน ในมุมที่ไม่ค่อยมีใครทราบ หากย้อนไปในวัยเด็ก ด.ญ.นิกกี้ เป็นเด็กอย่างไร “นิกกี้ในวัยเด็กจะเป็นคนที่ชอบอยู่ข้างนอก ชอบเอ้าท์ดอร์ ชอบท่องเที่ยว ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะพาเราเที่ยวทั่วประเทศไทย ไปเดินป่า ปีนเขา ทำกิจกรรมลักษณะแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลย”

เมื่อถามว่า กิจกรรมสมัยเด็กจะออกลุยๆ แล้วกีฬาที่ชอบล่ะ จะเป็นแนวเอ็กซ์ตรีมหรือไม่ นิกกี้ บอกว่า “กีฬาแนวเอ็กซ์ตรีมจะมีค่าใช้จ่ายสูง (หัวเราะ) สมัยเด็กๆ นิกกี้เป็นนักกีฬาฟุตบอล ของโรงเรียน สมัยเรียนที่ออสเตรเลีย ซึ่งนิกกี้ไปเรียนที่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 14 ปี ไปเรียนมัธยมปลายที่นั้น และเรียนต่อปริญญาจนจบสาขาปลูกองุ่น และศาสตร์การทำไวน์ (viticulture และ oenology)”

เมื่อถามว่า จุดเริ่มต้นของไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ เกิดขึ้นได้อย่างไร นิกกี้ เล่าว่า “มันเริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่ชอบไวน์ ชอบดื่ม ซึ่งย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน ด้วยใจที่รักไวน์ หลงใหลวิธีธรรมชาติ และชอบความท้าทาย ทำให้คุณพ่อ วิสุทธิ์ โลหิตนาวี กับคุณแม่ สกุณา เริ่มเนรมิตไร่องุ่นบทพื้นที่กว่า 100 ไร่ จนกลายเป็นอาณาจักรไวน์ในปัจจุบัน

ซึ่งตอนที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มทำ นิกกี้เพิ่งอายุได้ 12 ปีเอง เราได้เห็นจุดเริ่มต้นของที่นี้ เราได้ใช้เวลากับไร่นี้อย่างเต็มที่ และส่วนตัวชื่นชอบการปลูกองุ่นก่อน พอต่อมา ไวน์ของเราเริ่มเป็นที่รู้จัก ก็จะเริ่มมีไวน์เมคเกอร์ นักเขียนไวน์จากทั่วโลกมาดูงานที่ไร่ของเรา พอเราได้ซึบซับจากคนกลุ่มนี้ เราก็รู้สึกว่า อาชีพนี้น่าทำมาก มันมีการเดินทางไปทั่วโลกเพื่อจะทำไวน์ ซึ่งการเดินทางมันเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นิกกี้ จะสังเกตเห็นว่า ไวน์ทุกขวดที่หน้าตาไม่เหมือนกัน มันจะมีกลิ่นที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย มันหอม และเป็นอะไรที่แปลก ก็เลยอยากจะเรียนด้านนี้อย่างจริงจัง”

เมื่อถามว่า การจับธุรกิจไร่องุ่น ตั้งแต่วันแรกจนปัจจุบัน มีอุปสรรคที่ทำให้เราท้อจนไม่อยากไปต่อหรือไม่ นิกกี้ บอกว่า “ณ ตอนนั้นไม่ค่อยมี เนื่องจากสภาพอากาศที่เขาใหญ่ไม่ใช่แบบปัจจุบัน ที่ร้อนมากขึ้น การตกของฝนก็เปลี่ยนแปลงไป ถือว่าเราโชคดีที่เราเริ่มธุรกิจในช่วงปีนั้น อากาศเป็นไปตามฤดูกาล ทุกอย่างควบคุมได้ดี เราก็เริ่มปลูกองุ่นแบบธรรมชาติ แบบเกษตรทั่วไป แล้วพอนิกกี้ไปเรียนต่อ เราก็มีนำความรู้ด้านการปลูกมาร่วมใช้อย่างจริงจังขึ้น”

