‘ดร. อภิวัฒน์ วัฒนางกูร’ ตำนานนักสร้างสรรค์ผู้เปี่ยมคุณภาพของเมืองไทย

เคยถามตัวเองมั้ยว่า… อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต หน้าที่การงาน ชื่อเสียง เงินทอง ครอบครัว หรืออื่นๆ นอกเหนือจากนั้น “ดร. อภิวัฒน์ วัฒนางกูร” ได้ค้นพบคำตอบนี้ในที่สุด ถึงแม้ว่าเค้าจะต้องแลกด้วยชีวิต ในการค้นหาความหมาย และทำความเข้าใจก็ตาม

หลายคนมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความมั่งมี และชื่อเสียงเงินทองให้กับตนเอง แต่จากไปโดยที่ไม่สามารถเอาอะไรไปได้ และไม่เหลืออะไรไว้ให้คนด้านหลังได้คิดถึง แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ ตลอดช่วงชีวิตของเค้า ก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่ามากมายให้กับสังคม เค้าจากไปท่ามกลางความรักและความอาวรณ์จากผู้คนค่อนประเทศ

ถ้าเอ่ยชื่อของ “ดร. อภิวัฒน์ วัฒนางกูร” เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนจะต้องคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทพิธีกรของรายการ “จันทร์กระพริบ” และรายการ “คนค้นฅน”

นอกจากการเป็นพิธีกรมากความสามารถแล้ว เค้ายังเป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารมากความสามารถของบริษัทผลิตสื่อชื่อดังแถวหน้าของไทยอย่าง เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย และไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน เค้าก็มักจะทำอย่างเต็มที่เสมอ จากผลงานที่เคยได้ฝากไว้ และอุปนิสัยส่วนตัว ทำให้เรารู้ว่าดร. อภิวัฒน์ หรือพี่เต้ย ของน้องๆ ในวงการนั้น เป็นที่รักอย่างมากของผู้ที่อยู่รอบค้างและผู้ที่เคยร่วมงานด้วย

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเส้นทางชีวิตของชายผู้มากความสามารถคนนี้ ด้วยความพยายามของ ดร. อภิวัฒน์ เข้าสามารถสอบเอนทรานซืติดในคณะครุศาสตร์ สาขาการสอนภาษาอังกฤษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เค้าเป็นทั้งนักกิจกรรม นักร้องประสานเสียงของมหาวิทยาลัย และเป็นประธานนิสิตของคณะ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญาโทและปริญญาเอกที่ต่างประเทศ

ทันทีที่จบการศึกษาปริญญาเอก ดร.อภิวัฒน์ ก็ไม่รอช้า  รีบกลับเมืองไทยที่เค้าแสนคิดถึง และ 5 วันหลังจากนั้น เค้าก็ได้เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และดำรงตำแหน่งคณบดี คณะมนุษยศาสตร์ ในปีถัดมา

ก่อนจะขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการต่างประเทศเป็นคนแรกของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในอีก 4 ปีถัดมา ซึ่งที่นี่ก็เป็นที่ที่ทำให้เค้าพบกับคู่ชีวิตของเค้า

ภายหลังจากที่ชื่อของ ดร. อภิวัฒน์ วัฒนางกูร เริ่มเป็นที่รู้จักของสังคม จากการที่นิตยสารฉบับต่างๆ ขอสัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้ง

ในที่สุดประเทศไทยก็ได้รู้จักกับพิธีกรหน้าใหม่ โปรไฟล์ดี ดีกรีดอกเตอร์ ด้วยการเป็นพิธีกรรายการจันทร์กระพริบ ซึ่งเป็นรายการแนวทอล์คโชว์รายการแรกๆ ของเมืองไทย ด้วยความอดทนและมุมานะพยายามสูง มีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น ทำให้เค้าได้เค้าไปนั่งในใจของผู้ชมหลายๆ คน

ดร. อภิวัฒน์ ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือ “มองชีวิตผ่านมะเร็ง” ว่าการที่เค้าได้เป็นพิธีกรในรายการจันทร์กระพริบนั้น ได้ให้ประสบการณ์อันล้ำค่าแก่ชีวิตของเค้าอย่างมากมาย แต่เค้าก็ได้ทุ่มเทกับอาชีพอาจารย์ ซึ่งเป็นงานหลักของเค้าเช่นกัน โดยในปี พ.ศ. 2536 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ของการทำงานทางสายวิชาการของเค้านั้นก็มาถึงจุดอิ่มตัว เค้าจึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมาทำงานที่ เจ เอส แอล อย่างเต็มตัว ในฐานะผู้บริหาร

