‘พระเทพวิทยาคม’ (คูณ ปริสุทฺโธ) ตำนาน พระผู้ให้แห่งวัดบ้านไร่

ตำนานของเราวันนี้เป็นเรื่องราวของความยิ่งใหญ่ ที่มีจุดเริ่มต้นจากผืนแผ่นดินอิสาน หลายๆ คนเปรียบเทียบท่านเป็นเทพเจ้าที่ดลบันดาลสิ่งตางๆ ให้กับชาวบ้าน พระผู้ปฏิบัติดีปฏบัติชอบผู้นี้คือ พระเทพวิทยาคม หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันดีว่า หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ

หากพูดถึง พระเทพวิทยาคม หรือที่ว่า หลวงพ่อคูณ แล้ว หลายๆ คนจะมีภาพที่ติดตาของท่าน นั่นก็คือ ท่านั่งยองๆ สาเหตุที่ท่านนั่งในลักษณะนี้เพราะเป็นนิสัยติดตัวมาตั้งแต่เดิม ด้วยนั่งแล้วสบาย และลุกเร็ว ด้วยความเป็นคนชอบทำอะไรเร็วๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ลูกศิษย์จะได้เจอทุกครั้ง เวลาที่แวะเวียนไปกราบนมัสการ คงจะหนีไม่พ้นการ เขกกะโหลก เวลาที่ใครไปขอพรท่าน ท่านก็จะมีผ้าผืนนึง ม้วนเหมือนกับไม้ เคาะให้และเป่าหัวให้ พร้อมกับให้ศีลให้พร

นอกจากการเขกกะโหลกให้พรของหลวงพ่อคูณแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวัตถุมงคลที่บรรดาสาธุชนให้ความสำคัญและอยากจะมีไว้ครอบครอง นั่นก็คือ ตะกรุดทองคำ บรรดาลูกศิษย์ที่นับถือ และศรัทธาท่าน ก็จะให้หลวงพ่อคูณช่วยฝังในร่างกายให้

มีอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางชิ้นนี้ นั่นก็คือเรื่องราวของ เสือทอง เป็นจอมโจรที่ยิงไม่เข้าเพราะฝังตะกรุดของหลวงปู่ไว้เยอะมาก ไม่มีใครจับตัวได้ มีเพียงหลวงพ่อคูณ เท่านั้น หลังจากที่มอบตัวให้ทางการและต้องถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ซึ่งหลวงพ่อคูณต้องทำการสวดถนก่อน ถึงจะทำการประหารได้

จากเรื่องราวข้างต้นที่เกริ่นมา เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนนึกถึง หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ แต่เอกลักษณืที่โดดเด่นที่สุดของหลวงพ่อคูณคงจะเป็นเรื่องของการพูดจา ที่ท่านเรียกแทนตัวเองว่า “กู” และลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่า “มึง”

อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสพิเศษที่หลวงพ่อคูณไม่พูดคำว่า กู – มึง นั่นคือตอนที่ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพูดว่า มหาบพิตร

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เคยตรัสถามหลวงพ่อคูณว่า “ทำไมหลวงพ่อถึงไม่พูดกับหนูบ้าง เห็นนั่งเฉยๆ” หลวงพ่อคูณจึงตอบกลับไปว่า “พวกที่นั่งอยู่รอบข้างมันไม่ห้กูพูด มันให้กูนั่งเฉยๆ เพราะกูพูดราชาศัพท์ไม่เป็น”

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ของหลวงพ่อคูณ ที่บุคคลภายนอกจะได้พบเจอ ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก แต่สิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนมากมายและศรัทธาในตัวท่านนั่น ต่างคนต่างก็มีเหตุผลต่างกันไป บางคนกล่าวเอาไว้ว่า หลวงพ่อคูณเป็นผู้ที่มีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์

หลายคนมองว่าหลวงพ่อคูณรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่สำหรับตัวท่านเองนั้น ท่านเคยบอกเอาไว้ว่า ท่านเลือกพูดในสิ่งที่ลูกศิษย์ลูกหาอยากฟัง นอกจากนั้นผู้ที่เคารพศรัทธาท่านก็มองว่าท่านเป็นพระผู้ที่พูดแต่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงของชีวิต

นอกจากการพูดแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้ท่านเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของประชาชนชาวไทย นั่นก็คือเรื่องของความเมตตา ไม่ว่าใครจะมาหา ก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว ให้ความเป็นกันเองกับลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอ

เรื่องราวชีวิตของหลวงพ่อคูณนั้น มีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้แตกต่างจากบุกคนทั่วไป และยังเกิดมาในครอบครัวที่อยู่กันอย่างลำบาก เพราะครอบครัวของท่านมีฐานะยากจน ซ้ำร้ายแม่ของท่านยังด่วนจากไปตั้งแต่ท่านอายุยังน้อย หลังจากนั้นท่านจึงได้ไปใช้ชีวิตเป็นเด็กวัด และเมื่ออายุได้ 21 ปี จึงได้บรรพาอุปสมบท ณ วัดถนนหักใหญ่ ท่านได้ศึกษาวิชากับหลวงพ่อคงที่นั่น ไม่นาน หลวงพ่อคงก็พาท่านไปฝากเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแดง วัดหนองโพธิ์ เพื่อศึกษากรรมฐาน และได้ออกธุดงค์เพื่อตัดกิเลส

ในปี 2495 ท่านได้กลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง เนื่องจากหวนคิดถึงความลำบากของชาวบ้าน และวัดบ้านไร่ เปรียบเสมือนเป็นสถานที่ให้การศึกษา มีสภาพทรุดโทรม ท่านทำนุบำรุงศาสนาในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยท่านคิดกับตัวเองเสมอว่า “ถ้ากูไม่ทำ แล้วใครจะทำ”

นอกจากนี้หลวงพ่อคูณยังปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง ท่านมอบให้ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ จนกล่าวได้ว่าท่านเป็นนักพัฒนาสังคม ที่ทำให้เกิดสาธารณะประโยชน์มากมาย ส่วนใหญ่หลวงพ่อคูณจะนำเงินไปสร้างสถานที่ต่างๆ เพื่อสังคม เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล มากกว่าจะนำไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร เพราะโรงพยาบาลจะช่วยชีวิตคนทุกวินาที แต่สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ใช้เพียงชั่วคราว

และที่สำคัญทานยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอคือ “เงินที่นำมาบริจาคท่าน คือการนำเงินมาฝากท่านไว้ ให้ไปก่อสร้าง ทำสาธารณะประโยชน์” นับได้ว่าหลวงพ่อคูณเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ยังมีอีกเรื่องที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของท่าน หลวงพ่อคูณได้ถวายเงิน 100 ล้านบาทให้กับในหลวง รัชกาลที่ 9 แล้วแต่ในหลวงจะทรงจัดสรร แต่ในหลวงก็คืนให้กับหลวงพ่อคูณ สุดท้ายท่านจึงยกให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นทุนอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียน

หลวงพ่อคูณเป็นผู้ให้ และให้แม้วาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง เพราะสังขารที่ไร้วิญญาณของท่าน ก็ยังมอบให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน ท่านได้บริจาคร่างของท่านให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็น “ครูใหญ่” เป็นวิทยาทานให้กับการศึกษาสืบไป

ที่มา — รายการ: ตำนาน ตอน พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ)

keyboard_arrow_up