เมื่อถามถึงไวน์ขวดแรกที่ผ่านการดูแลโดยนิกกี้เอง รู้สึกอย่างไร นิกกี้ บอกว่า “อื้ม…มันโครตอร่อย ซึ่งไวน์ขวดแรกของเราคือ สกุณาไรเซ่ เป็นการเอาชื่อคุณแม่มาตั้งชื่อไวน์ตัวแรกของเรา จำได้ว่ามันเริ่มมีปัญหาเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งขวดบรรจุที่ยังมาไม่ถึงเรา เราต้องออกไปหาซื้อขวดของไทยมาบรรจุก่อน เครื่องจักรสำหรับบรรจุก็ต้องมีการซ่อมแซม จำได้ว่ากว่าจะแล้วเสร็จก็ดึก ซึ่งพอทุกอย่างเรียบร้อยเราก็นำมาเปิดดื่มกันในครอบครัว มันแบบมีความสุขจัง”

เมื่อถามถึง อะไรคือเสน่ห์ของไร่องุ่นไวน์ กราน-มอนเต้ นิกกี้ บอกว่า “น่าจะเป็นการที่เราทำเป็นธุรกิจครอบครัว เราเริ่มทำกัน 4 คน คือ คุณพ่อ วิสุทธิ์, คุณแม่ สกุณา, นิกกี้-วิสุตา และน้องสาว มีมี่-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี คอนเซ็ปต์หลัก คือ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความอบอุ่น และจริงใจ ความตั้งใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคน ในการให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกองุ่น และทำไวน์ ความสุนทรีย์ของชีวิตที่ได้รับ การลิ้มรสไวน์ชั้นเลิศ รับประทานอาหารดี ท่ามกลางธรรมชาติของเขาใหญ่ ให้ผู้คนทุกระดับเข้าถึงได้

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างชาติ คนชอบอาหาร และไวน์ คนชอบเที่ยวธรรมชาติ คนชอบเที่ยวแบบสบายๆ หรือจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาความรู้ และประสบการณ์จากการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งทางไร่ฯ มีการท่องเที่ยวเชิงเกษตร Agrotourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรไวน์ Oenotourism ไว้รอต้อนรับ”

ก่อนจะปิดวาร์ปกลับกรุงเทพฯ นิกกี้ ได้ให้ความรู้ และเทคนิคการดูไวน์ เนื่องจากปัจจุบันการดื่นไวน์ขยายตัววงกว้างมากขึ้น และไวน์มีหลากหลายระดับ โดย นิกกี้ บอกว่า คุณภาพของไวน์ในปัจจุบันมีหลากหลายมาก อันดับแรกที่ต้องดู และตรวจสอบ คือ “ฉลาก” เนื่องจากปัจจุบันมีไวน์ไม่แท้เยอะมาก ไวน์ที่ดี และแท้จริง ต้องทำจากองุ่น 100% บางแบรด์มีการนำเอาน้ำผลไม้ไม่ผสมรวม เพื่อลดภาษี ลดต้นทุน เป็นต้น

อันดับสอง สังเกต “การเก็บไวน์” ของร้านนั้นๆ ถ้าเป็นพวกไวน์ที่บรรจุปิดด้วยจุกคอร์ก ขวดพวกนี้ต้องวางนอน อุณหภูมิในร้านนั้นต้องต่ำด้วย และอันดับสาม ตอน “ดื่มไวน์” กลิ่นต้องหอม ต้องมีความฟรุ๊ตตี้ ต้องไม่มีกลิ่นเสีย กลิ่นคล้ายน้ำส้มสายชู แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราดื่มแล้วเราอร่อย ก็พอ…

สุดท้าย ไวน์ขาวต้องทานกับปลา ไวน์แดงต้องทานกับเนื้อ มันคือศาสตร์ที่แท้จริงหรือไม่ นิกกี้ บอกว่า “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย จริงๆ การดื่มไวน์มันไม่ได้เฉพาะตายตัว ถ้าคุณจะดื่มไวน์ขาวกับเนื้อแล้วมันอร่อยก็ทานไปเถอะ ทั้งหมดทั้งมวล ยังคงย้ำคำพูดเดิมว่า ถ้าเราดื่มแล้วเราอร่อยก็พอ”.

keyboard_arrow_up