เมื่อได้มารับบทบาทของการเป็นผู้บริหาร ดร. อภิวัฒน์ ก็ได้ทุ่มเทเอาใจใส่ ในระดับที่มากกว่าคนทั่วไป ทำให้เค้ากลายเป็นที่รักของลูกน้อง ของเพื่อนร่วมงาน และทุกๆ คน ที่ได้ใกล้ชิด

จากหลายๆ สิ่งที่เค้าได้ทำ และสามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงแต่ละมิติของสังคม สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการคิดสร้างสรรค์ผลงานของ ดร. อภิวัฒน์ และเป็นที่ถูกใจของลูกค้าเสมอ ทุกครั้งที่เค้านำเสนองาน

ความทุ่มเทของ ดร. อภิวัฒน์ เป็นสิ่งที่เพื่อนร่วมงานและคนใกล้ชิด มองเห็นตรงกันมาโดยตลอด ซึ่งเค้าก็ได้สร้างสรรค์ผลงานรวมถึงอยูุ่เบื้องหลังโปรเจคต่างๆ รวมทั้งผลงานระดับประเทศอย่างมากมาย

ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี เราได้เห็น ดร. อภิวัฒน์ โลดแล่นอยู่บนจอโทรทัศน์ อีก 12 ปี ในฐานะผู้บริหาร และสิบกว่าปีในฐานะของอาจารย์ พูดได้เลยว่า ไม่มีวันไหนที่เค้าไม่ทำงานหนัก และไม่ทุ่มเทให้กับงานที่เค้ารัก อย่างสุดชีวิตจิตใจ

ด้วยความที่เป็นคนเต็มที่กับทุกสิ่ง รวมถึงความสนุกและท้าทายในงานสายบันเทิง ในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เค้าทุ่มเทให้กับงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน อดหลับอดนอนหลายๆ วันติดกัน ทานอาหารไม่ตรงเวลา รวมถึงแทบจะไม่มีเวลาให้กับครอบครัว และในที่สุดร่างกายก็ได้ส่งสัญญานแจ้งข่าวร้ายให้กับเค้าในวันหนึ่ง

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนๆ นึงจะทำงานอย่างหนักมาตลอดทั้งชีวิต เพื่อสร้างรากฐานของครอบครัวที่มั่นคง รวมถึงการมุ่งมั่นและทุ่มเทในรูปแบบของโปรเฟสชั่นนิสต์ที่ไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ แต่กลับต้องมาพบว่าตนเองป่วยหนักด้วยโรคที่มีความทุกข์ทรมานอย่างสูงอย่าง โรคมะเร็ง

เมื่อทั้งการผ่าตัดลำไส้ และการให้ยาเคมีบำบัดผ่านพ้นไป แล้วพบว่าอาการป่วยไม่ได้ผลดีขึ้นอย่างที่หวัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคงมีเหลือแค่ “กำลังใจ” ซึ่ง ดร. อภิวัฒน์ มีอย่างเต็มเปี่ยม จากพ่อแม่ ครอบครัวที่เค้ารัก จากเพื่อนๆ พี่น้อง และจากคนทั้งประเทศที่ส่งกำลังใจมาให้เค้าอย่างล้นหลาม จนกระทั่งวันสุดท้ายของ “ดร. อภิวัฒน์ วัฒนางกูร” มาถึง

ในชีวิตของเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องฝ่าฟัน เหมือนกับที่ ดร. อภิวัฒน์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เราต่างคนก็มีสงครามของตนเอง ที่จะต้องเอาชนะ แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องไม่ลืมที่จะรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ไม่ให้ตายในสงคราม” เพื่อที่จะได้กลับไปหาคนที่รอเราอยู่เบื้องหลัง

เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าตำนานท่านนี้ จะทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และหันมาใส่ใจรวมถึงให้เวลากับคนที่เรารักและครอบครัวมากยิ่งขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

keyboard_arrow_up